Test: PIONEER BDP-450 3D Blu-ray Player

TEST PIONEER BDP-450 3D Blu-ray Player

 นิตพินัย

 

PIONEER BDP-450 3D Blu-ray Player

PIONEER BDP-450 3D Blu-ray Player

 

 

เครื่องเล่นบลูเรย์รุ่นล่าจาก PIONEER รองรับ 3D มีช่อง HDMI 2 ชุด แยกภาพเสียงได้ พร้อมสุดยอด chip ประมวลผลภาพจาก Marvell ‘QDEO’

 

คุณสมบัติ

  • เล่นแผ่น BD-ROM, BD-R/RE, DVD-R/RW, AVCHD, SACD, DVD-Audio, CD (CD-DA), PC-files (CD, DVD)
  • เล่นไฟล์ภาพ/เสียงจาก DVD, USB, CD, และ LAN อาทิ DivX/ MPEG-4/ Flash video, WMV/AVI/ JPEG/WMA/ FLAC (FLAC ไม่รองรับผ่าน LAN)
  • มีระบบ PQLS ผ่าน HDMI ทำงานได้ทั้ง BITSTREAM, Multi ch และ 2 ch
  • วงจรประมวลผลภาพคุณภาพสูง QDEO จาก Marvell
  • HDMI 4 (3D) สองชุด Set ให้แยกเอาท์พุทภาพและเสียงคนละชุดได้
  • Triple HD Noise Reduction (วงจรลดสัญญาณรบกวนภาพ 3 รูปแบบ)
  • รองรับ DLNA 1.5
  • ระบบ iControl AV2012 สำหรับ iPod touch, iPhone, iPad และ Android เป็นอุปกรณ์รีโมทคอนโทรล ฟังก์ชั่นพื้นฐานได้
  • ระบบ Stream Smoother ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของภาพที่สตรีมมาจาก Network ที่ใช้อัตราการส่งข้อมูลต่ำๆ ให้ดูดีขึ้น ช่วยลด black noise และ Mosquito noise ลง และมีระบบ Auto ที่จะปิดตัวเองลงเมื่อเล่นกับแผ่น DVD หรือ Blu-ray คุณภาพสูงให้อัตโนมัติ
  • รองรับ V.Color, Deep Color (36 bit)
  • มี App Youtube, Picasa ดูผ่าน LAN ได้
  • ถอดรหัส DTS-HD Master Audio และ Dolby true HD ได้
  • วงจร Interlace – to – Progressive (i-to-p) convertor สำหรับ video source เป็นระบบ Motion Adaptive คุณภาพสูงพร้อม Vector Interpplation Processing ลดรอยหยักในแนวเฉียง
  • ช่อง USB ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเครื่อง
  • Pure cinema i/p conversion พร้อม filmmode หลากหลายรูปแบบ
  • มีระบบ sound Retriever Link

 

BDP-450 มีขนาด 435 x 90 x 252 มม. (WxHxD) น้ำหนัก 2.7 กิโลกรัม ใช้กำลังไฟ 23 วัตต์ (standby 0.3 วัตต์)

 

 

DSC_6290

 

ผลการทดสอบ/ทดลองใช้งาน

BDP-450 เป็นเครื่องเล่นบลูเรย์รุ่นล่าจากค่ายไพโอเนียร์ ถ้าดูจากคุณสมบัติที่ผู้เขียนแจงให้ดูข้างต้นจะเห็นว่า BDP-450 เป็นเครื่องเล่นบลูเรย์ที่ถือว่าไม่ธรรมดาเครื่องหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความคล่องตัวของช่อง HDMI เอาท์พุทสองชุด ใช้ chip ประมวลผลภาพ QDEO ในราคาค่าตัวไม่ถึงหนึ่งหมื่อนบาท!

ทำไมต้องเป็น HDMI เอาท์พุทสองชุด? เป็นเพราะว่าข้อดีของเครื่องเล่นที่มีช่อง HDMI สองชุดเหนือกว่าช่อง HDMI ชุดเดียวอย่างที่เห็นกันชัดเจนคือ เราสามารถเล่นระบบ 3D ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ A/V รีซีฟเวอร์รุ่นใหม่ที่รองรับ 3D ได้ โดยต่อช่อง HDMI หลัก (Main) ตรงไปเข้ายังจอภาพที่รองรับระบบ 3D ได้ ส่วนสัญญาณจากช่อง HDMI ที่เหลือ (sub) ต่อเข้ากับ เอ/วี รีซีฟเวอร์ (ทั้งระบบ 2D และ 3D ก็ได้) เท่านี้คุณจะสามารถรับชมโปรแกรมที่ชื่นชอบได้ทั้งระบบ 3D และ 2D โดยไม่จำเป็นต้องไปขวนขวายหาซื้อ A/V รีซีฟเวอร์รุ่นใหม่ๆ ที่รองรับระบบ 3D ให้เปลืองสตางค์ ข้อดีต่อมาของการแยกช่อง HDMI เป็นสองชุดคือเราสามารถส่งให้เครื่องเล่นบลูเรย์ส่งเฉพาะสัญญาณ ออกไปที่ช่อง HDMI หลัก (Main) และส่งสัญญาณ เสียงออกไปที่ช่อง HDMI รอง (sub) (ใน BDP-450 เรียกโหมดนี้ว่า seperate ชื่อเรียกอาจจะแตกต่างกันไปในยี่ห้ออื่นๆ ของเครื่องที่มี HDMI เอาท์พุทสองชุด) วิธีนี้จะช่วยลดการรบกวนของสัญญาณดิจิตอลความเร็วสูงที่วิ่งอยู่ในสาย HDMI ของทั้งภาพและเสียงลดได้ระดับหนึ่ง ทั้งสาย HDMI และวงจรขับ (driver) ไม่ต้องเปลืองแถบความถี่ (bandwidth) ไปอย่างสูญเปล่าในการส่งสัญญาณออดิโอบิตเรตสูงๆ (10-20 Mbps) ไปยังจอภาพทั้งที่ไม่ได้ถูกนำสัญญาณออดิโอเหล่านี้ไปใช้งาน หรือในส่วนของช่อง HDMI รองที่ส่งสัญญาณเสียงไปที่ เอ/วีรีซีฟเวอร์ก็ไม่ต้องส่งสัญญาณภาพติดออกไปด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัวทั้งผู้เขียนและนักเล่นพรรคพวกกันสามารถรับรู้ถึงคุณภาพของภาพ และเสียงที่เพิ่มขึ้นกว่าการใช้ช่อง HDMI หลัก และช่อง HDMI รองส่งสัญญาณภาพเสียงออกไปพร้อมๆ กัน ตามปกติได้อีกด้วย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งาน หรือจัดระบบโฮมเธียเตอร์ของคุณ อีกโหมดหนึ่งที่ BDP-450 จัดให้สำหรับออดิโอไฟล์ คือ โหมด pure audio ที่จะตัดสัญญาณภาพ/เสียง จากช่อง HDMI หลัก และส่งเฉพาะสัญญาณเสียงออกไปที่ช่อง HDMI SUB เอาท์พุทเท่านั้น

ด้านวงจรประมวลผลภาพปกติ เครื่องเล่น Blu-ray ทั่วๆ ไประดับเริ่มต้นจนถึงกลางๆ ปกติราคาต่ำกว่าหมื่นบาท จะใช้ chip หรือวงจรรวมสำหรับประมวลผลภาพ/เสียง ตัวเดียวทำหน้าที่สารพัดอย่างที่เรียกว่า SOC (System On a Chip) ยี่ห้อที่นิยมกัน เช่น Sigma Designs, Broadcom, Mediatek, Panasonic (ทำใช้เองไม่ขายให้คนอื่น) ฯลฯ เครื่องเล่นเหล่านี้ ปกติจะมีช่อง HDMI เอาท์พุทช่องเดียว กับเครื่องเล่น Blu-ray ที่เน้นคุณภาพเป็นพิเศษโดยแยก chip ประมวลผลภาพออกมาต่างหากอีกชุดหนึ่ง (ปกติจะใช้สัญญาณ digital video ที่ decode ออกมาจาก chip SOC หลักมาประมวลผลต่อ) ผู้ผลิต chip ประมวลผลภาพคุณภาพสูงดังกล่าวมีเช่น ABT (ANCHOR BAY), Marvell QDEO (ที่ใช้ใน BDP-450) Silicon Optix HQV เป็นต้น เครื่องเล่นเหล่านี้มักจะมีช่อง HDMI ขาออกสองชุด ซึ่งการแยก Chip ประมวลผลภาพออกมาต่างหากอีกตัวหนึ่งโดยรวมจะทำให้เครื่องมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างมากเพราะออกแบบได้เต็มที่ไม่ต้องประนีประนอม เหมือน SOC ที่ต้องคำนึงถึงต้นทุน และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายใน Chip ซึ่งมีผลต่อความเร็วของการประมวลผลคำสั่ง ความฉลาดของอัลกอรึซึมปกติจะฉลาดและซับซ้อนสู้ chip ประมวลผลแยกไม่ได้ อย่างในกรณีของ PIONEER BDP-450 จะแยก chip ประมวลผลภาพเป็นของ Marvell ‘QDEO’ (88DE2750)

Chip QDEO จะทำหน้าที่ปรับปรุง/ ประมวลผลสัญญาณภาพจากแผ่น Blu-ray, DVD หรือ จาก USB ที่กำลังเล่นอยู่ เช่น ลดสัญญาณรบกวนภาพ (video noise reduction) ในระบบ 3D per-pixel motion – adaptive (ระบบ 3D ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงภาพ 3 มิติ แต่หมายถึงการประมวลผลในเชิงตำแหน่ง 3 แกน คือ แกน x กับ y และในเชิงเวลา (t) คือมีการเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละ pixel ในแต่ละเฟรมภาพก่อนหน้า และปัจจุบัน ถ้าเป็นสัญญาณรบกวนภาพ (random noise หรือ guassian noise) มันจะเกิดขึ้นไม่แน่นอนในแต่ละเฟรมภาพ วงจรประมวลผลภาพจะ remove สัญญาณรบกวนประเภทนี้ออกได้ซึ่งมันต้องใช้กำลังในการประมวลผลภาพที่สูงมาก) และมันยังสามารถลดสัญญาณรบกวนภาพที่เกิดจากการลดรูปข้อมูลภาพหรือ Compression Artifacts Reduction (CAR) ทั้ง Block noise และ Mosquito noise วงจรประมวลผลภาพ ‘QDEO’ ยังทำหน้าที่ปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณสี Chroma channel (ทั้งสอง (Cb, Cr) โดยวงจร Intelligent Color Remapping (ICR) เช่น ฉากสีสันที่สดใสกลางแจ้งจะไม่ก่อให้เกิดเฉดสีที่ผิดเพี้ยน หรือลดรายละเอียดของเม็ดสีลงมา ระบบ Adaptive Contrast Enhancement (ACE) ช่วยปรับปรุงย่านระดับความสว่างสูงสุดและต่ำสุด รวมทั้งยังมี detail enhancement คุณภาพสูงไว้ให้ใช้งานอีกด้วย

ส่วนด้านการ upscale และ i/p conversion ‘QDEO’ จะใช้หลักการ per-pixel motion adaptive de-interlacing และ advanced scaling transform ที่สามารถ up-convert สัญญาณให้เป็น 1080p โดยมีความไม่สมบูรณ์ของภาพเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด พร้อม i tu p อัลกอริธึมที่สามารถจะตรวจจับ และ de-interlace filmmode จากต้นฉบับได้แทบจะทุก cadence ไม่ว่าต้นทางจะทำการ pulldown มาเป็น 3/2, 2/2, 3/2/2/3/2, 2/2/2/4, 4/6 ฯลฯ มันยัง Lock เข้ากับ cadence เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ส่วนต้นฉบับที่เป็น video based เช่น แผ่นแสดงสดที่ใช้กล้องวิดีโอถ่ายทำ QDEO จะใช้ 3D per-pixel motion และ edge adaptive de-interlacing ช่วยให้รายละเอียดความคมชัดสูงสุดตลอดเวลา (ถ้าอยู่ๆ เรานำฟิลด์ภาพทั้งสองมา merge รวมกันเฉยๆ มันจะเกิด resolution pumping ขึ้นคือจะลดรายละเอียดความคมชัดลงไปเมื่อฟิลด์ภาพทั้งสองมีการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหว) ส่วนถ้ามีการเคลื่อนไหว ของวัตถุในภาพในแนวเฉียง (diagonal movement) QDEO Vector Interpolation จะทำการวิเคราะห์/คำนวณทิศทางของการเคลื่อนไหวในแนวเฉียงนั้น และ render รอยหยักขั้นบันได (jaggies) ออกจนหมดไม่รบกวนสายตาทั้งต้นทางที่เป็น SD (480i, 576i) และ field based HD source (1080i)

BDP-450 ยังมีระบบ PQLS (Precision Quartz Lock System) ผ่าน HDMI รองรับทั้ง 2 ch, Multi-channel และ bitstream ที่ระบบนี้เคยมีอยู่แต่ในเครื่องเล่น Blu-ray ของ PIONEER ซีรี่ส์ที่สูงกว่า (LX series) เท่านั้น เมื่อเล่นร่วมกับ AV receiver รุ่นที่มีระบบ PQLS ของ Pioneer เองระบบจะทำการส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสาย HDMI โดยกำหนดให้อุปกรณ์ในระบบตัวใดตัวหนึ่งเป็นตัวจ่าย Clock (ปกติเป็น AV receiver) ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนของฐานเวลาหรือ jitter ลง ส่งผลให้คุณภาพเสียงที่ได้รับดีขึ้น

พารามิเตอร์ในการปรับแต่งภาพมีให้ปรับแต่งกันได้ละเอียดพอสมควร และจะปรับแต่งได้เฉพาะ HDMI ช่องหลัก (Main) ค่าพารามิเตอร์ที่ปรับได้คือ Prog Motion, Pure Cinema, Brightness, Conrast, hue, Saturation, detail, YNR, CNR, MNR และ BNR

การอ่านแผ่น/ โหลดแผ่นทำได้รวดเร็วทันใจดีมาก มีระบบ Quick tray ที่ถึงแม้ตอนที่เริ่มเปิดเครื่องก็สามารถกดลิ้นชักใส่แผ่นเข้าไปก่อนรอจนเครื่อง boot up เสร็จแล้วจะทำการโหลดแผ่นให้ทันทีลดเวลาที่ต้องรอในขณะที่เครื่อง start up การ search ข้อมูลในแผ่นทำได้รวดเร็ว การอ่านแผ่นที่สกปรก มีรอยขีดข่วน ทำได้ดีมาก รวมถึงมันสามารถอ่านแผ่นได้สารพัดชนิด รวมถึงไฟล์ภาพ/ เสียง ผ่านทางช่อง USB รวมถึง HDD ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ BDP-450 ยังมีระบบ Stream Smoother ที่ใช้งานกับต้นทางที่เป็น Low bit rate video เช่น รายการ YouTube ที่ Stream มาจาก Internet ซึ่งจะช่วยลด block noise และ Mosquito noise ลงเพิ่มความชัดเจนของภาพ โดยเครื่องเล่น BDP-450 จะทำการตรวจสอบ และทำการปิดหรือเปิดระบบ stream smother ให้เองโดยอัตโนมัติ

BDP-450 มี preset โหมดภาพจากโรงงานมาหลายโหมดคือ LCD, PDP, Projector, Professional และ Custom (ปรัปแต่งเอง) ในการทดสอบใช้โหมด custom ปรับ detaitl ขึ้น +1 นอกนั้นใช่ค่ามาตรฐาน Pure Cinema ใช้ Auto ส่วน BNR กับ MNR ลองปรับแต่งเพิ่มเติมดูถ้าใช้กับต้นทางที่บันทึกมาใช้บิตเรตต่ำหรืออัตราส่วนการบีบอัดสูง (ยกตัวอย่างเช่น แผ่น DVD ที่บันทึกภาพยนตร์รวมกัน 2-3 เรื่องเป็นต้น แต่ถ้าเป็นแผ่นบลูเรย์หรือ DVD คุณภาพสูงคงไม่ต้องปรับแต่ง BNR และ MNR ขึ้นมาเพิ่มเติม)

ในการทดสอบผู้เขียนต่อเอาท์พุท HDMI สองชุด แยกกัน HDMI ช่องหลัก (Main) ต่อเข้ากับจอภาพ โดยตรง ส่วน HDMI ช่องรอง (sub) ต่อเข้ากับ A/V receiver ตั้งโหมดของ HDMI เอาท์พุทที่ BDP-450 เป็น seperate (การเปลี่ยนโหมด HDMI ทำได้โดยการเข้าผ่านเมนู Initial Setup →HDMI และโดยการกดปุ่ม HDMI ที่รีโมทซ้ำๆ กันโหมดของ HDMI เอาท์พุทจะวนกันไปจาก Dual → seperate → Pure Audio) ที่โหมด separate นี้ ในบางครั้งถ้าไม่ปรากฏภาพขึ้นที่หน้าจอให้ลองปิด และเปิดจอภาพ หรือ BDP-450 ซ้ำอีกครั้งเพราะบางครั้ง ระบบอาจต้องการสัญญาณการเชื่อมต่อจากจอภาพแต่ปกติจะไม่มีปัญหาอะไรเพียงแต่พูดเผื่อเอาไว้เดี่ยวจะคิดว่าเครื่องเสีย แต่เมื่อเชื่อมต่อได้เรียบร้อยแล้วระบบก็จะใช้งานได้ตลอด

 

 

BDP-450

 

 

โดยรวม BDP-450 ให้คุณภาพของภาพได้ยอดเยี่ยมมาก มันให้ภาพที่ดูใสเปิดเต็มไปด้วยรายละเอียด เล็กๆ น้อยๆ ในภาพได้ไม่ตกหล่น พลังความสว่างของภาพดีมาก สัญญาณทดสอบ gray ramp แสดงถึงความเป็นเชิงเส้นของสัญญาณขาว-ดำ อย่างดีเยี่ยม มันให้การไล่ระดับความสว่างของภาพอย่างราบรื่นนุ่มนวลซึ่งส่งผลต่อมิติความเป็นตัวตนของภาพที่ดีมาก การตอบสนองความถี่ของสัญญาณขาว-ดำ (Luminance) ไปได้สูงสุดถึงขีดจำกัดของการบันทึกลง Blu-ray ที่ระบบ 1080p (ประมาณ 37 MHz เพราะ Blu-ray ใช้การ Sampling สัญญาณ y ที่ 74.5 MHz) มันแสดงรายละเอียดความคมชัดของแผ่น BD ที่บันทึกมาดีๆ ได้อย่างหมดจด ดูเป็นธรรมชาติไม่พบการเน้นความถี่สูง (enhancement) เกิดขึ้นมาในภาพให้ดูรบกวนสายตาเลย การตอบสนองความถี่ของสัญญาณสี (chroma response) ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมากถึงแม้ว่าที่สัญญาณทดสอบที่แสดงถึงการตอบสนองความถี่สูงสุดของสัญญาณสีจะดู roll off หรือดูนุ่มนวลไปเล็กน้อย แต่กับแผ่นโปรแกรมโดยทั่วๆ ไปมักจะบันทึกการตอบสนองความถี่สูงมากๆ ขนาดนั้น น้อยแผ่นอยู่แล้วจึงไม่ต้องพะวงมากนัก นอกจากนี้มันยังให้คุณภาพของสีสันได้ดีมากทั้งในแง่ของความอิ่มตัวของสี (saturation) ทั้งที่ระดับความสว่างของภาพต่างๆ กัน รวมถึงความถูกต้องเที่ยงตรงของโทนสี (hue) ที่ดีมากด้วย วงจรลดสัญญาณรบกวนภาพทำงานได้ดีเยี่ยม ทั้ง YNR และ CNR ผลการทดสอบจากแผ่น HQV มันทำคะแนนได้สูงสุด ส่วน BNR และ MNR ทำงานได้ดีมากเช่นกันแต่ถ้าเล่นกับโปรแกรมคุณภาพสูงอยู่แล้วไม่ควรจะใช้ BNR/MNR เพิ่มเติมเพราะอาจจะไปเพิ่ม artifacts ข้างเดียว ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมาได้

ส่วนคุณภาพด้านภาพเคลื่อนไหว QDEO ทำหน้าที่ประมวลผลงานได้อย่างดีเยี่ยม ตามความคาดหมาย โดยมันสามารถ Lock เข้ากับ Film based cadence แทบจะทุกรูปแบบด้วยความรวดเร็วและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ และทำการ de-interlace ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ คุณภาพการ upscale สัญญาณจากแผ่น DVD ขึ้นเป็น 1080p ทำได้ดีมาก มี artifacts ของการอัพสเกลต่างๆ ต่ำมาก ส่วนแผ่นที่บันทึกมาเป็น video mode หรือใช้กล้องวิดีโอถ่ายทำ (480i, 576i หรือ HD1080i) เป็น interlace เทคโนโลยี QDEO Vector Interpolation สามารถจัดการรวมฟิลด์ทั้งสองให้เป็นเฟรมภาพใหม่ด้วยเทคนิค 3D per-pixel motion และ edge adaptive de-interlacing ได้อย่างสมบูรณ์ ไร้รอยหยักขั้นบันได (jaggies) ของวัตถุเคลื่อนไหวในแนวเฉียงให้ดูรำคาญสายตา โดยยังคงรักษาความคมชัดของภาพเคลื่อนไหว (โดยเฉพาะในแนวตั้ง) เอาไว้ได้ดีเยี่ยม (ถ้าวงจรประมวลผลภาพไม่มีระบบ motion adaptive คือจับฟิลด์ภาพทั้งสองมารวมกันเฉยๆ มันจะลด vertical resolution ลงไปอย่างมาก) แผ่น Blu-ray แสดงสดคุณภาพสูงหลายต่อหลายแผ่นที่นำมาทดสอบด้วย ให้ความราบรื่นต่อเนื่องของภาพเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่พบการกระตุกในทุกระนาบของการเคลื่อนไหว รวมทั้งมันให้ความคมชัดของภาพที่สูง ส่งผลให้จุดความสว่างกลุ่มเล็กๆ เช่น หลอดไฟบนเวที แสดงสดดูเปล่งประกาย สุกสว่าง เพิ่มมิติชัดลึกของภาพ รวมถึงภาพที่ได้มีความใสสะอาดเพราะมี video noise ที่ต่ำมาก

ส่วน HDMI ช่องรอง (sub) ที่เมื่อตั้งค่าโหมดเป็น seperate มันจะส่งเฉพาะสัญญาณเสียงออกมาเท่านั้น เพื่อนำไปต่อเข้ากับ A/V receiver หรือ A/V processor เท่าที่ลองฟังดูพอจะจับแนวเสียงได้ว่า BDP-450 ให้แนวเสียงที่ออกค่อนข้างสด แรงปะทะดี มีรายละเอียด แต่โดยรวมน้ำเสียงถือว่ามีความเป็นกลางพอสมควร เสียงทุ้มดีมาก ยกเว้นในช่วงความถี่ต่ำมากๆ อาจจะฟังดูบางอยู่เล็กน้อย ซึ่งไม่แน่ใจว่าเครื่องได้พ้น burn in ไปหรือยัง (ที่ลองฟังทดสอบได้ใช้งานไปประมาณเพียง 50 ชั่วโมง) ถ้า A/V receiver มี subwoofer EQ ให้ลองยก octave ล่างๆ (ประมาณ 25 Hz) ขึ้นมาสัก 2-3 dB น่าจะให้สมดุลเสียงโดยรวมที่ดีขึ้น ส่วนเมื่อลองสลับโหมด HDMI ไปเป็น DUAL (ไม่แยกภาพ/เสียง) พบว่าการ set เป็น seperate มันให้ความสะอาดของเนื้อเสียงที่ดีขึ้น การตีรวนของชิ้นดนตรี หรือเอฟเฟกต์ต่างๆ ลดน้อยลง

รูปร่างหน้าของ BDP-450 ถือว่าสวยงามดูภูมิฐานเอาเรื่อง ตัวเครื่องมีความสูงที่ดูหนากว่าเครื่องเล่นแผ่นบางๆ ทั่วๆ ไป จอแสดงผลตัวอักษรขนาดใหญ่อยู่ใต้ลิ้นชักใส่แผ่นตรงกลางเครื่อง ปุ่ม POWER และปุ่ม PLAY แบบสัมผัสขนาดค่อนข้างใหญ่วางอยู่ด้านซ้าย และขวามือสุดของหน้าเครื่องดูสมมาตรกันดี โดยมีปุ่ม OPEN/CLOSE, STOP เรียงอยู่ทางขวามือของจอแสดงผล และมีช่อง USB (0.5A, 5V) อีกหนึ่งช่องด้านหน้าเครื่อง BDP-450 ใช้ขารองเครื่องขนาดใหญ่ดูสวยงามดูเผินๆ มีความหล่อใกล้เคียงรุ่นพี่ BDP-LX55 มาก

นอกจากนี้ BDP-450 ยังเชื่อมต่อกับ internet ได้ โดยต่อสาย LAN เข้าที่ด้านหลังเครื่อง (ยังไม่รองรับ WI-FI) มีรายการให้ดูจาก internet สองรายการคือ YouTuble และอัลบั้มรูป PICASA เท่าที่ลองดูถือว่าให้คุณภาพที่ดีพอสมควร การ Load ค่อนข้างเร็ว มีระบบ stream smoother ช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพได้อีกขั้นหนึ่ง

ต้องถือว่าระดับราคา 9,xxx บาท BDP-450 ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมของทั้งคุณภาพของระบบภาพและเสียง รูปลักษณ์หน้าตา ความคล่องตัวในการใช้งาน ถือว่าเป็นเครื่องเล่น universal Blu-ray สุดคุ้ม ระดับ best buy อีกตัวหนึ่งครับ