Test: SHURE SE 846

Test: SHURE SE 846

(สุดยอดหูฟังไฮเอนด์)

ไมตรี ทรัพย์เอนกสันติ

 

img

            ต้องจ่ายเท่าไรจึงจะได้หูฟังแบบแยงรูหู (in ear) ที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้ หลายท่านต่างก็มีคำตอบแตกต่างกันไป สำหรับ SHURE ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครโฟนเก่าแก่เกือบ 100 ปี และหูฟังอีกหลายสิบปี ไม่นับหัวเข็มจานเสียงเกือบ 100 ปีเช่นกัน SHURE มีคำตอบให้คุณ และ SHURE SE 846 คือคำตอบล่าสุดของเขา

 

SHURE SE 846

ใช้ระบบกำเนิดเสียงแบบลิ้นสั่นกำเนิดเสียง ไม่ได้ใช้กรวยลำโพงจิ๋วขยับเข้าออก (แบบ DYNAMIC) อย่างทั่วๆ ไป เราเรียกตัวกำเนิดแบบใหม่นี้ว่า BALANCE AMATURE DRIVER (BAD)

ก่อนหน้านี้ SHURE ทำรุ่นไฮเอนด์สูงสุดคือ SE 500 และล่าสุด SE 535 เป็นแบบใช้ BAD 3 ตัว (TRIPLE BAD)

แต่ SE 846 ใหม่ล่าสุดนี้ เป็นระบบ 3 ทางแท้ๆ (3 WAY) โดย BAD จะแยกทำงานตัวละช่วงความถี่เลย เสริมโดย BAD ตัวที่ 4 ทำหน้าที่ให้เฉพาะช่วงเสียงความถี่ต่ำ โดยการแยกช่วงงความถี่ต่ำเป็นแบบกรองด้วยกลไกแบบอะคูสติก ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ได้ความกลมกลืนเสียงดีที่สุด

นอกจากนั้น SHURE SE 846 ยังปิดจุดอ่อนของหูฟังตรงที่ว่าใช้สายคุณภาพไม่ดีนัก ไม่ทน ขาดในง่าย โดย SE 846 ใช้สายคุณภาพสูง ปลอกฉนวนทำจากเคฟล่า (ที่ใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน และรถแข่งสูตร 1 ฟอร์มูล่าวัน) และสามารถถอดสายเปลี่ยนได้ (แบบหัวแจ๊คเสียบ) จึงค่อนข้างมั่นใจว่า SE 846 จะอยู่ยั่งยืนยงอีกนานไม่พังง่ายๆ อย่างหูฟังทั่วๆ ไป ที่พอสายขาดในก็ต้องโยนทิ้งทั้งอันไปเลย แถมระบบเสียง MMCX หมุนสายได้รอบตัว 360 องศา

สุดท้ายคือ ท่อส่งอากาศจาก BAD เข้าสู่รูหู (เป็นท่อเล็กๆ) สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ ถ้าเกิดใช้ๆ ไปมันสกปรก ขี้หูเกาะ ซึ่งปกติก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องทิ้งไปทั้งหู แต่ SE 846 จะให้กระบอกขันขนาดนิ้วก้อยไว้ขัน เอาท่อส่งอากาศออกมาได้ เพื่อเปลี่ยนใหม่ นอกจากนั้น ยังให้ท่อส่งอากาศมา 3 ท่อ ท่อหนึ่ง (ติดมาเป็นมาตรฐานจากโรงงาน จะให้เสียงทุ้ม, กลาง, แหลม สมดุล ราบรื่น) ท่อที่ 2 เป็นอะไหล่จะให้เสียงไปทางสด สว่าง (Bright)/

ท่อที่ 3 (อะไหล่) จะให้เสียงออกอบอุ่น (Warmth) คือลดทอนด้านแหลมลง

(เวลาทดสอบ น่าจะเป็นท่อมาตรฐาน เสียงสมดุล) SE 846 ปิดผนึกกันเสียงรบกวนจากภายนอก หรือจากตัวมันไปกวนคนอื่นได้ดีมาก (-37 dB) เรียก I Solated Headphone

สำหรับตัวหูฟังเองเป็นพลาสติกใส (น่าจะเกรดอะครีลิค เพราะดูแข็งแรงและใสมาก) มองเห็นชิ้นส่วนภายในดูเข้าท่า เหมือนนักเล่นนาฬิกาบางท่านที่ชอบเห็นเครื่องเคราต่างๆ ภายในของนาฬิกา (คงจำยี่ห้อบูโลว่าที่ใช้การสั่นซ่อมเสียง ในอดีตได้)

เมื่อคิดในแง่นี้ การซื้อ SE 846 มาใช้ก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนในระยะยาว เนื่องจาก SE 846 จะทนทานอยู่กับคุณได้ยาวนานยิ่ง

558

สิ่งที่ให้มาด้วยกับ SE 846

  • ปลอกนุ่ม 3 ขนาด (เล็ก, กลาง, ใหญ่)
  • ปลอกโฟม 3 ขนาด (เล็ก, กลาง, ใหญ่)
  • ปลอกเหลืองโฟม
  • กล่องใส่อย่างดี (มาก)
  • อะแด็ปเตอร์แจ็คใหญ่/เล็ก (1/4 นิ้ว)
  • อะแด็ปเตอร์สำหรับสำหรับเสียบฟังกับเสียงในเรือบิน
  • ตัวปรับเสียงดัง-ค่อย (ในสาย)
  • กุญแจไว้เปลี่ยนท่อส่งอากาศ
  • ท่อส่งอากาศอะไหล่ 3 ท่อ
  • ผ้าเช็ด

 

สเปคของ SE 846

ความไว                                    114 dB SPL/mW

ความถี่ตอบสนอง                    15 Hz – 20 kHz

สาย                                         มี 2 ขนาด 46 นิ้ว และ 64 นิ้ว

43c47_SeanSullivanSE846-CloseUp

ผลการฟังทดสอบ

ต้องยอมรับว่าคนที่เล่นหูฟัง 90% คือฟังกับเครื่องเล่นพกพา บางท่านอาจแย้งว่า หูฟังระดับไฮเอนด์ อย่าง SHURE SE 846 ที่ราคาสูงถึง 35,000 บาท จะมีใครสักกี่คนเอาไปเล่นกับเครื่องพกพา ดูเผินๆ ก็อาจจะจริง แต่เชื่อไหมครับว่า รุ่นที่บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขายมากที่สุดคือ รุ่น SE 525 (20,000 บาท) รุ่นสูงสุดก่อนที่จะมี SE 846 และเกือบทั้งหมด เล่นกับเครื่องพกพา!

สำหรับเด็กวัยรุ่น พวกเขาคิดว่า ถึงหูฟังจะแพงขนาดนี้ มันก็ยังถูกกว่าเล่นชุดสเตอริโอดีๆ สักชุด (ที่กว่าครึ่งแสนขึ้นไป) แถมพกพาติดตัวไปฟังที่ไหนก็ได้

อีกประการคือ นับวันตลาดหูฟังจะโตขึ้นๆ อย่างก้าวกระโดดในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แม้แต่ผู้ผลิตลำโพงไฮเอนด์ยังต้องหันมาทำหูฟังไฮเอนด์ขายกันเกือบทุกเจ้าแล้ว แต่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่มีเครื่องเสียงบ้านน้อยชิ้นมากๆ ที่มีรูเสียบหูฟังให้มาด้วย แต่กลับไปให้รายย่อยทำตัวขยายเสียงหูฟังพร้อม DAC มาขายแยกต่างหาก ราคาที่คุณภาพดีหน่อยก็หลายๆ พันบาทถึง 4 – 5 หมื่นบาทก็มี

ด้วยประการนี้ จึงพออนุมานได้ว่า ตลาดหูฟังน่าจะเป็นไปเพื่อรองรับกับตลาดเครื่องเสียงพกพามากที่สุด

ผมจึงถือโอกาสเน้นการลองกับเครื่องพกพา และตัวที่ผมใช้อ้างอิงคือ เครื่องบันทึก (สเตอริโอ) พร้อมการเล่น SD การ์ดได้ ของ SONY ICD-LX30 ซึ่งใช้ถ่านไฟฉาย AAA 2 ก้อน (ผมใช้ถ่าน LITHIUM รุ่นพลังสูงสุดสีฟ้าของ ENERGIZER ก้อนละ 100 บาท) ซึ่งพลังดีกว่าถ่านแบบชาร์จ ทั้งซื้อใส่ และติดตายตัวมากับเครื่องเล่น การที่ SONY เครื่องนี้เสียบฟังจาก SD การ์ดได้โดยตรง (หายากที่เป็นยี่ห้อแบรนด์เนมที่จะเสียบ SD ตรงได้) ICD-LX30 เครื่องนี้ราคาเกือบ 3,600 บาท ผมจัดการแยกสายสั้นๆ ภายใน 3 เส้น ไม่ให้แตะกัน เสียงสด, เปิด, โปร่ง คมชัดขึ้นนิดหน่อย

ก็อย่างที่ทราบ SD การ์ด (Sandisk 2 GB) ที่ผมใช้ฟังนั้น บันทึกมาระดับเทพ (MP3 320 kbps 1 : 1) ด้วยเครื่องเล่น CD T+A D10 (หลอดล้วน ราคา 370,000 บาท), ตัวบันทึก DENON PROFESSIONAL (ราคา 74,000 บาท) (แยกสายภายใน, ดัดสายแพ, ฟังทิศทางฟิวส์ภายในทุกตัว) (ประมาณถ้าจำไม่ผิด 5 ตัว!) คุณภาพเสียงจากการ์ดได้ประมวล 90% ของการฟังตรงจาก T+A D10 ดีกว่าจากการไรท์สายคอมคนละโลกเลย

เพลงที่บันทึกได้แก่ (CD)

  • แผ่นระนาดเอก (ไทลำภู)
  • แผ่น RHYTHM BASKET, A Tasket, A Tisket, A Child’s ของ Brent Lewis
  • แผ่น The Greatest Alto Female (Top Music)
  • แผ่นเพลงไทยอีก 3 – 4 แผ่น (คัดเพลง)
  • แผ่นบรรเลง Classic (ไวโอลีน โดย อ.โกวิทย์)

(รวมๆ กว่า 7 ชั่วโมง)

ฟังโดยไม่ได้ยกแต่งเสียงช่วยใดๆ (ตัว SONY รุ่นนี้ปรับแต่งเสียงอะไรไม่ได้บริสุทธิ์เลย)

ขณะฟัง ใส่ชุดนอน นั่งฟังบนเตียงนอน มีกล่อง CRYSTAL POWER PACK รอบตัว 4 กล่อง, ผลึกอะมิทิสเป็นกระโจมสูง 1 ศอก อยู่ด้านหลัง คือพยายามตัดปัญหากวนต่างๆ แต่ก็มีมือถืออยู่ห่างไป 3 เมตาร (ชาร์จไฟอยู่) กับ iPad วางปิดอยู่

ก่อนอื่น ต้องขอบ่นหน่อย เนื่องจาก SHURE SE 846 ตัวหูฟังค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับหูฟังแยงรูหู (in ear) ด้วยกัน ทำให้ค่อนข้างเกะกะ จับไม่ถนัดเวลาเอามาเสียงแยงรูหู ต้องคอยปัดสายให้มาแนบในร่องใบหู อีกอย่างคือ ไม่มีรูปชัดๆ บอกว่าให้เสียบเข้าไปในองศาไหน อย่างไร ผมต้องดูจากเว็บซึ่งก็ไม่ชัดนัก แต่ประเมินว่าน่าจะเสียบแบบให้ขา (ที่มีสายเสียบอยู่) หันไปด้านหน้า ชี้ขึ้นด้านบนลงที่ร่องข้างรูหูพอดี

การที่ส่วนแยงเข้าไปในรูหู ค่อนข้างใหญ่ และงอนโค้ง ทำให้การเสียบต้องฟังดีๆ ที่จะไม่ให้ปลายงอนยิงเสียงผิดไปจากรูช่องหู (ไปยิงเข้าผนังช่องหูแทน) ซึ่งมีผลต่อสุ้มเสียง, มิติเสียง พอสมควรเลยส่วนแยงหูแม้ว่าจะมีปลอกยางห่อหุ้มอยู่ แต่การที่มันมีขนาดใหญ่ ทำให้ยางถูกกดจนแบน ฟังนานๆ จึงอาจเจ็บหูได้ (แล้วแต่คน ขนาดรูผมก็ไม่เล็กนักอยู่แล้ว…ทำมาขนาดฝรั่ง?) ผมคงไม่มานั่งเปลี่ยนปลอกไปเรื่อยๆ ตามที่ให้อะไหล่หลากหลายมา เพราะจะเสียเวลาในการฟังไล่ทีละปลอกมาก และทางบริษัทมหาจักรฯ ก็ให้เวลายืมมาฟังไม่นานนักด้วย

ขณะฟังจะเหมือนนั่งฟังไม่ได้นอนราบฟัง (เชื่อไหมว่าเสียง, มิติ ต่างกัน/นั่งกับนอนราบฟัง อาจเพราะน้ำในหูเปลี่ยนระดับไป-มา)

SE 846 กินวัตต์ต่ำมาก ปกติกับหูฟังอื่นๆ ผมจะเร่งโวลลุ่มเสียงที่ SONY อยู่ที่ 16 – 21 (แล้วแต่แผ่น CD, เพลง) แต่นี่เร่งแค่ 8 – 9 ก็ดังลั่นหูแล้ว อาจเป็นเพราะความต้านทานของ SE 846 ที่ถือว่าต่ำมาก คือแค่ 9 โอห์ม ความไวก็ร้อยกว่า dB มันก็ดีที่ทำให้ขับง่าย, เร่งได้ดังดี แต่ผมว่ามันดังมากไปนิด ครั้นจะหรี่โวลลุ่มลงจาก 9 เป็น 8 ก็กลับวูบลง พูดง่ายๆ ว่า ทำให้การปรับโวลลุ่มทำได้ยากที่จะค่อยๆ ปรับ จนได้ระดับเสียงทีต้องการ แต่ถ้าฟังเพลงจากพวกโทรศัพท์มือถือ น่าจะโอเคกว่าเพราะพลังขับดันน้อยกว่า SONY ตัวนี้มาก

เนื่องจาก SE 846 ให้ความต้านทานถือว่าต่ำเอาเรื่อง ทำให้มันดึงกระแสมากเป็นพิเศษ ผลลคือ ช่วงกลางต่ำลงต่ำจะล้ำหน้ากลางสูงขึ้นไปสัก 1 dB ทำให้กลางสูงออกทึบไปนิด เมื่อเทียบกับความถี่ช่วงล่างๆ ดังกล่าว ยิ่งถ้าถ่าน ENERGIZER LITHIUM ที่ผมใช้อยู่เป็นของใหม่เอี่ยม (บริษัทถ่านคุยว่า พลังมากกว่าปกติ 6 เท่า) แต่ถ้าใช้ไปสักพักจะลงตัวขึ้น ถ่านที่ผมใช้น่าจะสมบูรณ์ 80% ก็ถือว่าโอเค ลงตัวดี (ผมลองใช้ถ่าน ENERGIZER อัลคาไลน์ เสียงเปิดกว่าหน่อย แต่มิติเละ ถ้าใช้กับ SE 846 แต่ถ้าใช้กับหูฟัง SONY XBA-20 จะลงตัวดีกว่า ENERGIZER ลิเธี่ยม) แสดงว่า ต้องเลือกใช้ถ่านให้ลงตัวกับหูฟังด้วย

SE 846 ให้เสียงที่ “ดุดัน” แต่ไม่ใช่ว่าจัดจ้าน ทุกเสียง “ควบแน่น” มีน้ำหนักดีมาก โดยเฉพาะทุ้มนี่ ทั้งหนัก ทั้งแน่นเป็นตัวตนลงลึก ไม่ต่างอะไรกับการฟังจากซับแพงๆ เลย แถมทุ้มก็สอดรับได้จังหวะกลมกลืนกับช่วงเสียงกลางต่ำ, กลาง, แหลม ได้อย่างดียิ่ง ทำให้ฟังได้มันส์ และเพลินดีมากๆ

เสียงทุ้มมีรูปลักษณ์ที่ดี ไม่ใช่มีแต่เสียงหาเรื่องราว, รูปทรง, ขอบเขตอะไรไม่ได้ เรียกว่าหูฟังแบบครอบใบหูดีๆ ที่ได้เปรียบเรื่องทุ้ม (4 หมื่นบาท) เจอทุ้มของ SE 846 ก็ชิดซ้ายไปเลย!

เสียงกลางที่เข้มข้น จริงจัง แต่มีลีลาที่ถ้อยครบทุกขบวนท่า

เสียงแหลมที่หนักแน่น ปลายแหลมไม่ฟุ้งฝอย ไปได้สูงระดับ 20 kHz อย่างแน่นอน แต่จะตกลงอย่างรวดเร็วที่ความถี่สูงกว่านั้นขึ้นไป มันสดใสดีแน่ แต่ไม่ขนาดพลิ้วด้วยอณูของอากาศ (AIRY) เหมือนหูฟังที่ความถี่สูงได้ระดับ 30 kHz ขึ้นไป แต่ถ้าคิดว่าส่วนใหญ่เพลงที่วัยรุ่นฟังๆ กันมักเน้นปลายแหลม หรือปลายแหลมสะบัดไม่มากก็น้อย (จากการบันทึกที่ดีไม่พอ หรือระบบดาวโหลดไม่ดีพอ) การจำกัดปลายแหลมอย่าง SE 846 ก็น่าจะเป็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย

LL

SE 846 ให้รายละเอียดเสียงได้ดี แม้เสียงอะไรที่ค่อยมากๆ ก็ไม่ถูกกลบเลือน หรือจมหายไป ช่วงโหมดนตรีหลายๆ ชิ้นก็ไม่มั่ว รายละเอียดดี ทั้งทุ้ม, กลาง, แหลม พูดง่ายๆ ว่า ให้เสียงผิวกระทบที่ดี (TEXTURE ดี), การตอบสนองที่ฉับไวอะไรช้าก็ช้า อะไรเร็วก็เร็ว ไม่มีอาการเฉื่อย, อืด ทุกเสียงกระชับดีมาก ไม่ส่ออาการลากยาว หรือคราง ให้ความกังวานที่ดี เก็บทุกเม็ด แม้ความกังวานอาจไม่โปร่งโล่ง (TRANSPARENT มากนัก) ขณะดนตรีโหมหลายๆ ชิ้นโดยเฉพาะช่วงความถี่กลางลงต่ำ บางครั้งจะคล้ายๆ มันตื้อๆ ติดเพดาน (COMPRESSED) แต่คิดว่าน่าจะมาจากข้อจำกัดในการอัดฉีดกระแสของภาคขยายจิ๋วของ SONY (หรือเครื่องพกพาทั่วไป) เพราะอย่างที่กล่าว SE 846 ให้ความต้านทานแค่ 9 โอห์ม และน่าจะตกลงอีกที่ความถี่ต่ำ และดนตรีหลายๆ ชิ้นพร้อมๆ กัน (ตัวเปล่งเสียงทำงานพร้อมๆ กัน ทั้ง 4 ตัว) จนกว่าจะได้ลองกับตัวขยายเสียงหูฟังโดยเฉพาะ (และระดับไฮเอนด์จริงๆ จึงจะสรุปกันได้อีกที)

SE 846 ให้เสียงได้น่าฟัง, ฟังเพลิน, ชัดเจนดี ขี้ฟ้องดี อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงการเก็บเกี่ยวฮาร์โมนิกของแต่ละโน้ต แต่ละเสียงอาจไม่เต็มร้อยนัก (แต่ก็เกินมาตรฐาน) ทำให้ SE 846 ยังแฝงบุคลิกเสียงบางอย่างของตนเอง (คือจริงจัง, ดุดัน) บางคนอาจอยากให้มันฟัง “หวาน” ผ่อนคลายอีกนิด อย่างไรก็ตาม มั่นใจได้เต็มร้อยว่า เอามันมาเป็นมอนิเตอร์ได้ ไม่หลงป่าแน่นอน (อย่าลืมขยับจะลอยด้านบนดังกล่าวแล้ว ให้เสียงชัดดีที่สุดด้วย)

ด้านมิติเสียงมันอาจสู้การฟังจากลำโพงมอนิเตอร์ดีๆ ไฮเอนด์ไม่ได้แต่บอกได้เลยว่า มันเหนือชั้นกว่าหูฟังกว่า 90% ในตลาดขณะนี้ในแง่การระบุตำแหน่งเสียงในเวที, ความตื้นลึก, สูง-ต่ำ (มีเหมือนกัน) เวทีเสียงที่กว้างสุดๆ เสียงที่ลอยอยู่ด้านหน้าเรา ฟัง SE 846 จนชินในแง่นี้ แล้วกลับไปฟังหูฟังทั่วๆ ไป คุณจะช็อคกับความเบลออย่างยิ่งในที่ทางของแต่ละชิ้นดนตรีในวงที่หูฟังส่วนใหย่ให้ได้

 20140819_230907_mini

สรุป

อย่าถามนะว่า เทียบกับหูฟังรุ่นท้อปสุดแบบแยงรูหูของ SHURE เอง (คือ SE 535 ราคา 20,000 บาท) เป็นอย่างไร บอกได้เลยว่า ถ้าโพรงรูหูคุณรองรับ SE 846 ได้ไม่มีปัญหา นี่คือหูฟัง In-Ear ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา (บางยี่ห้อแพงกว่านี้ถึงกว่า 2 เท่า ก็ยังให้เสียงสู้ SE 846 ไม่ได้เลย) และแน่นอนทิ้ง SE 535 ไปไกลเลย! (ทั้งๆ ที่ SE 535 ก็ถือว่าระดับพระกาฬแล้ว)

 

ขอบคุณ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเม้นท์ จำกัด โทร.0-2610-9780-1 ที่เอื้อเฟื้อหูฟัง Shure SE846 มาให้ทดสอบในครั้งนี้