Test: Sonos : Playbar / Sonos : Sub

Test: Sonos : Playbar / Sonos : Sub

การุณชาติ  พุกกะเวส

01

          ระบบเครื่องเสียงแบบ Soundbar, ชุด HITB หรือชุดลำโพงอเนกประสงค์ที่ผ่านมา ส่วนมากจะเป็นแบบซื้อแล้วซื้อเลย ขยายระบบใดๆ ไม่ได้ (Monster : Outdoor ที่ทดสอบไปเพิ่มลำโพงตัวลูกได้) ดังนั้น การจะเลือกซื้อจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบก่อนว่าสิ่งใดที่คุณต้องการ…

ในความเป็นจริง แม้จะเลือกอย่างรอบคอบแล้วแต่พอใช้ไปอาจจะมีปัญหาหลายๆ ด้านตามมา เช่น เวลาที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์ตัวใหม่เข้าไป มักจะพบว่าอุปกรณ์ตัวใหม่ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับตัวเก่าได้ ฯลฯ ทำให้เครื่อง / ลำโพงเซ็ตเดิมไม่สามารถใช้งานได้ต่อไป ต้องขายออกไป…

บางคนชอบแบบค่อยๆ ซื้อเติมเพิ่มไปทีละชิ้น ทีละห้องมากกว่า ซึ่งหลายยี่ห้อไม่ได้ออกแบบมารองรับไว้ จะเปลี่ยนทีก็ต้องเปลี่ยนทั้งหมด สร้างความยุ่งยากทางการเงินให้นักเล่นไม่น้อยเลย

ดังนั้น ผมเชื่อว่า คนทั่วไปคิดว่าถ้ามีเครื่องหรือลำโพงที่สามารถเติมระบบเข้าไปเรื่อยๆ สามารถซื้อทีละชิ้น แล้วค่อยๆ เติมเข้าไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด จนกลายเป็นมัลติรูมขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องลงทุนครั้งเดียวก็เข้าท่ามากๆ

สมัยก่อนแนวคิดดังกล่าวอาจอยู่ในจินตนาการ แต่ในปัจจุบันสามารถทำได้แล้ว โดยที่มาพร้อมความทันสมัย เช่น สั่งงานจากสมาร์ทโฟนต่างๆ เลือกเพลงได้หลายช่องทาง ปรับเปลี่ยน / เพิ่ม-ลดซิสเต็มได้ตลอดเพียงแค่ป้อนค่าเซ็ทอัพใหม่ด้วยตัวคุณเองไม่ต้องง้อช่างอีกต่อไป ฯลฯ ที่สำคัญ ควบคุมด้วยระบบ Wireless ไม่ต้องต่อสายใดๆ ให้วุ่นวาย

นั่นคือแนวคิดของ Sonos (ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2002) ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่จะมาทลายข้อจำกัดของมัลติรูมในอดีตลงอย่างสิ้นเชิง!!

ไลน์อัพหลักแบ่งเป็น 3 ไลน์คือ Speakers (Play 1, Play 3, Play 5) / Home Theater (Playbar, Sub) / Components (Connect, Connect Amp)

แน่นอนว่าการทดสอบในส่วน What Audio-Video? จะเป็นไลน์อัพ Home Theater นั่นคือ Sonos : Playbar และ Sonos : Sub โดยทั้ง 2 เครื่องถูกส่งมาทดสอบพร้อมกัน เพื่อดูจะได้ระบบ Wireless วันนี้จะทำให้แนวคิดเบื้องต้นเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใดครับ

 02

Sonos ทำอะไรได้บ้าง..

– รองรับคลื่นวิทยุต่างๆ ฟรีกว่า 100,000 คลื่นโดยไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์

– รองรับระบบค่ายเพลงต่างๆ เช่น Amazon Music, Deezer, Pandora, Spotify ฯลฯ

– เล่นเพลงที่เก็บไว้ในคอมพ์หรือ NAS รวมทั้งสตรีมเพลงจากระบบอินเตอร์เน๊ตได้ทั่วโลก

– ควบคุมการสั่งงานผ่านระบบ Android / Apple ผ่าน Sonos Controller apps

– สั่งการมัลติรูมได้

– ควบคุมการทำงานของเครื่องแมค และพีซีได้

– ตัวซอฟท์แวร์อัพเดตอัตโนมัติ

คุณสมบัติพิเศษ Sonos : Playbar

– มีลำโพง 9 ดอก (แหลม 3 กลาง 6 ตัว ติดตั้งเป็น 3 กลุ่ม-ดูรูป)

– อัพเกรดเสียงจากทีวีได้ง่ายๆ ด้วยการต่อสาย 2 เส้น (สาย optical และสายไฟ)

– วางได้ทั้งแนวนอน แนวตั้ง และตีลังกา (ขึ้นกับความต้องการ)

– ขยายระบบได้โดยไม่ต้อง “ต่อสาย” ใดๆ เช่น เพิ่มซับ และเซอร์ราวด์

03

ลักษณะทั่วไป Sonos : Playbar

          Sonos : Playbar ใช้แพคเกจกล่องกระดาษพิมพ์สีดำ พิมพ์ชื่อยี่ห้อด้วยสีขาว และชื่อรุ่นใช้สีเขียว แลดูสวยงาม และมีหูหิ้วเพื่อให้สะดวกในการถือด้วย

เมื่อเปิดออก ตัว Sonos : Playbar จะหุ้มในฟองน้ำขนาดใหญ่ เมื่อแกะออกมาก็จะพบกับลำโพง Sonos : Playbar ในชุดจะประกอบด้วยสายต่อต่างๆ ที่จำเป็น ปลั๊กแปลงไฟ คู่มือ ฯลฯ ในกล่องกระดาษขนาดย่อม

Sonos : Playbar ออกแบบเป็นลำโพงทรงยาว ใช้ลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า เมื่อยึดเอาด้านขั้วต่อที่ด้านหลังให้หันลงพื้น ด้านหน้าจะเป็นผ้าหุ้มสีดำ มีพบแถบสีบรอนซ์เงินคาดด้านล่าง และคาดไปถึงด้านใต้เลย มุมซ้ายเป็นเซ็นเซอร์รีโมท กึ่งกลางเป็นโลโก้ Sonos โดยที่ลำโพงทั้งหมด 7 ตัวจะติดตั้งมุมเฉียง 45 องศา โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเท่าๆ กัน กลุ่มซ้ายและขวามือ จะติดตั้งดอกแหลมไว้ขอบนอกสุด และให้ยิงเสียงออกด้านข้างแล้วตามด้วยเสียงกลาง 2 ดอก ขณะที่กลุ่มตรงกลางทวีตเตอร์จะติดตั้งระหว่างเสียงกลางทั้ง 2 ดอก (ดูรูป)

ฝาหลังลำโพงเป็นผ้าหุ้มสีดำต่อเนื่องจากด้านหน้า มีแผ่นสีบรอนซ์เงินคาดด้านหลัง

ด้านข้างซ้ายมือ จะเป็นปุ่มกดเปิดปิดเครื่อง และเร่ง / ลดเสียง มีดวงไฟแสดงสถานะการทำงานด้วย พร้อมเจาะรูเพื่อให้เสียงทวีตเตอร์ของกลุ่มนี้ยิงออกมา ส่วนด้านขวามือไม่มีปุ่มใด ๆ แต่เจาะรูเพื่อให้เสียงทวีตเตอร์ของกลุ่มนี้ยิงออกมาเช่นกัน (ดูรูปประกอบจะเห็นทวีตเตอร์ของแต่ละมุมยิงออกด้านข้าง)

ด้านใต้กึ่งกลางจะเป็นหลุมเว้าเข้าไป สำหรับขั้วต่อต่างๆ ประกอบด้วยช่องต่อสาย LAN 2 ช่อง, ช่อง Optical In และสายไฟเอซีแบบ C7 (เลขแปด)

ด้านหลังจะเป็นแถบนูนขึ้นมา 2 แถบ ซ้ายและขวา จะรูสำหรับแขวนไว้ที่ขอบนอกของแถบดังกล่าว พร้อมมีวงแหวนยางหุ้มรอบๆ กึ่งกลางเป็นสติ๊กเกอร์บรรยายสรรพคุณต่างๆ

สเปค Sonos : Playbar

– มีภาคขยาย 9 แชนแนลสำหรับแต่ละตัว

– แอมป์แบบ Class-D Digital Amplifiers

– ระบบไฟ AC 100-240V, 50-60 Hz

– ตัวถัง (H x W x D) 3.35 x 35.43 x 5.51 in. (85 x 900 x 140 mm)

– หนัก 11.9 lbs. (5.4kg)

09

คุณสมบัติพิเศษ Sonos : Sub

– ดีไซน์เป็นรูปตัว O

– ควบคุมด้วยระบบ DSP (Digital Signal Processing)

– ภาคขยาย Class-D digital Amplifiers จำนวน 2 ชุด

– มีวงจร Automatic Equalization เพื่อจูนเสียงให้แมชกับ Sonos ตัวอื่น

– เชื่อมต่อด้วยระบบ Wireless

– เซ็ทอัพด้วยปุ่มเดียว

– ดอกลำโพง 2 ตัวหันหน้าชนกัน เพื่อให้ความถี่ต่ำที่ลงได้ลึก และช่วยลดการกระพือของตู้

– วางได้ทุกตำแหน่งในห้อง

– ตู้เปิด มีท่อระบายอากาศยิงขึ้นด้านบน

– ตอบสนองความถี่ได้ลึก 25 Hz

10

ลักษณะทั่วไป Sonos : Sub

          และ Sonos : Sub ใช้แพคเกจกล่องกระดาษพิมพ์สีดำ พิมพ์ชื่อยี่ห้อด้วยสีขาว และชื่อรุ่นใช้สีเขียว แลดูสวยงาม

เมื่อเปิดออก ตัว Sonos : Sub ในชุดจะประกอบด้วยสายต่อต่าง ๆ ที่จำเป็น ปลั๊กแปลงไฟ คู่มือ ฯลฯ

Sonos : Sub ออกแบบเป็นตัว O ตัวตู้ผิวเปียโน ซึ่งสวยงามแต่ดูแลยากทีเดียว เมื่อยึดเอาปุ่มเปิดปิดเป็นด้านหน้า ซึ่งปุ่มนี้อยู่ด้านล่าง มีดวงไฟแสดงสถานะการทำงานด้วย

ฝาหลังตู้ทรงโค้งมน เรียบง่ายไม่มีอะไร แต่ถ้าไปอยู่ในบ้านทั่วไป โอกาสที่จะมีหนังสือ แก้วน้ำ ฯลฯ วางบนหลังตู้มีสูง ซึ่งอาจก่อให้เกิดรอยขนแมวได้ง่ายๆ

ด้านข้างซ้าย และขวามือ จะเป็นผิวเปียโนเช่นกัน ช่องว่างตัว O มองเข้าไปจะเป็นดอกลำโพงรูปตัว 0 ติดตั้งแนวตั้ง หันหน้ายิงชนกัน มองเห็นได้ชัดเจน โดยที่ด้านล่างเป็นรูระบายอากาศของดอกลำโพงตัวหลังยิงขึ้นด้านบน

ด้านใต้มีขายาง และทำเป็นหลุมเว้าเข้าไป สำหรับขั้วต่อต่างๆ ประกอบด้วยช่องต่อสาย LAN และสายไฟเอซีแบบ C7 (เลขแปด)

ด้านหลังเป็นแบบเรียบง่าย มองเห็นผิวเปียโนเต็มๆ

Playbar_5.1

สเปค Sonos : Sub
– ระบบไฟ AC 100-240V, 50-60 Hz
– ขนาดตัวถัง (H x W x D) 15.3 x 15.8 x 6.2in. (389 x 402 x 158mm)
– น้ำหนัก 36.3 lbs (16kgs)

อุปกรณ์ที่ใช้ทดลอง Sonos : Playbar / Sonos : Sub

แหล่งโปรแกรม ; Pioneer ; DV-400

จอภาพ ; Samsung : LA26A450 พ่วงด้วย Dream Power : DP-1

แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ; Sonos : Sub

สายสัญญาณ ; Monster Cable : 400DFO

สายภาพ HDMI ; Monster Cable : Ultra HD Platinum

ระบบไฟ ; ฟิวส์ Power House : Plaladium 3A ปลั๊ก ; Cruze First Audio : Maestro

การติดตั้งและการเซ็ทอัพ Sonos : Playbar / Sonos : Sub

Sonos : Playbar / Sonos : Sub ติดตั้งไม่ยาก ดีไซน์ให้ติดตั้งสะดวก ไม่ซีเรียสเรื่องตำแหน่งใดๆ และนั่งฟังได้ทุกที่

ตัว Sonos : Playbar สามารถวางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน หรือตีลังกา เพื่ออำนวยความสะดวกสุดๆ สำหรับคนที่จะวางบนโต๊ะ แขวนผนังใต้จอภาพ หรือสูงกว่าจอภาพ แค่นี้ก็ทำให้ยืดหยุ่นในการใช้งานได้มากกว่าคู่แข่งแล้ว

ในห้องนอนจะติด Sonos : Playbar ด้านล่างจอก็ไม่ได้เพราะจอภาพวางบนชั้นวาง ส่วนจะติดด้านบนก็ต้องเจาะผนังเป็นรูอีก ดังนั้นผมวางบนชั้นวางเดียวกับจอภาพ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือ และไม่บังหน้าจอใดๆ โดยวางแนวนอน ขั้วต่อยิงออกด้านหลัง เพื่อความสะดวกในการเชื่อมต่อสาย (ถ้าวางแนวตั้ง **ระวัง**สาย Optical และสายไฟจะถูกหักงอมากเกินไป)

ขณะที่ Sonos : Sub ก็เช่นเดียวกัน สามารถวางตรงไหนก็ได้ แล้วใช้วงจร Automatic equalization เพื่อจูนเสียงให้แมชกับ Sonos ตัวที่ใช้ แต่ทั้งนี้เพื่อให้คุณภาพเสียงดีที่สุด ควรจะตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับ Sonos : Playbar หรือรุ่นอื่นๆ ที่ใช้ ในที่นี้ผมวางด้านซ้าย หนีจากมุมห้อง เพื่อไม่ให้เบสมากเกินไป…

ส่วนการเซ็ทอัพ มีเพียงเลือกตำแหน่งห้องที่ใช้งาน ระดับเสียงคร่าว ๆ ตอนสั่งให้ระบบเชื่อมถึงกัน ไม่มีอะไรให้ยุ่งยากนัก แต่หลังจากนั้นสามารถมาไฟน์จูนในสมาร์ทโฟนได้อีกเล็กน้อย ซึ่งจะปรับหรือไม่ปรับก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ใดๆ

ข้อควรระวัง หากท่านใดใช้สายคุณภาพสูงมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นสาย Optical และสายไฟ ขอให้เลือกใช้สายที่มีความอ่อนตัวสูง เพราะเวลาติดตั้งสายจะถูกหักงอในองศาที่มาก หากใช้สายแข็งๆ อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ง่าย

16

ผลการลองฟัง Sonos : Playbar / Sonos : Sub

ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการฟัง หลายคนอาจจะไม่มั่นใจว่าการเพิ่มซิสเต็มสามารถทำได้จริงหรือไม่? แล้วส่งผลดีอย่างไร?

ขอยกตัวอย่างดังนี้ครับ ถ้าเริ่มต้นด้วย Sonos : Play 3 เพียง 1 ตัว อนาคตสามารถซื้อ Play 3 มาเพิ่มได้ รวมทั้งหมด 2 ตัว คุณจะได้สนามเสียงที่กว้างขวางขึ้น เปิดได้ดังขึ้น และถ้าอยากได้ความถี่ต่ำที่ลึกกว่านี้ก็ซื้อ Sonos : Sub เพิ่มเข้าไป เพียงเท่านี้คุณก็พร้อมที่จะมีระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นแล้ว

ถ้าเป็นยี่ห้ออื่น คงจะเพิ่มอะไรไม่ได้ ต้องใช้เท่าที่มีไปก่อน ถ้าอยากเพิ่มจะต้องเปลี่ยนยกชุดเท่านั้น

ในกลุ่ม Soundbar ส่วนมากถ้าเป็นตัวธรรมดาจะมีแท่งลำโพงชิ้นเดียว ลำโพงทั้งหมดจะกี่ดอกก็แล้วแต่การออกแบบ เสียงได้แค่ไหนก็ได้แค่นั้น หากรู้สึกว่าเสียงเบสน้อยไปก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีช่องให้ต่อเพิ่ม หรือถ้ามีช่องต่อก็แทบไม่มีแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ราคาไม่แพงเพื่อจับคู่กับลำโพง Soundbar โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นตัวแพงสุดจะมี 2 ชิ้นคือ แท่งลำโพง Soundbar และตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ (การต่อ / ภาคขยายต่างๆ จะออกแบบมาโดยเฉพาะ) แต่ก็จะเพิ่มระบบใดๆ ไม่ได้

ขณะที่ไลน์ Home Theater ของ Sonos จะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เริ่มด้วยการซื้อ Sonos : Playbar ซึ่งถ้าพอใจเสียงก็ไม่ต้องเพิ่มอะไรแล้ว แต่ถ้าต้องการอัพเกรดซิสเต็ม เช่น ขาดเสียงเบส ก็ซื้อ Sonos : Sub เพิ่มเข้าไป ถ้าต้องการเสียงเซอร์ราวด์ที่ชัดเจนขึ้นก็ซื้อ Sonos : Play 1 หรือ Play 3 เพิ่มเข้าไป ทำให้ซิสเต็มดูหนังสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

นับว่าเป็นแนวคิดที่ชาญฉลาดดีแท้

จริงๆ ตอนแรกผมก็ไม่ได้ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มากนัก เพราะคิดว่า ยังไงก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์การดูหนังได้เต็มที่เนื่องจากข้อจำกัดในการออกแบบนั่นเอง คือ จะต้องเลือกซื้อรุ่นที่ต้องการไปในครั้งแรกเลย แล้วก็คงอยู่อย่างนั้น ขณะที่ Sonos นำเสนอในแง่มุมที่สามารถอัพเกรดระบบได้ ทำให้ผมเริ่มสนใจ และเป็นจุดเริ่มของการฟังทดสอบครั้งนี้

ผมเลือกทดสอบ Sonos : Playbar / Sonos : Sub ที่ห้องนอน เพื่อให้สอดคล้องกับคนทั่วไปที่ใช้งานกับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฯลฯ

ผมเริ่มต้นด้วยการฟัง Sonos : Playbar เพียงชิ้นเดียวก่อน ถ้าต่อกับเครื่องเล่นดีวีดี / บูลเรย์ก็ใช้สาย Optical ไม่ต้องเซ็ทอัพอะไร แต่ถ้าจะฟัง + ควบคุมจากสมาร์ทโฟนนั้น จะต้องทำการเซ็ทอัพให้อุปกรณ์ทั้ง 2 เจอกันก่อน โดยผ่านระบบอินเตอร์เน๊ต วิธีการคร่าวๆ ในทางทฤษฎีก็ไม่ยาก คือ กดปุ่มที่ตัว Sonos : Playbar ให้พร้อมเชื่อมต่อเข้ากัน หน้าจอสมาร์ทโฟนจะบอกวิธีการทีละสเตป เมื่อเรียบร้อยก็พร้อมใช้งาน โดยคุณเลือกเพลงหรือควบคุมระบบทั้งหมดผ่านสมาร์ทโฟน

ในทางปฏิบัติจริง ในจุดนี้ไม่ต้องกังวล ทางผู้แทนฯ น่าจะมีบริการเซ็ทอัพให้

ตัวเครื่องเป็นตัวโชว์ใช้งานมาบ้าง แต่เพื่อความแน่นอนผมใช้แผ่นเบิร์นระดับเทพ Purist Audio เปิดวนราว 4 รอบ สเปคเคลมว่าเปิด 5 รอบ=24 ชั่วโมง ซึ่งก็เพียงพอระดับหนึ่งสำหรับซิสเต็มแบบนี้

เริ่มต้นด้วย Harry Potter and The Order of Phoenix (ดีวีดีโซน 3 ไทย Dolby Digital 5.1) ปลายแหลมสะอาด มีความนุ่มนวล ไม่แข็งกร้าว เสียงกลางชัดเจน ย้ำหนักเบามี ไม่แข็งกระด้าง อักขระถ่ายทอดได้อย่างลงตัว เบสมีกำลังดี มากกว่าหลายๆ ตัวแน่ๆ เพราะดอกลำโพงวูฟเฟอร์มีถึง 6 ตัว!! ถ้าไม่มีเบสก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว! สนามเสียงด้านหน้าพอแยกแยะกระดาษที่ปลิวไปมาได้

Godzilla Superbit (ดีวีดีโซน 2 ฝรั่งเศส dts 5.1) โดยรวมเสียงสะอาด เวทีกว้างขวางเลยตัวลำโพงออกไปราวฟุตเศษ แต่เสียงฝีเท้าไดโนเสาร์แม้จะมีมวลที่ดีแต่ยังไม่สะใจนักเมื่อเทียบกับชุดใหญ่แยกชิ้น (ซึ่งคงจะเปรียบกันไม่ได้ เพียงแต่ชี้ประเด็นให้เห็นว่าแม้จะมีวูฟเฟอร์ 6 ตัวก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงเบสจะอลังการ..)

เมื่อใช้ฟังเพลงผ่านสมาร์ทโฟนนั้น คุณสามารถฟังไปแล้วทำอย่างอื่นได้ เช่น พิมพ์โน้ตย่อ, เล่นไลน์, เล่น Facebook ฯลฯ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินทางโสตประสาทได้

ไฟล์เพลงหลายๆ แนวที่มีทั้งเพลงไทย เพลงสากล หรือเพลงบรรเลง สามารถถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีความใสกำลังดี ไม่จัดจ้าน บาดหู เสียงกลางลื่นไหล น่าฟังไม่น้อย มีรายละเอียดที่ดี ไม่คลุมเครือ ความถี่ต่ำมีอย่างพอตัว ไม่ล้นหลาม

ต้องขอบคุณการออกแบบที่ดี ใส่ลำโพงมามากถึง 9 ตัว แยกเป็น 3 กลุ่ม พร้อมแอมป์แยกขับอิสระ ช่วยผลักดันการทำงานของดอกลำโพงแต่ละตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Sonos : Playbar สามารถจัดวางได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ขึ้นกับว่าผู้ใช้จะวางบนโต๊ะหรือติดที่ผนัง ซึ่งสำหรับคนทั่วไปคงเน้นที่ความสะดวกในการติดตั้งมากกว่าคุณภาพเสียง ซึ่งจากการเปรียบเทียบสำหรับกรณีฟังแบบซีเรียส พบว่าการจัดวางแนวตั้ง (ให้มองเห็นยี่ห้อ Sonos) จะให้คุณภาพเสียงโดยรวมที่ดีกว่า

ตำแหน่งนั่งฟัง คุณสามารถนั่งได้หลายจุดในห้อง เนื่องจาก Sonos : Playbar มีดอกลำโพงถึง 9 ตัว และมีการกระจายเสียงไปด้านข้างด้วย จึงทำให้สนามเสียงกว้างมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องนั่งตรงกลางลำโพงทุกคราวไป

ถือว่า Sonos : Playbar ตอบสนองทั้งการดูหนัง และการฟังเพลงอย่างน่าพึงพอใจ ซึ่งต่างจาก Soundbar ตัวอื่นตรงที่ ส่วนมากใช้ได้ดีเฉพาะการดูหนังเท่านั้น ใช้ฟังเพลงแทบจะฟังไม่ค่อยได้เลย ทำให้การใช้ซิสเต็มน้อยชิ้นในห้องเดียวเป็นไปได้ง่ายขึ้น คุณไม่ต้องมีลำโพง 2 ชุดเพื่อแยกใช้งานระหว่างการดูหนัง และฟังเพลง ที่สำคัญ ผบ.ทบ.ก็ไม่บ่นด้วยว่าทำไมต้องมีลำโพงอะไรกันมากมาย

ช่วงต่อมาลองเพิ่ม Sonos : Sub เข้าไป แน่นอนว่าจะต้องเซ็ทอัพผ่านสมาร์ทโฟน เพิ่มให้ระบบรู้ว่าเรามี Sonos : Sub แล้ว วิธีการเซ็ทอัพก็เหมือนเดิม คือ กดปุ่มที่ตัว Sonos : Sub ให้พร้อมเชื่อมต่อเข้ากัน หน้าจอสมาร์ทโฟนจะบอกวิธีการทีละสเตป เมื่อเรียบร้อยก็พร้อมใช้งาน ซับจะติดตลอดไม่ว่าจะดูหนังหรือฟังเพลง

การเพิ่ม Sonos : Sub เข้าไป โดยที่ระบบเมื่อเชื่อมกันแล้ว จะเซ็ทอัพค่าพารามิเตอร์ใดๆ ไม่ได้เลย นอกจากระดับความดังที่ระบบจะให้คุณเลือก 2 แบบ ทำให้การแมชชิ่งระหว่าง Sonos : Playbar กับ Sonos : Sub ระหว่างแผ่นแต่ละแผ่น ต้นทางจากเครื่องเล่นดีวีดีหรือสมาร์ทโฟนมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ไม่ถูกต้องหากยึดเอาแนว Audiophile เป็นหลัก..อาจจะไม่ใช่ เพราะ Sonos : Playbar / Sonos : Sub จูนเสียงมาทาง Music Lover มากกว่า

ซึ่งผมว่า Sonos มาถูกทาง เพราะผู้ใช้ทั่วไปไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่า กับซิสเต็มแบบนี้คงไม่ต้องมานั่งซีเรียสกับความถูกต้องของโน้ตดนตรี ควรเน้นเสียงที่ถูกใจ ถูกหูมากกว่า การที่เสียงเบสจะออกตูมตามไปสักหน่อยก็น่าจะทำให้คนฟังพึงพอใจมากกว่า

อย่างแผ่น Pause : Bakery Best Selection เสียงก็ออกมาเต็มที่ในบางเพลง เบสจะค่อนข้างเยอะเกินไปหน่อย

ความฝันหมายเลขสอง Impression live at Save Audio ซึ่งผมได้ไปอยู่ตอนร่วมบันทึกด้วย และเมื่อปั๊มเป็นแผ่นออกมา ถือว่าเข้าทาง Sonos : Playbar ถ่ายทอดเสียงร้องคุณอุ๊บอิ๊บได้ลื่นไหล ไพเราะน่าฟังมากๆ หางเสียงกังวานดี ขณะที่เสียงเบสก็คลอเบาๆ ไม่มีอาการบวม ล้นหลามใดๆ

Green Concert #15 Club Friday แทรค เขียนถึงคนบนฟ้า ถ่ายทอดเสียงร้องพี่ป๊อดมีรายละเอียดที่น่าฟัง ออดอ้อน มีลูกคอดี อักขระของถ้อยคำต่างๆ ได้อารมณ์ทีเดียว เบสไม่ได้นำเสนอออกมาเพราะต้นเพลงมีแค่เสียงร้อง และเสียงกีต้าร์ ส่วนเสียงร้องผู้หญิงของหนูนา แทรครักไม่ต้องการเวลา ต้องยอมรับว่าเมื่อฟังเสียงที่มีภาพไปด้วย ยิ่งได้อารมณ์มากขึ้น ซึ่งถ้าฟังจากลำโพงของจอภาพ จะไม่ได้อรรถรสเท่านี้แน่นอน หรือถ้ามี Soundbar ถ้าเป็นตัวที่คุณภาพไม่ดี เสียงก็ไม่ได้แบบนี้อีกเช่นกัน

เมื่อฟังเพลงจากเดิมที่มาจาก Sonos : Playbar ก็คือว่าไพเราะระดับนึงแล้ว เมื่อมี Sonos : Sub เข้าไป ถ้าจูนดีๆ และจัดวางตำแหน่งที่ดี (ไม่เข้ามุมห้อง) จะมีฐานเสียงที่หนักแน่นขึ้น กลายเป็นความสมบูรณ์ด้านเสียงที่ดีขึ้นครับ

ลองมาดูหนังกันต่อ ดูซ้ำ Harry Potter and The Order of Phoenix (ดีวีดีโซน 3 ไทย Dolby Digital 5.1) และ Godzilla Superbit (ดีวีดีโซน 2 ฝรั่งเศส dts 5.1) แน่นอนว่าคราวนี้ย่านความถี่ต่ำมาเต็มมากขึ้น เสริมฐานเสียงแต่ละช่วงได้อย่างพอเหมาะ หนังเรื่องเดิมดูแล้วได้ความสะใจมากขึ้นเยอะ

Best Motoring Vol.5 มีรายละเอียดดี แยกเสียงเครื่อง 4 สูบและ 6 สูบออกจากกันได้ เสียงเครื่องยนต์โมดิฟายพิเศษที่เร่งระดับ 8,000 รอบดูหวานลื่น มีพลัง กระหึ่มสะใจไม่น้อย บางแทรคให้เบสที่ลงลึกน่าทึ่ง แต่ยังควบคุมตัวได้ดี เรียกกว่าน่าจะได้ราว 85% ของที่ผมฟังจากชุดใหญ่ ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

G.I.Joe : Retaliation (ดีวีดีโซน 1 อเมริกา Dolby Digital 5.1) เสียงโดยรวมมีน้ำหนักดี แยกแยะรายละเอียดแผ่วเบาดี ปลายแหลมสะอาด แม้มีเพียงแค่ 2 ตัว แต่ก็ทำให้การดูหนังเป็นไปอย่างพอเพียงระดับหนึ่งเลยครับ

ปิดท้ายด้วย Transformers : Dark of The Moon (ดีวีดีโซน 1 อเมริกา Dolby Digital 5.1) ปลายแหลมใส เปิดโปร่ง ไม่อับทึบ เสียงกลางมีความชัดเจน เบสอิ่มแน่น รองรับมวลเสียงที่หนักแน่นที่บันทึกมาได้ดีทีเดียว

ทริคในการเล่น Sonos : Playbar / Sonos : Sub

การเลือกใช้สายไฟ C7 ท้ายเลข 8 คุณภาพสูงมาใส่ Sonos : Playbar น่าจะช่วยทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นได้ มีตั้งแต่พันเศษถึง 5 พันบาท (ไม่ควรแพงกว่านี้) หลายยี่ห้อทั้ง AudioQuest / Nordost / Kimber Kable ฯลฯ รวมทั้งสาย Optical ก็เช่นกัน ควรลงทุนเพิ่มหน่อย เพื่อรีดสมรรถนะจากเครื่องเล่นดีวีดี / บูลเรย์ให้ดีที่สุด อย่าไปใช้สายแถมที่ให้มา

Sonos : Sub ก็เช่นกัน หากทำได้ควรเลือกใช้สายไฟ C7 ท้ายเลข 8 คุณภาพสูงจะช่วยทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นได้

แต่สายทุกเส้นควรเลือกที่สามารถดัดโค้งในองศาแคบๆ ได้ดี เพราะพื้นที่จำกัด **อย่าใช้สายที่มีความแข็งตัวมาก อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้***

สเตปถัดไป ควรใช้เครื่องกรองไฟดีๆ มาหรือปลั๊กผนังคุณภาพดีมาให้ Sonos : Playbar + Sonos : Sub เสียบผ่าน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

17

บทสรุป Sonos : Playbar / Sonos : Sub

Sonos : Playbar ราคาขายอาจดูแพงสักหน่อย แต่ข้อดีคือ สามารถขยายระบบได้ ทำให้ไม่ต้องขายตัวเก่าออกไปก่อนให้วุ่นวาย เสมือนลงทุนเผื่ออนาคต สั่งการผ่านสมาร์ทโฟน ควบคุมได้ทุกเครื่อง ทุกห้อง จากซิสเต็มเล็กๆ กลายเป็นระบบมัลติรูมที่ทันสมัยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อนๆ จะต้องอึ้งเมื่อมาที่บ้าน ไม่ว่าจะไปห้องไหนที่มี Sonos อยู่ก็จะมีเสียงเพลงไปทุกที่ คุณภาพเสียงจูนมาแบบ Music Lover ฟังแล้วมีแต่ความไพเราะ น่าฟัง ที่สำคัญนั่งตรงไหนก็ได้ในห้อง ทำให้คุณไม่พลาดทุกโน๊ตดนตรี

สักพักเมื่อมีงบอีกก้อนจัด Sonos : Sub เพิ่มเข้าไป จะทำให้คุณภาพเสียงสมบูรณ์แบบมากขึ้น ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้รับแน่นอนครับ…

<<<<<What Audio-Video?>>>>
- รูปลักษณ์ 4.5 ดาว

- สมรรถนะ 4.5 ดาว

- คุณภาพเสียง 4.5 ดาว
ความคุ้มค่า 4 ดาว
คะแนนโดยรวม 4.5 ดาว

 

หมายเหตุ : ขอขอบคุณบริษัท Save Audio จำกัด โทร. 0-2102-2211-2 ที่ได้อนุเคราะห์ให้ยืมสายมาทดสอบ