What‘s happened?: Sonic Bang 2013


What‘s happened?

 

ffwfawfawf

 

            ตามที่สัญญากับท่านผู้อ่านไว้ในฉบับที่แล้วว่า – ผม – จะนำบรรยากาศของ “Sonic Bang” ซึ่งถือเป็น Music Festival ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี 2013 นี้เลยก็คงจะไม่ผิดนัก มาถ่ายทอดผ่านปลายปากกาให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าอาจจะไม่ครบถ้วนกระบวนความเท่ากับไปอยู่ในงานด้วยตัวเอง แต่ผมเองก็แอบหวังไว้ว่า…ควันหลงจากการเล่าเรื่องของผมที่ไปผจญภัยในครั้งนี้ อาจจะทำให้มีคนสนใจไปดู Live Event ต่างๆมากขึ้น เพื่อที่ทาง – ผู้จัดงาน – จะได้มีกำลังใจในการเดินหน้าหาสิ่งดีๆมาให้ เราๆท่านๆ ได้เข้าร่วมไปเป็นส่วนหนึ่งของความประทับใจอย่างที่ผมได้รับในครั้งนี้ ดังนั้นก่อนที่ผมจะเริ่มสาธยายบรรยายความ ขออนุญาตขอบพระคุณทาง BEC-TERO เป็นอย่างสูง ที่กรุณาเอื้อเฟื้อมอบบัตรเข้าชมให้กับ เด็กใหม่ อย่างผม ได้เข้าไปบันทึกประสบการณ์ชีวิตที่สนุกจนลืมไม่ลง รวมไปถึง Warner Music Thailand ที่ให้โอกาสผมเข้าไปสัมภาษณ์ศิลปินระดับโลกอย่าง Jason Mraz มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ในเมื่อผมพร้อมที่จะเล่าแล้ว ก็ขอเรียนท่านผู้อ่านสละเวลาสักเล็กน้อย มาร่วมสัมผัสกลิ่นอายแห่งความสำเริงสำราญไปพร้อมกันได้เลยครับ…

 

การผจญภัยไปงาน “Sonic Bang” ของผม เริ่มเมื่อเวลา 10 โมงเช้าโดยประมาณ แม้ว่าจะได้หลับไปแค่ 3 ชม.ก็เถอะ(นั่งเขียนสคริปต์สัมภาษณ์ Jason Mraz ถึงหกโมงเช้า) ได้เพียงคิดปลอบใจตัวเองว่า เคยนอนมาทั้งชีวิตแล้ว จะนอนอะไรเยอะแยะ T_T แต่แล้วชีวิตเจ้ากรรมก็ประสบปัญหาที่ไม่คาดฝัน หลังรับสายโทรศัพท์จากทีมงานที่โทรมาบอกว่าป่วยอาจจะมาไม่ได้ ในระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปสถานที่จัดงาน *** อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี *** โอ้วววว!!! แม่เจ้า อะไรมันจะลงล็อคขนาดนี้ …ยิ่งไปกว่านั้น ผมดันท้องเสียตอนอยู่บนทางด่วนอีก ดีที่แวะเข้าห้องน้ำทัน Q(-.-)b แต่เหมือนดั่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ไม่ปาน 🙁 ขณะแต่งตัวได้เอื้อมมือไปจับกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพื่อเช็คว่าทรัพย์สินอยู่ครบมั้ย? ตามที่ป้ายในห้องน้ำทุกที่ติดป้ายเตือนไว้ และแล้วก็ได้รู้ว่า “งานเข้า” เนื่องจากกระเป๋าสตางค์ไม่อยู่ (ผู้อ่านหลายคนอาจสงสัยว่าแล้วผมเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าทางด่วน : ช่องใส่เหรียญด้านคนขับเล็กๆ ผมมักจะเตรียมเงินไว้สำหรับจ่ายค่าทางด่วนไว้ล่วงหน้าเสมอๆครับ J) อ้ากกกกกกก!!! ทางแก้ปัญหาทางเดียวที่ทำได้ คือ กลับไปเอามานั่นเอง กว่าจะผ่านวิบากกรรมที่ผสมผสานกับความเลินเล่อมาได้  จนเดินทางมาถึงงานก็ปาเข้าไปเกือบจะบ่ายโมงครึ่งเข้าไปแล้ว หลังจากผมเตรียมอุปกรณ์ในการทำงานให้พร้อม โดยต้องมีข้อแม้ว่าจะไม่ขนอะไรติดตัวไปมากเกินพอดี เพราะ งานนี้เป็นทั้ง Indoor + Outdoor festival มีจำนวนเวทีการแสดงถึง 6 เวที ดังนั้นผู้ที่มาร่วมงานต้องจัดระเบียบเวลาให้ดีมากๆ เนื่องจากเวลาในการแสดงของศิลปินชื่อดังบางวงที่อยู่คนละเวทีจะทับซ้อนกัน ต้องเผื่อเวลาในการเดินจากเวทีหนึ่งไปยังอีกเวที, เวลาเข้าห้องน้ำ, เวลากิน และ เวลาพัก เพื่อให้ไม่เหนื่อยจนเกินไป เริ่มแรกผมก็เดินเข้าไปรับบัตรสื่อมวลชนที่เป็นสายรัดข้อมือ+ป้ายห้อยคอ ณ Jupiter Hall 14 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเวทีต่างๆพอดิบพอดี แล้วก็รู้สึกประทับใจในการจัดแบ่งเจ้าหน้าที่เป็นฝ่าย ๆของทางผู้จัดงานมาก แม้บางคนอาจจะคิดว่าดูเรื่องมากพิถีพิถันหลายขั้นตอนกว่าจะได้รับบัตรแต่ผมกลับคิดว่า ทางผู้จัดคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าชมงานเป็นสำคัญ จึงต้องมีระบบการลงทะเบียนออนไลน์, สายรัดข้อมือ(ห้ามรับแทนกัน แจกคนต่อคน) และ เมื่อเข้าหรือออกจากบริเวณสถานที่จัดงาน ทีมงานรักษาความปลอดภัยจะสแกนสายรัดข้อมือบันทึกข้อมูลทุกครั้ง ผมกล้ารับประกันได้เลยว่าสายรัดข้อมือที่ผูกโดยทีมงานของทางผู้จัด ถอดยกให้กันยากมาก(ทำได้ก็โคตรเก่ง) ผูกได้พอดีขนาดข้อมือสุดๆ ถ้ายืดสายก็จะแสกนเข้าออกไม่ติดแน่นอน ตัดปัญหาเรื่องซื้อบัตรใบเดียวเที่ยวสิบคนสลับกันเข้าออกไปได้เลย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตารางเวลาที่ให้กับสื่อมวลชนว่าแต่ละเวทีศิลปินคนไหนขึ้นแสดงตอนกี่โมง และ ช่วงเวลาสำหรับตั้งเครื่องเสียงโดยประมาณ ว่าใช้เวลา15-20 นาที ในที่สุดเมื่อคิดว่าตัวเองเตรียมการพร้อมแล้วจะรอช้าอยู่ใยเดินลุยเดี่ยวเข้างานไปเลยดีกว่า…

 

flur5

 

ผมก้มลงเหลือบตามองดูนาฬิกาตัวเอง ที่แสดงผลออกมาว่าขณะนี้เป็นเวลา 14.10 น. หลังจากนั้นก็นำเอาค่าที่ได้ไปเทียบกับสมการเวลาแสดงศิลปินว่าเวทีไหนใครเล่นอยู่บ้าง? บรรยากาศรอบๆในเวลานั้นผู้คนดูยังไม่พลุกพล่านหนาตามากนักแต่เริ่มทยอยกันมาเรื่อยๆมากกว่า หลังใช้เวลาครุ่นคิดไม่นานผมก็ได้เลือกคำตอบของสมการว่าวงเปิดงานของผมในวันนี้ คือ ศิลปินกลุ่มแนว อินดี้-ร็อค จากประเทศไทย ซึ่งมีชื่อว่า วง Flure(ฟลัวร์) เหตุผลที่ผมเลือกนอกจากความเหมาะสมของเวลา คงจะหนีไม่พ้นความประทับใจในงานเพลง และ การแสดงสดที่มันสสสส์ได้ใจใส่หมดทุกเม็ดครับ Live performance โดยเฉพาะงานคอนเสิร์ต  ผมคิดว่า – ไม่ควรจะวัดค่าว่า วงนี้เล่นดีหรือไม่ดี ด้วยการเอาการแสดงสดไปเทียบกับเพลงที่อยู่ใน CD – เพราะ ทุกวงสามารถพลาดได้ ซึ่ง ฟลัวร์ เอง เป็นวงที่ไม่ปฎิเสธเมื่อเล่นพลาดแถมบอกคนดูตรงๆด้วยซ้ำว่าเล่นหลุด ฮ่าๆ ชอบจริงๆ!!!   ระหว่างทางเดินเท้าไปยัง Pow stage เลือดลมผมก็สูบฉีดอย่างรุนแรงเมื่อเดินผ่านบูท Hang (เครื่องดื่มคู่ใจของผู้ที่นิยมชมชอบลิ้มรสน้ำเมาแต่ว่ากลัวอาการแฮงค์นั่นเอง) พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้น เพราะ เหล่าพริตตี้ที่แสนน่ารักยื่นผลิตภัณฑ์มาให้พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ผมก็รับมาดื่มอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย T(*-*)T แม้ว่าวันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เสพน้ำเมาเลยก็ตาม(สรุปแล้วตลอดงานผมดื่ม แฮงค์ ไปครึ่งโหลได้) นอกเรื่องมาเยอะแล้วขอตัดเข้าส่วนการแสดงของ ฟลัวร์ เลยแล้วกัน ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคาดหวังไว้ไม่มีผิด สมาชิกทุกคนชองวงจัดเต็มอย่างเช่นเคย โดยเฉพาะ พี่คิว นักร้องนำที่โชว์น้ำเสียงอันทรงพลังออกมาแบบไม่มีกั๊กแม้แต่น้อย ไม่ดรอปคีย์ ไม่มีน้ำหนักเสียงที่แผ่วเบาลงแม้จะเล่นไปหลายเพลง ทั้งที่เพลงแต่ละเพลงที่เลือกมาเล่นจะเปลืองแรงมากก็ตาม อาทิ เช่น ปล่อยไปตามหัวใจ, ฤดูที่ฉันเหงา, ขอให้ผม และ ยื้อ(Cover จาก วงระดับตำนานอย่าง Pause เป็นเพลงที่ผมชอบที่สุด) เสียดายอย่างเดียวต้องเซนเซอร์บทพูดของพี่คิวเยอะไปหน่อย เพราะเป็นกันเองกับแฟนเพลงมากจนใช้ภาษาตามแบบฉบับเพื่อนคุยกัน อย่างไรก็ตามทุกวินาทีของการแสดงนั้นทำให้ผมและผู้ชมคนอื่นๆกระโดดกันเป็นกุ้งโดยลืมอายไปโดยสิ้นเชิง…

 

และแล้วการตัดสินใจครั้งสำคัญก็มาถึง…กรรมบังเกิดเวลาการแสดงของ Lipta(สองคู่หูดูโอแนวป็อบส่งประกวดโดยประเทศไทย) กับ Far East Movement (ศิลปินฮิพฮอพชั้นนำจากอเมริกาที่สมาชิกทั้ง 4 คนเป็นลูกครึ่งเอเชียน-อเมริกันทั้งหมด) เมื่อจำเป็นต้องเลือกผมคิดว่าโอกาสที่จะได้ดูศิลปินจากต่างประเทศนั้นหาได้ยากกว่าเลยตัดสินใจอยู่ต่อที่เวที Pow รอ Far East Movement ขึ้นเล่นอย่าใจจดใจจ่อเพราะเสียดายการแสดงของพี่ๆ Lipta เช่นกัน ดังนั้นความคาดหวังของผมต่อโชว์ต่อไปที่ผมจะชมย่อมสูงขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากใช้เวลาเซ็ทเครื่องนานเกือบ 30 นาที เพลงเปิดตัวที่พวกเขาเลือกคือ “Like a G6” ที่เคยขึ้นอันดับหนึ่งของ Billboard Chart มาแล้ว หลังจากนั้นก็ต่อด้วยความมันส์แบบ Non-Stop ทั้งเพลง So what?, Turn up the love และ Rocketeer แต่ที่ประทับใจผมมากที่สุดคือ Get up ที่ – เคฟนิช- หนึ่งในสมาชิกของวงสามารถ Build อารมณ์คนดูทั้งฮอลล์ให้ลงไปนั่งก่อนเล่นเพลงนี้ได้ ด้วยคำพูดที่ว่า “ก่อนที่คุณจะลุก ก็ต้องลงไปนั่งก่อน ผมอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาพร้อมๆกัน” เป็นช่วงเวลาที่ผมลืมไม่ลงจริงๆ เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ ผมคิดถูกแล้วที่เลือกอยู่ดูการแสดงของพวกเขาจนวินาทีสุดท้าย…

ความสุขมักจะจากเราไปอย่างรวดเร็วและตั้งตัวไม่ทัน เช่นเดียวกับการผจญภัยของผมในงาน Sonic Bang หลังจากชมการแสดงของ Far East Movement ผมก็เตรียมตัวเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุด คือ การไปสัมภาษณ์ Jason Mraz ที่เป็นศิลปินที่ถูกจัดคิวให้เล่นปิด ณ เวที Bang ที่พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นเวทีที่สำคัญที่สุดในงาน แค่ดูจากรายชื่อศิลปินก็น่าจะเดาได้ไม่ยาก แต่ผมขอข้ามส่วนนั้นไป เพราะ รายละเอียดในช่วงนั้นผมเลือกที่จะจัดเต็มให้ท่านผู้อ่านในคอลัมภ์    “ What’s special ” ที่มีรายละเอียดถึงสองหน้าเต็มๆ ขออนุญาตตัดกลับมาหลังจากที่ผมสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว ศิลปินที่ผมจะเลือกไปดูจ่อไป คือ Pitbull (Mr.Worldwide) ศิลปินแนวฮิพฮอพที่มีความสามารถโดดเด่นในการแสดงสดทุกครั้ง รวมถึงครั้งนี้เขาถูกจักให้เล่นที่ Boom Stage แม้ว่าจะถูกจัดให้เล่นเป็นคิวรองสุดท้าย เนื่องจากต้องหลีกทางให้กับศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง “Pet Shop Boy” ก็ตามที แต่ปรากฏการณ์ที่ผมเพิ่งจะได้เห็นในงานนี้เป็นครั้งแรก คือ คนดูที่ล้นฮอลล์ออกมา กว่าจะแทรกเข้าไปได้เล่นเอาลำบากพอตัว แต่ความลำบากนั้นหายไปทันที เมื่อผมถูกสะกดด้วยการกระหน่ำเพลงฮิตแบบไม่ยั้ง ทั้ง Bon Bon, Hotel Room Service, Back in time และ Don’t stop the party(เล่นเอาผมบ้า จนลืมไปเลยว่า On duty อยู่) ทั้งบุคลิกที่เท่ห์แบบไม่เหมือนใครผสมผสานกับลูกเล่นบนเวทีกับแดนซ์เซอร์สาวสวยที่มาในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย เล่นเอาผมไม่อยากย้ายเวทีเลย (T_T) ให้ตายสิ ด้วยความจำเป็นเพราะ Jason Mraz ขึ้นเล่นที่ Bang Stage ในเวลาที่ทับกัน จึงจำต้องเดินจากมาแบบคอตกเล็กน้อย เตรียมเข้าสู่โหมดคนดีอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละเพลงของ Jason Mraz นั้น แฝงไปด้วยแนวคิดที่ – อ่อนโยน, โรแมนติก และ คิดบวก ประกอบกับเพื่อนร่วมงานของผมมาถึงแล้วด้วย J ขอเล่าสั้นๆเลยละกันครับว่า “ผมมีความสุขกับทุกวินาที ที่ได้ฟังเพลงของศิลปินคนนี้ ณ ตอนนั้น” ซึ่งทุกคนที่อยู่ในที่เดียวกันกับผมคงคิดไม่ต่างกันแน่นอน สิ่งสุดท้ายผมอยากฝากถึงท่านผู้อ่านที่ไม่กล้าจะมางานคอนเสิร์ตเหมือนเดิมนะครับว่า –ลืมค่าบัตรไปเถอะครับ- แม้ว่าราคาจะสูงจริง แต่ดูจากรายชื่อศิลปินที่ทางผู้จัดเลือกมาแบบไม่กลัวขาดทุนเช่นนี้ เป็นสาเหตุสำคัญเลยครับที่ผมเห็นชาวต่างชาติในงานนี้เยอะมากทั้ง เกาหลี, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และอีกมากมาย ลองคิดสิครับว่า พวกเขาเหล่านั้นลงทุน เสียค่าเดินทาง+ที่พัก และ ค่าบัตร แล้วทำไมยังอุตส่าห์ ถ่อมาถึงไทย ? คำตอบง่ายๆ คือ พวกเขาเหล่านั้นได้กำไรชีวิตกลับไปอย่างคุ้มค่านั่นเอง…