Test : Panasonic SC-MAX8000GS PowerLive MAX Mini System

Test : Panasonic SC-MAX8000GS PowerLive MAX Mini System

 พิพัฒน์ คคะนาท

 PANA 1 MAX

แรกที่ได้ยินเสียงจากน้องนุ่งบอกว่าจะส่งชุด Mini System มาให้ลองเล่น ก็เข้าใจเองอยู่ในทีว่ารูปร่างหน้าตาและขนาดก็คงจะพอๆ กันแบบชุดเครื่องเสียงที่สมัยก่อนยุคต้นๆ ปี 80s เรียกกันว่า ‘วิทยุกระเป๋าแบก’ นั่นแหละครับ คือไม่ใช่หิ้วไปไหนมาไหนด้วยมือข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นแบบแบกขึ้นบ่าดังทีเห็นได้จากภาพยนตร์ในยุคเดียวกันนั้น ที่วัยรุ่นอเมิรกันผิวสีมักจะแบกออกจากบ้านไปเปิดเล่น แล้วชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงมาเต้นกันมันส์ระเบิดตามถนนรนแคม, อะไรแถวๆ นั้นแหละครับ สำหรับความหมายของ Mini System ในความรู้สึกของผม

ทว่า, เมื่อวันที่ทั้งซิสเต็มมารอผมอยู่หน้าห้อง แล้วพอเปิดประตูออกไปรับเห็นแล้วแทบหงายหลัง เพราะนอกจากจะเห็นกลอ่งขนาดใหญ่ ยักษ์ แล้วยังเห็นน้องนุ่งนับรวมกันได้ถึงสี่คน ที่รายหนึ่งออกปากว่าต้องทั้งหมดนี่แหละพี่ ถึงจะช่วยกันแบก ช่วยกันหาม เอามาให้พี่ได้

ในขณะที่ผมกำลังนึกอยู่ในใจว่า – แล้วมันเป็น Mini System ตรงไหนกัน – –

พร้อมๆ กับที่ยืนมองกล่องทั้งสองที่แยกกล่องเครื่อง แยกกล่องชุดลำโพง แบบมึนตึ้บอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นบนฝากล่องบรรจุลำโพง ซึ่งมีรูปรอยสัญลักษณ์ต่างๆ บอกวิธีการขนย้าย และการนำออกจากกล่องบรรจุนั้น มีอยู่รูปหนึ่งแสดงวิธีการยกที่ถูกต้องซึ่งต้องใช้คนอย่างน้อยสองคนช่วยกัน แล้วมีตัวเลขระบุ 81 Kg กำกับ ซึ่งให้เข้าใจได้ทันทีว่าจะต้องเป็นน้ำหนักของชุดลำโพงพร้อมกล่องบรรจุอย่างแน่นอน จะเป็นอื่นใดไม่ได้อย่างเด็ดขาด นั้นหมายความว่าลำโพงชุดนี้มีน้ำหนักพอๆ กับข้าวสารเกือบหนึ่งกระสอบเลยหรือนี่

(หลังจากที่เข้าไปดูในรายละเอียดส่วนของ Specification พบว่าลำโพงชุดนี้หนัก 37 กิโลกรัม/ตู้ ครับ เบ็ดเสร็จแล้วจึงเป็นน้ำหนักสุทธิของชุดลำโพง 74 กิโลกรัม ส่วนอีก 7 กิโลกรัม ที่เหลือก็คงเป็นน้ำหนักของกล่องบรรจุรวมอุปกรณ์กันกระทบกระแทก ซึ่งหลังจากแกะกล่องออกมาแล้วพบว่าแน่นหนาเอาการครับ)

เล่าตอนต้นที่มาที่ไปของซิสเต็มนี้ไปแล้ว หลังจากได้ลอง ได้เล่น ได้สนุกกับความหลากหลายที่ซิสเต็มนี้มีให้แล้ว อยากจะเล่าตอนจบที่เป็นบทสรุปส่วนตัวให้ทราบกันก่อนครับ เพราะระหว่างทางที่อยู่กับซิสเต็มนี้มันพาให้ผมระลึกชาติได้ แบบชวนให้ถวิลหลังตั้งแต่ครั้งยังเป็นละอ่อน ยันเติบโตมาเป็นรุ่นกระทง ที่ดำรงอยู่ในวงการนี้ได้เป็นฉากๆ นั่นเทียว

ยุคสมัยที่ว่านั้นก็คือครั้งที่สถานบันเทิงทั้งในเมืองกรุง และตามหัวเมืองใหญ่ๆ เต็มไปด้วยความคึกคักของแสงสีที่วูบวาบ แพรวพราว วิวับ และกับสุ้มเสียงของดนตรีที่กระแทกกระทั้นของย่านความถี่ต่ำๆ อันอัดออกมาจากตัวขับเสียงเบส ซึ่งทำเอาตับ ไต ไส้พุง ตลอดเครื่องในทั้งหลายทั้งปวงในร่างกาย แทบแระเด็นกระดอนออกมากองอยู่ข้างนอกตัว ที่บังเกิดอยู่ทุกๆ รมณียสถานอันได้ชื่อว่า Discotheque นั่นเอง

ครับ, ลองเล่น Mini System ชุดนี้แล้ว มันทำเอาผมย้อนเวลากลับไปได้ถึงครั้งคราวที่ดิสโก้เธคเฟื่องฟูราวๆ ทศวรรษที่ 80s โน่นเลย

ในยุคนั้นแม้ผมเองจะมิใคร่นิยมเข้าไปสถานบันเทิงลีกษณะที่ว่านั้นมากนัก ด้วยความรู้สึกที่ว่าเข้าไปทีไรก็ให้รู้สึก ‘เสียหู’ ทุกคราวไป แต่ด้วยหน้าที่การงานที่อยู่ในแวดวงนี้ ทำให้บ่อยครั้งที่ไม่สามารถเลี่ยงการเข้าไปได้ แม้ว่าหลายๆ คราวจะเอาตัวรอดไปได้ แต่บางหน บางคราว มันเสมือน Fight บังคับที่ไม่ไปก็ไม่ได้ อาทิ มีบริษัทที่เป็นลูกค้าหนังสือได้งานติดตั้ง ก็ชวนไปลองฟังเวลาที่ใช้งานจริงขณะที่ดิสโก้เธคนั้นเปิดบริการ ว่าเป็นอย่างไร อย่างนั้น, ก็ต้องไปอย่างขนิดที่หลบหรือเลี่ยงไม่ได้เอาเลยจริงๆ

กับอีกห้วงเวลาหนึ่งในยุคเดียวกันนั้น ที่บริษัทค้าปลีกเครื่องเสียงรายใหญ่ทางภาคเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ มักจะจัดงานแสดงสินค้าเครื่องเสียงประจำปีที่ชื่อว่า Audio Fair ขึ้นที่ห้างร้านของตัวเอง เพราะมีที่ทางกว้างขวาง แล้วมีตัวแทน ผู้นำเข้าสินค้าเครื่องเสียงและลำโพง ขึ้นไปร่วมงาน ซึ่งผมเองในฐานะสื่อก็ต้องขึ้นไปสังเกตการณ์ทุกครั้ง ที่หลังจบงานในแต่ละคืนพรรคพวกเพื่อนฝูงในบริษัทต่างๆ สองสามรายจากกรุงเทพฯ ที่มักคุ้นกันเป็นส่วนตัวจริงๆ (จนวันนี้) มักจะชวนกันไปดื่มกินต่อตามสถานบันเทิง ก็มักจะหนีไม่พ้นดิสโก้เธคในโรงแรมดังยุคนั้นของเชียงใหม่ ที่อยู่เยื้องๆ กับโรงแรมเพชรงาม ซึ่งเป็นที่พักที่พนักงานจากส่วนกลางของแต่ละบริษัทมักจะใช้เป็นที่พักแรม เพราะอยู่ใกล้กับสถานที่จัดงานแค่เดินถึงในไม่กี่ก้าวเท่านั้น โดยสถานบันเทิงที่ว่าก็ห่างจากที่พักแค่คนละฟากถนนเท่านั้นเอง ซึ่งแม้ผมจะมิใคร่ยินดี (ตอนเริ่มต้นนัก) ก็มักจะยอมตามไปโดยดี เพราะหลังจากดิสโก้เธคปิดแล้วได้เวลาหาข้าวต้มกินแกล้มดื่มต่อ นั้นแหละครับที่เป็นเวลาโปรดของผมซึ่งเป็นช่วงก่อนตอนจบของแต่ละคืนที่ขึ้นไปดูงาน

พูดถึงเรื่องนี้แล้วเล่าได้ไม่อายนะครับ ว่าด้วยความที่เฉยชาและหาได้ยินดีในสถานที่อย่างดิสโก้เธคสักกี่มากน้อยนัก ขึ้นไปงาน Audio Fair อยู่ปีหนึ่ง ซึ่งก็เลี่ยงจะเข้าดิสโก้เธคในโรงแรมที่ว่ากับก๊วนเพื่อนไม่ได้ เข้าไปถึงดื่มได้เพียงสองสามแก้วผมหลับคาโต๊ะทั้งๆ ที่เสียงดนตรีมันดังกระแทกโครมครามออกปานนั้นนะครับ จนเธคปิด ไฟเปิดสว่างโร่ เพื่อนปลุกนั้นแหละครับถึงได้ตื่นมาตาใสไปดื่มกินต่อได้อีกเกือบสว่าง

นึกย้อนกลับไปแล้ว วันเวลามันผ่านไปเร็วนะครับ ดูเหมือน Audio Fair ที่เชียงใหม่เพิ่งจะเลิกจัดไปหมาดๆ นี่เอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วงานที่ว่านี้ดูเหมือนจะจัดได้ติดต่อกันได้สักสามสี่ปี แล้วเลิกไปราวๆ กลางทศวรรษที่ 80s ก็ผ่านมาร่วม 30 ปี แล้วนะครับ

ครับ, Mini System ของ Panasonic ชุดนี้พาผมย้อนเวลากลับไปได้ไกลถึงปานนั้นนั่นเทียว

ตามอ่านต่อไปเรื่อยๆ นะครับ แล้วจะทราบว่าทำไมเครื่องเสียงชุดนี้ถึงทำเอาผมถึงกับระลึกชาติได้ดังที่เล่าให้ฟังข้างต้น

Panasonic SC-MAX8000GS Mini System ชุดนี้กอปรด้วยอุปกรณ์สามชิ้น/ชุด ชิ้นแรก คือ Model SA-MAX8000 CD Stereo System ซึ่งเป็นเครื่องอีเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีกสองชิ้นที่ทำงานร่วมกันกับเครื่องอีเล็กทรอนิกส์ คือลำโพงซ้าย/ขวา Model SB-MAX8000 ครับ

 

SA-MAX8000

CD Stereo System

เป็นเครื่องอีเล็กทรอนิกส์ที่รวมความหลากหลายในความหมายที่ว่าสามารถทำงานได้หลายหน้าที่ และรองรับการเล่นกับสื่อหรือซอฟท์แวร์ต่างๆ ได้ในหนึ่งเดียว

เพราะหากดูจาก ‘ฝอย’ ที่ระบุเอาไว้ข้างกล่องแล้ว จะพบว่าจะใช้เล่นแบบคาราโอเกะก็ได้ แถมยังทำงานได้แบบ Full Function อีก อีกทั้งยังให้ใช้ได้กับไมค์ถึงสองชุด ที่แยกการควบคุมเป็นอิสระจากกันด้วย ส่วนการเล่นกับซอฟท์แวร์ต่างๆ นั้น นอกจากให้เล่นได้กับ CD-Audio แล้ว ยังรองรับแผ่น MP3, แผ่น CD-R/RW อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถทำงานร่วมกับ USB Device ได้ทั้งในแง่การเล่นกลับ และการบันทึก ที่มีพอร์ทแยกกันต่างหาก ขณะที่ภายในเครื่องเองก็ยังผนวกหน่วยความจำ (Internal Memory) เอาไว้ให้ถึง 2 GB และยังสามารถทำตัวเป็น ‘ตู้เพลง’ แบบ Karaoke Jukebox เพื่อรังสรรค์ความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ ทั้งจากเพลงที่บรรจุอยู่ในหน่วยความจำภายในที่ว่านี้ และให้ควบคุมการทำงานผ่านทาง Panasonic MAX Juke App ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

ส่วนการทำงานในระบบไร้สายก็มีให้เลือกเล่นได้ทั้งกับอุปกรณ์ Bluetooth และผ่านฟังก์ชันแตะสัมผัสแบบ NFC: Near Field Communication กับอุปกรณ์ที่มีระบบการทำงานแบบเดียวกัน

นอกจากนั้นยังได้ระบุเอาไว้ด้วยว่าสามารถทำหน้าที่เป็นจูนเนอร์ รับคลื่นความถี่ได้ทั้ง AM และ FM Stereo พร้อมมี Auxiliary Input ให้ 4 ชุด ซึ่งหมายถึงรองรับเครื่องเล่นอื่นๆ ได้อีกถึง 4 เครื่อง

ครับ, นั้นเป็น ‘สรรพคุณ’ ที่บอกกล่าวเอาไว้ข้างกล่องบรรจุ และมีตัวเลขชุดหนึ่งที่เห็นแล้วชวนให้ตื่นตายิ่ง นั่นก็คือ Total Output Power 44,000W (P.M.P.O) กับ 4,000W (RMS) นั้นแสดงให้เห็นถึงขุมพลังของเครื่องที่สามารถผลิตออกมาได้ด้วยความสูงสุดในแบบ Peak Music Power Output ได้มากถึง 44,000 วัตต์ ขณะที่หากวัดกำลังขับในรูปแบบขับต่อเนื่อง หรือ Root Mean Square แล้ว จะได้สูงถึง 4,000 วัตต์ นั่นเทียว

ซึ่งกับเรื่องกำลังขับที่ว่านี้ ที่ข้างกล่องมีระบุเอาไว้ด้วยว่ามาจากการที่ภายในเครื่องนั้นได้ผนวกเอาไว้ด้วยแอมปลิไฟเออร์ถึง 3 เครื่อง (Triple Amplifier) ด้วยกัน อ่านผาดๆ เผินๆ ตรงนี้ เข้าใจว่าคงให้แอมป์แต่ละตัวทำหน้าที่ขับชุดไดรเวอร์แยกเป็นอิสระ แบบแยกทุ้ม/กลาง/แหลม อย่างแน่นอน เพื่อให้แอมป์แต่ละเครื่องขับแต่ละช่วงความถี่ได้อย่างเต็มที่ โดยที่มิพักไปกังวลให้ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไปขับช่วงความถี่อื่น

แค่สรรพคุณขช้างกล่องก็ชวนให้ตื่นตา ตื่นใจยิ่งแล้ว อย่ากระนั่นเลยแกะกล่องออกมาดูตัวเป็นๆ กันเลยดีกว่า

ภาพลักษณ์หรือหน้าตาของ Model SA-MAX8000 ที่หลังจากหลุดออกมาจากกล่องแล้ว กับแว่บแรกที่เห็นแม้จะแลดูร่วมสมัยแต่ก็มีกลิ่นอายย้อนยุคอยู่ในที ด้วยดีไซน์ที่เห็นปุ๊บก็นึกไปถึงการแต่งกายของวัยรุ่นยุคกางเกงขาบาน กับทรงผมหัวฟู ที่เนื้อตัวประดับด้วยปะวะหล่ำกำไล สร้อยลูกปัด เดินไปไหนมาไหนก็กกระทบกันรุ๊งกริ๊งให้ได้ยินไปทั่ว ขณะเดียวกันก็แลดูเหมือนเครื่องโพรเฟสชันแนลในสตูดิโออยู่ในที ด้วยการออกแบบคล้ายมี Rack เครื่องประกอบที่ด้านหน้าด้วยนั่นเอง

ภาพรวมของเครื่องแลลูล่ำสัน บึกบึนดี โครงสร้างขึ้นรูปด้วยพลาสติกสังเคราะห์คุณภาพสูงประกอบเข้ากับแผ่นอะลูมินัม แผงฝาหลังของเครื่องเอียงลาดลงมาจากด้านบนบรรจบเข้ากับแผงหน้าปัดเครื่องด้านหน้า โดยที่แผ่นลาดเอียงของฝาหลังนั้นติดตั้งเอาไว้ด้วยปุ่มควบคุมการทำงาน รวมทั้งปุ่มฟังค์ชันต่างๆ โดยที่กึ่งกลางมีแผงควบคุมมีลักษณะเป็นแผ่นกลม ใช้วิธีการหมุนทั้งแบบทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา สำหรับการใช้งานในแบบ Multi-Control ขณะเล่นในฟังก์ชันของ ‘ตู้เพลง’ โดยทำหน้าที่เสมือนเป็น DJ Juke Box ในการใส่เอฟเฟกต์ต่างๆ ประกอบเสียงเพลง โดยที่เหนือแผงกลมคอนโทรลนี้มีจอดิสเพลย์แสดงสถานะการทำงานของเครื่อง หรือแสดง Content ต่างๆ

โดยปุ่มต่างๆ ทางด้านซ้ายของแผงคอนโทรลส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการใช้งานฟังค์ชันคาราโอเกะ และการทำงานในส่วนของ Juke Box ส่วนปุ่มต่างๆ ทางด้านขวาของแผงคอนโทรลนั้นจะเกี่ยวกับการเล่นแผ่นดิสก์ฟอร์แม็ทต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ละปุ่มมีขนาดค่อนข้างใหญ่พร้อมตัวอักษรกำกับหน้าที่การทำงานค่อนข้างชัดเจน

สำหรับแผงหน้าปัดของเครื่องนั้น โดดเด่นด้วยปุ่มลูกบิดทรงกลมขนาดใหญ่เกือบเต็มแผงหน้าปัดทั้งด้านซ้าย และขวา สองปุ่ม ปุ่มซ้ายนั้นสำหรับบิดหมุนเพื่อการแสดงเอฟเฟกต์ของแสงสี (Illumination Effect) ส่วนปุ่มขวานั้นเป็นลูกบิดควบคุมระดับความดังเสียง (Volume Control)

ที่กึ่งกลางแผงหน้าปัดระหว่างลูกบิดทั้งสองเป็นช่องเปิด/ปิดถาดรับแผ่น (Disc Tray) แบบเลื่อนออก/เลื่อนเข้า และเป็นพื้นที่สำหรับใช้การแตะสัมผัสเพื่อการใช้งานอุปกรณ์ไร้สายแบบ NFC ด้วย

ใต้ช่องถาดรับแผ่นมีอินพุทแบบ Mini-Jack หนึ่งชุด กับอินพุทสำหรับไมโครโฟนสองชุด ซึ่งบริเวณใกล้ๆ กับอินพุทไมค์นั้น มีปุ่มควบคุมระดับความดังเสียงของไมโครโฟนสองปุ่มแยกจากกันด้วย

ที่ริมสุดด้านซ้ายของแผงหน้าปัดมีพอร์ท USB ให้สองชุด โดยชุดบนหรือ USB-A สำหรับเล่นกลับ หรือ Playback ไฟล์ MP3 โดยเฉพาะ ส่วนชุดล่างหรือ USA-B นั้น นอกจากใช้เล่นกลับจาก USB Device แล้ว ยังสามารถบันทึกเสียงลงในอุปกรณ์ USB ที่พอร์ทนี้ได้ด้วย

ส่วนที่แผงหลังเครื่องนั้นประกอบไปด้วยขั้วต่อสายไฟ AC ซึ่งเป็นแบบถอดแยกได้ และในกล่องมีสายไฟ AC พร้อมหัวเสียบแบบต่างๆ มาให้สามชุด หรือสามเส้น จากนั้นก็มีขั้วต่อสายลำโพงแยกออกเป็นสองชุด ชุดแรกแยกออกเป็นขั้วต่อ Low กับขั้วต่อ Mid/High สำหรับลำโพงซ้าย/ขวา ส่วนอีกชุดไม่ได้ระบุแต่น่าจะพอเข้าใจได้ว่าสำหรับย่านความถี่ต่ำลึก หรือขับ Sub-Woofer โดยเฉพาะ

นอกจากนั้นก็ยังมี Auxiliary Input ให้อีก 3 ชุด กับขั้วต่อสายอากาศสำหรับภาครับจูนเนอร์ทั้ง AM และ FM Stereo โดยในกล่องมีสายอากาศมาให้ด้วยพร้อมสรรพ ทั้ง AM Loop Antenna และ FM Indoor Antenna ที่เป็นแบบสาย 75-Ohm

Model SA-MAX8000 มีมิติสัดส่วนตัวถังเครื่อง (กว้าง x สูง x ลึก) 49.2 x 22.1 x 42.1 เซนติเมตร น้ำหนัก 7.1 กิโลกรัม

และมาพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาดกำลังเหมาะมือ ที่ใช้ควบคุมและสั่งการทำงานได้ครบทุกฟังก์ชัน

maxresdefault

 

SB-MAX8000

Air-quake Bass

Speaker System

มาดูชุดลำโพงกันบ้างนะครับ แม้ว่าขณะบรรจุกล่องน้ำหนักรวมระบุว่ามากกว่า 80 กิโลกรัม และขณะที่จะต้องเอาออกจากกล่องนั้น ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ให้มาช่วยออกแรงด้วย แต่ด้วยความที่อยู่กับเครื่องเสียงและลำโพงมาจะสี่ทศวรรษอยู่รอมร่อ ก็พอจะรู้ว่าค่อยๆ ประคับประคองและตะแคงเทกล่องแล้วดึงออกอย่างไร จึงจะสามารถเอาลำโพงออกมาให้เห็นหน้าตาได้อย่างสะดวก

แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติหน่อยก็ตาม – ก็โถ, ปูนนี้แล้ว – – (ฮา)

และแม้ว่าจะพอเห็นเส้นสายในแบบกราฟิกบนกล่องอยู่บ้าง แต่เมื่อดึงถุงคลุมตู้ลำโพงออกให้เห็นหน้าตากันแบบชัดๆ ก็พบว่า Model SB-MAX8000 คู่นี้หน้าตาดุดันดี แถมมาครบทั้งความบึกบึนและล่ำสันที่แลลงตัวกับ Model SA-MAX8000 โดยแท้

และที่สำคัญคือภาพลักษณ์นั้นเสมอเหมือนลำโพงที่ใช้ดิสโก้สถานสมัยยุค 80s อย่างไรก็อย่างนั้น

เป็นลำโพงที่ใม่มีแผงหน้ากาก หากแต่เปิดเปลือยให้เห็นไดรเวอร์หรือชุดตัวขับเสียงอย่างกระจะกระจ่างตา ออกแบบให้มีเส้นสายของโครงสร้างแลเหมือนคาดผ่านหน้าตู้เสริมความรู้สึกให้รับรู้ได้ ว่ามีความมั่นคงแข็งแรงเต็มพิกัด พร้อมกับเป็นการบอกให้รู้ได้เป็นนัยๆ ว่าด้วยหน้าตาอย่างนี้นี่ละ ที่จะให้พลังเสียงออกมาได้อย่างถล่มทลายแน่นอน

กล่าวคือแม้จะไม่บอกออกมาตรงๆ โต้งๆ ว่าให้พลังเสียงเบสส์ออกมาแบบแผ่นดินสะเทือน หรือแบบลำโพงที่เรียกขานตัวเองว่าเป็นพวก Earth Quake แต่ลำโพงคู่นี้จะให้การทำงานออกมาได้ในระดับฟ้าสะท้านอย่างแน่นอน เพราะเรียกตัวเองว่าเป็น Air-quake Bass Speaker System นั่นเอง

แผงหน้าของลำโพงเสมือนถูกแบ่งออกเป็นสองตอน ตอนบนกับตอนล่าง โดยตอนบนนั้นที่มุมซ้าย/ขวาติดตั้งเอาไว้ด้วยวูฟเฟอร์ขนาด 16 เซนติเมตร ด้านละหนึ่งตัว และทั้งสองขนาบทวีตเตอร์ขนาด 6 เซนติเมตร เอาไว้ตรงกึ่งกลางตู้ ส่วนตอนล่างที่กินพื้นที่แผงหน้าทั้งหมดเกือบสามในสี่นั้น เป็นที่ตั้งของ Super Woofer ขนาด 38 เซนติเมตร, หนึ่งตัว โดยวูฟเฟอร์และซูเปอร์วูฟเฟอร์ นั้นมีโครงสร้างรูปกรวยแบบ Cone ที่ไม่มี Dust Cap หรือเป็นกรวยลึกแบบก้นกระทะ ในขณะที่ทวีตเตอร์นั้นเป็นแบบ Phase Plug หรือแบบหัวกระสุนปลายแหลม

โดยที่รอบๆ ขับเสียงย่านความถี่ต่ำลึกพิเศษ หรือ Super Woofer นั้น นอกจากจะโดดเด่นด้วยการเคลือบสีบรอนซ์เงินแล้ว ยังมี Port หรือท่ออากาศมากถึง 8 ชุด ซึ่งทำหน้าที่ช่วยผลักคลื่นเสียงจากความถี่ต่ำๆ ออกมาเสริมกับคลื่นเสียงเบสส์ที่แอออกมาจากตัว Super Woofer ตามหลักหารทำงานของระบบ Bass Reflex

เพราะฉะนั้นเพียงแค่พิจารณาโครงสร้าง กับหลักการออกแบบแล้ว การที่ Panasonic บอกว่าระบบเสียงซิสเต็มนี้สามารถให้พลังเสียงออกมาได้ในระดับ Air-quake Bass System จึงไม่น่าจะเป็นคำกล่าวที่เกินเลยแต่อย่างใด

Model SB-MAX8000 ขึ้นรูปโครงสร้างผนังตู้ทุกด้านด้วย MDF: Medium Density Fiberboard ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมในการนำมาใช้ในการทำตู้ลำโพงกันเป็นอย่างมาก โดยที่แผงหน้ามีพลาสติกสังเคราะห์คุณภาพสูงเข้ามาประกอบในโครงสร้างด้วย โดยตัวตู้ MDF นั้นเคลือบปิดทับในลักษณะ Veneer ด้วยสีดำ ในขณะที่พลาสติกสังเคราะห์มีสีบรอนซ์เทา และเมื่อกอปรกันโดยรวมกับซูเปอร์วูเฟอร์ ที่มีสีบรอนซ์เงินด้วยแล้ว ทำให้ภาพลักษณ์ของลำโพงมีความโดดเด่นในตัวโดยที่มิพักต้องมีแผงหน้ากากแต่อย่างใด

ที่แผงหลังของตู้ลำโพงแต่ละตัวนั้น เป็นแบบปิดทึบแต่เปิดเปลือยให้เห็นเนื้อวัสดุ ที่กึ่งกลางของขอบล่างตู้มีสายลำโพงออกมาจากในตู้ให้พร้อมสรรพ จำนวน 3 เส้น ด้วยกัน สำหรับนำไปเสียบต่อเข้าที่แผงหลังเครื่อง SA-MAX8000 ด้วยหัวเสียบที่เป็นแบบเฉพาะของแต่ละเต้าเสียบ เพราะฉะนั้นจึงตัดปัญหาการเสียบสายผิดช่องไปได้อย่างสิ้นเชิง

Model SB-MAX8000 มีมิติของโครงสร้างตู้ (กว้าง x สูง x ลึก) ขนาด 57.2 x 77.4 x 52.8 เซนติเมตร น้ำหนัก 37 กิโลกรัม/ตู้ โดยมีปุ่มรองฐานตั้งใต้ตู้ที่มุมทั้งสี่ของลำโพงซึ่งเป็นแบบมีความหยือดหยุ่นสูง กันการลื่นไถลได้เป็นอย่างดี มาให้ด้วย

ซึ่งเมื่อติดปุ่มรองฐานความสูงของตู้จะเพิ่มเป็น 78.2 เซนติเมตร

 

SC-MAX8000GS

Feel the Power

Air-quake Bass System

ก่อนจะแกะกล่องซิสเต็มนี้ออกมาลองเล่น ขอย้อนกลับไปวันที่ทั้งชุดมากองอยู่หน้าห้องอีกครั้งนะครับ หลังจากน้องนุ่งและบรรดาผู้ช่วยทั้งสามสี่คนกลับไปแล้ว สิ่งแรกที่ผมทำก็คือย้อนกลับไปหาข้อมูลของซิสเต็มนี้ ซึ่งสรุปว่าไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

นอกจากได้ทราบเกี่ยวกับคุณสมบัติ และสรรพคุณต่างๆ พอประมาณ ดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้น กับอีกสิ่งที่พอจะช่วยตัดสินใจการลองเล่นของผมได้เป็นอย่างดี ก็คือมันถูกออกแบบมาเพื่อความบันเทิงอันสุนทรีย์อย่างถึงที่สุด ทั้งด้วยการให้เสียงดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยพลังแบบสุดๆ ระดับที่บอกว่า Air-quake Bass นั่นแหละครับ กับความสามารถในการให้แสงสีออกมาเสมือนอยู่ในรมณียสถานอันน่าตื่นตา ที่เมื่อรวมความเป็นหนึ่งเดียวของแสง สี เสียง แล้วล่ะก้อ ระบบเสียงซิสเต็มนี้จะบันดาลให้บ้านเปรียบเสมือนสถานบันเทิงยามราตรีที่มีระดับอย่างแท้จริง

เสมือน Home Theatre System ชั้นเลิศที่สามารถจำลองโรงภาพยนตร์เข้ามาอยู่ในบ้านได้, ฉันใดก็ฉันนั้น – นั่นแหละครับ – –

จึงเมื่อประจักษ์แจ้งในคุณสมบัติเด่นด้านแสง สี เสียง อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งแรกที่ผมพอจะนึกได้ก็คือภายในห้องที่ซิสเต็มนี้ตั้งอยู่ข้างนอกประตูนั้น คงไม่สามารถรองรับประสิทธิภาพของซิสเต็มนี้ได้อย่างแน่นอน

แล้วพอจะมีที่ไหนบ้างเล่า – ที่สามารถ ‘เอา’ ซิสเต็มนี้ได้อยู่, ถามตัวเองอยู่ในใจครับ

คำตอบสุดท้ายคงต้องไปพึ่งลานเทอเรซที่บ้านสวนอีกครั้งเป็นแน่ เพราะเหลียวมองรอบๆ แล้ว ไม่ว่าจะที่อยู่ในระยะสายตา หรือบรรดามีซึ่งอยู่ในระยะที่สามารถจินตภาพขึ้นมาในจินตนาการได้ ไม่น่าจะมีห้อง หรือโถง ที่ไหนที่พอจะเอามาใช้เพื่อการนี้ได้เป็นแน่

เมื่อคำตอบตกผลึกดังว่า ก็เดือดร้อนน้องนุ่งอีกชุดพร้อมกระบะอีกคัน มาช่วยกันยกกันหามซิสเต็มนี้ไปยังลานเทอเรซที่ว่าในบัดดลที่ตกลงใจได้

และเมื่อทุกชิ้น คือ ทั้งเครื่องและลำโพงเดินออกมาจากกล่องเป็นที่เรียบร้อย ณ ลานเทอเรซบ้านสวน ซึ่งพื้นที่ใต้ชายคา เปิดโล่ง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานไปกับตัวบ้านที่ยาวประมาณ 14 เมตร กับหน้ากว้างของลานประมาณ 3.50 เมตร ที่ถัดออกไปเป็นบริเวณสนามซึ่งมีพื้นที่ประมาณสองร้อยตารางเมตร

การต่อเชื่อมซิสเต็มระหว่างเครื่องกับกับลำโพง หาใช่เรื่องยุ่งยากแต่อย่างใด ดังที่ได้บอกไว้ข้างต้น คือมีสายต่อออกมาจากหลังลำโพงให้เสร็จสรรพ ข้างละสามชุด ต่อเข้าหลังเครื่องให้ตรงขั้วกับหัวต่อที่กำหนดเอาไว้ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย จากนั้นก็ต่อสาย AC กดสวิตช์ให้เครื่องพร้อมทำงาน ที่แผงดิสเพลย์ของเครื่องก็แสดงการทักทายด้วยอักษรวิ่งคำว่า HELLO (เช่นกันกับเวลาที่กดปุ่มปิดเครื่อง จะมีคำว่า WAIT ปรากฏขึ้นมาสักครู่ แล้วก็มีคำว่า GOODBYE ตามมา จากนั้นไฟส่องสว่างต่างๆ ก็จะดับลง)

เมื่อเครื่องพร้อมทำงาน แสงสีก็เปล่งประกายออกมาอย่างกระจะกระจ่างตา โดยที่ปุ่มควบคุมการทำงานในฟังก์ชันคาราโอเกะที่อยู่ทางด้านซ้าย จะเรืองแสงขึ้นมาด้วยสีส้ม ขณะที่รอบๆ แผงคอนโทรลแผ่นกลมนั้น จะมีไฟเรืองแสงสีน้ำเงินประกอบกันขึ้นทั้งทางด้านซ้ายและขวาในลักษณะของ ( วงเล็บ) คือไม่เร็มรอบแผงเป็นวงกลม พร้อมๆ กับบริเวณรอบๆ ลูกบิดที่แผงหน้าปัดทั้งสองนั้น มีไฟเรืองแสงสลับสับเปลี่ยนสีวูบวาบอยู่ตลอดเวลา เป็นโทนแสงสีที่ออกไปในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดขึ้นบริเวณกรวย Super Woofer ตอนล่างของตู้ลำโพง ที่เมื่อสะท้อนเข้ากับแผงแผ่นเคลือบสีบรอนซ์เงินแล้ว เป็นพรายแสงสลับสับเปลี่ยนสีกันวูบวาบพรรณรายน่าตื่นตาดี

เห็นแสงสีที่แม้ยังไม่มีเสียงประกอบ ก็ยังชวนให้ตื่นตาได้เพียงนี้ หากมีเสียงดนตรีเข้ามาร่วม Jam ด้วย จะทั้งตื่นตาและตื่นใจแค่ไหน ผมจึงไม่รีนรอที่จะหยิบแผ่นแรกกับดนตรีเรกเกใส่เข้าไปยังถาดรับแผ่นของเครื่อง พร้อมกับกดปุ่ม Play ให้เครื่องทำงาน

แผ่นที่ว่า คือ I’ve Got the Music in Me จากเสียงร้องของ Thelma Houston กับวง Pressure Cooker อัลบั้มของ Sheffield Lab ครับ

และเมื่อเสียงร้อง เสียงดนตรี ดังขึ้น แสงสีที่สลับสับเปลี่ยนตามโปรแกรมที่เครื่องตั้งไว้ก็ให้กระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที คือแทนที่จะเปลี่ยนไปตามวงรอบที่กำหนด ก็จะเปลี่ยนเป็นสลับสับเปลี่ยนวูบวาบ วิบไหว เร็วช้าและกระแทกกระทั้นตามโทนเสียงเป็นสำคัญ ทำให้ได้อรรถรสของการฟังเพิ่มมากขึ้นด้วยให้ความตื่นตาทั้งจากพรายแสงสีที่พลิ้วไหว วูบวาบ กับตื่นใจจากสุ้มเสียงที่กระแทกกระทั้นแบบให้ความมันส์ในอารมณ์ได้เหลือหลาย

ระหว่างการทำงานร่วมกันของแสง สี เสียง ที่ให้อารมณ์ร่วมอันเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน ด้วยบรรยากาศขณะนั้นซึ่งเป็นเวลาโพล้เพล้ แล้วอีกไม่นานความมืดก็มาเยือน ขณะที่เพื่อนบ้านรายรอบเริ่มตามไฟ มีแสงสว่างรายรอบอยู่ห่าง รั้วบ้าน บริเวณที่ผมลองเล่นซิสเต็มนี้อยู่ยังคงมืดมิด หากกระจะกระจ่างตาด้วยแสงสีอันวูบวาบและวิบไหว ที่สลับสับเปลี่ยนด้วยแถบสีแบบริ้วรุ้ง หรือแสงสีอันเนื่องมาจากการหักเหของแสงผ่านแท่งปริซึม ซึ่งให้ออกมาอย่างพรรณายพรายตาอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากบริเวณรอบๆ ลูกบิดขนาดใหญ่ที่แผงหน้าปัดเครื่อง กับบริเวณกรวย Super Woofer ด้านหน้าลำโพงนั้น ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงภาพยนตร์สารคดี เกี่ยวกับเรื่องราวบรรยากาศที่บรรดาศิลปินร็อคในยุค 70s – 80s มักจะชมชอบ แล้วนำบรรยากาศดังว่ามาสร้างสรรค์งานศิลปะทั้งในแง่ของภาพเขียน และดนตรี ที่เรียกกันว่าศิลปะแบบ Cykedelic (ซึ่งน่าจะมาจากศัพท์ทางวิชาการ คือ Psychedelic อันออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนด้วยคำที่ให้ความรู้สึกใกล้ตัว และเป็นกันเอง มากกว่าการเขียนที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการ – ทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนครับ)

ศิลปะแบบ ‘ไซเคเดลิค’ มีอุปกรณ์สำคัญอยู่อย่าง ที่บรรดาศิลปินยุคนั้นมักจะใช้เป็นสิ่งสร้างแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงาน นั่นก็คือยาเม็ดที่เรียกกันว่า LSD (Lysergic Acid Diethylamide) ที่มีคุณสมบัติในการทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เสมือนท่องอยู่ในจินตการที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศของความสุขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่สุดท้ายแล้วมักจะลงเอยด้วยอาการประสาทหลอน ผลตามมาก็คือการเสียชีวิตในที่สุดจากอาการเคลิบเคลิ้มแล้วใช้ยาเกินขนาดนั่นเอง

หลังจมอยู่ในความมืด ทว่ามีบรรยากาศของแสง สี เสียง ที่ชวนให้ทั้งตื่นตาและตื่นใจจาก Panasonic SC-MAX8000GS ทั้งซิสเต็มช่วยกันรังสรรค์ขึ้นมานั้น มันกลับให้ความเพลิดเพลิน และทำให้ผมสามารถย้อนอดีตความบันเทิงไปได้ถึงยุคสมัยที่ดิโก้เธคเฟื่องฟูตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เป็นความบันเทิงที่ใครก็ตามหากรู้จักเสพอย่างพอดี ที่ยึดเพียงความสุนกสนาน และความสำราญใจ เป็นที่ตั้งแล้ว หลังงานเลี้ยงเลิกราก็สามารถหลับตานอนได้อย่างมีความสุขทุกคราวไป

และอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เมื่อนึกถึงน้องนุ่งหลายๆ คนในสำนักงานยุคแรกๆ ที่ส่วนใหญ่เพิ่งจะเรียนจบแล้วได้งานทำใหม่ๆ ที่ทุกๆ วันทำงานสุดท้ายของสัปดาห์ หลังเลิกงานแล้วมักจะนัดแนะกันไปขานชื่อที่ ‘The Palace’          กันเป็นประจำ

ที่ทุกๆ คนในวันนั้น วันนี้ต่างมีครอบครัวที่อบอุ่นกันถ้วนหน้า เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เคยเป็น ‘เด็กเที่ยว’ ที่รู้จักความพอดีในทุกๆ เรื่องที่พวกเขาและเธอ ‘กระทำ’ นั่นเอง

PANA 2 MAX

 

สรุป

ครับ, Panasonic SC-MAX8000GS ซิสเต็มนี้พาผมย้อนอดีตไปได้ไกลถึงปานนั้นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม, สิ่งที่พาย้อนไปยังห้วงเวลาที่ว่านั้น ก็คือบรรยากาศของแสง สี และเสียง ที่ทั้งซิสเต็มช่วยกันรังสรรค์ออกมาอย่างได้อรรถรสโดยแท้ และหากมองถึงความสามารถและประสิทธิภาพของซิสเต็มนี้ ณ ปัจจุบันแล้ว มันเปรียบได้กับชุดเพื่อความบันเทิงแห่งยุคสมัยภายในครอบครัวอย่างแท้จริง

ด้วยนอกจากจะสามารถรองรับการทำงานร่วมกับสื่อบันเทิงต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ทั้ง CD-Audio, CD-R/RW, MP3 ตลอดจนจากอุปกรณ์จัดเก็บแบบ USB แล้ว ในแง่ของการสร้างความบันเทิงกันเองในครอบครัว หรือกับเพื่อนพ้อง ในรูปแบบของคาราโอเกะแล้ว มันยังให้มิติความบันเทิงทางด้านนี้ได้อย่างหลากหลายแบบ Full Function อีกด้วย

อาทิ การตัดเสียงร้อง, การปรับแต่งเสียงก้องสะท้อน หรือ Echo Effect, การปรับแต่งจังหวะดนตรี, การเปลี่ยนระดับเสียงของดนตรีแบ็คกราวด์, การปรับคีย์เสียง ตลอดจนการผสมผสานเสียงกับอีควอไลเซอร์

โดยที่ทั้งหมดนั้นสามารถควบคุมแยกเป็นอิสระจากกันจากไมโครโฟนสองชุด ที่ช่วยให้ได้ความบันเทิงอย่างลงตัวกับผู้ใช้ไมค์แต่ละตัวได้อย่างถึงที่สุด

หรือจะให้เครื่องทำหน้าที่เป็น ‘ตู้เพลง’ ในแบบ Jukebox ก็ให้ใช้งานได้อย่างสะดวก รวมทั้งให้ใช้งานผ่านทางแอพพลิเคชัน MAX Juke ได้ด้วย

รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ไร้สายได้ทั้งผ่านทาง Bluetooth และอุปกรณ์ที่เป็นแบบ NFC

นอกจากจะสามารถบันทึกลง USB Device ยังมีหน่วยความจำภายในเครื่องให้ถึง 2 GB อีกด้วย

สำหรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นนั้น นอกจากมี Aux Input ให้ที่แผงหลังเครื่องถึงสามชุดแล้ว ที่ด้านหน้ายังมีอินพุทแบบ Mini-Jack ที่ให้เอาเครื่องเล่นพกพาจำพวก Media Player หรือสมาร์ทโฟน มาต่อใช้งานได้อย่างสะดวก

และสุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นก็คือความสามารถในการให้พลังเสียงออกมานั้น ยอมรับว่าสุ้มเสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ที่เครื่องผลิตออกมานั้น มัยนดับสะท้านฟ้า สะเทือนดิน อย่างที่บอกว่าเป็นระบบ Air-quake Bass จริงๆ เพราะให้ความรู้สึกได้ถึงระดับ ‘รับรู้สัมผัส’ ที่คลื่นเสียงออกมากระทบร่างกายให้รับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ใช่เพียงการได้ยินที่เป็นความรับรู้ในเชิงนามธรรมเท่านั้น

เหมาะสำหรับนำไปตั้งวางในห้องที่มีพื้นที่ของโถงโล่ง และค่อนข้างเปิดกว้าง (ดังที่ได้แสดงไว้ในภาพใหญ่) มิใคร่เหมาะนักหากคิดจะนำไปใช้งานในห้องปิด เพราะสุ้มเสียงตลอดจนคลื่นเสียงที่ถูกผลักดันออกมาจาก Super Woofer จะยังผลกระทบต่อความเปราะบางของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้อง อาทิ เครื่องแก้ว ตลอดจนตู้กระจก ที่อาจเสียหายได้

ครับ, มี Panasonic SC-MAX8000GS ชุดนี้ติดบ้านไว้ รับรองได้ว่ามิเพียงครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้ากันตลอดแล้ว หัวกะไดบ้านยังแทบจะไม่แห้งด้วยมีเพื่อนพ้องมาเยี่ยมเยือนร่วมความบันเทิงด้วยอย่างมิขาดสายนั่นเอง

นับเป็นซิสเต็มที่คือศูนย์รวมของความบันเทิง ที่ทุกคนสามารถรังสรรค์ความสุนทรีย์ขึ้นมา ด้วยอัตลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขอขอบคุณ : บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร: 02-729-9000 ที่เอื้อเฟื้อ Panasonic SC-MAX8000GS มาให้ทดลองฟังในครั้งนี้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++