Test: Motorheadphones

ปฏิณกะ

From Motorhead

to Motorheadphones

By Rockers for Rockers!!!

พิพัฒน์ คคะนาท

 เปิดตัวในเมืองไทย

กับชื่อ Motorhead นั้น แฟนดนตรีสาขา Rock ‘n Roll คงมักคุ้นกันเป็นอย่างดี เพราะก่อตั้งวงมาจวนจะสี่ทศวรรษอยู่รอมร่อแล้ว (เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ.1975) เป็นวงดนตรีร็อคที่มีชื่อเสียงอย่างมากทั้งในแถบอเมริกาเหนือ ตลอดจนทางฝั่งยุโรป จนทุกวันนี้พวกเขาประกาศตัวเป็นพลเมืองโลกที่มิใช่คนของประเทศใดประเทศหนึ่ง ด้วยความที่คุ้นอยู่กับการเดินทางไปแสดงดนตรีตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอยู่ตลอดเวลานั่นเอง แม้ว่าโดยพื้นเพแต่อ้อนแต่ออกนั้น คือ An English Rock Band ก็ตาม

ปัจจุบันพวกเขาพำนักอยู่ทั้งที่ฮอลลีย์วูด, แคลิฟอร์เนียร์ แคว้นเวลส์ในสหราชอาณาจักร ตลอดจนที่เมืองโกเต็นเบอร์ก (Gothenburg) ประเทศสวีเดน

Logo MHP-01

                วง Motorhead ประกอบไปด้วย Ian Fraser Kilmister ที่รู้จักกันบนเวทีในชื่อ Lamy ทำหน้าที่เป็นทั้งนักร้องนำ มือเบส และผู้ประพันธ์เพลง ซึ่งเป็นสมาชิกดั้งเดิมเพียงรายเดียวที่เหลืออยู่นับแต่ก่อตั้งวงมา สมาชิกรายอื่นๆ มีหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปแล้วเจ็ดราย ในวงทุกวันนี้นอกจาก Lemmy แล้ว ยังมี Phil ‘Wizzo’ Campbell มือลีดกีตาร์ ที่เข้ามาร่วมวงในปี ค.ศ.1983 และ Mikkey Dee มือกลอง ซึ่งเข้ามาเมื่อปี ค.ศ.1992 Motorhead นั้น ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษที่ 80s ได้รับการยกย่องให้เป็นวงที่อยู่ในกระแสของ New Wave of British Heavy Metal ที่ทำให้แนวเพลงเฮฟวีย์ มีทัล กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยมี Single มากมายที่ขึ้นไปติดอันดับบนชาร์ต UK Top 40 และมีหลายอัลบั้มที่สร้างชื่อให้กับวง อาทิ Overkill, Bomber, Ace of Spade และที่ทำให้มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะวงร็อคแถวหน้าของสหราชอาณาจักร ก็คืออัลบั้มชุด No Sleep ‘til Hammersmith ซึ่งเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่เมือง Leeds และ New Castle เมื่อปี ค.ศ.1981

แม้ว่าโดยภาพรวมของแนวเพลงและดนตรีที่เล่นอยู่ จะมีกลิ่นอายของ Punk Rock และถูกเรียกขานว่าเป็น Heavy Metal บ้าง Speed Metal บ้าง ตลอดจนบ้างก็ว่าเป็น Trash Metal แต่ Lemmy หาได้ชื่นชอบกับคำเรียกขานเหล่านั้นไม่ เขากลับพอใจที่จะบอกว่าดนตรีและแนวเพลงของเขานั้น คือ Rock ‘n Roll เป็นร็อค แอนด์ โรลล์ ที่คือความดั้งเดิมมาแต่ไหนแต่ไรไม่เคยเปลี่ยนแปลง เนื้อหาของเพลงนั้นส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่กับการพูดถึงสงคราม การต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว การใช้อำนาจในทางที่ผิด พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การใช้สารเสพติด ตลอดจนเรื่องราวในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม สัญญลักษณ์ของวงดูค่อนข้างดุดันสมกับแนวดนตรี คือ เป็นรูปใบหน้าคล้ายๆ หมูป่าที่เขี้ยวสองข้างเป็นเขาโค้ง ยาว สูงขึ้นไปเหนือใบหน้าที่คล้ายกะโหลก ซึ่งมีตะปูปลายแหลมตอกทะลุออกมาที่หน้าผาก กับคล้องเขี้ยวเอาไว้ด้วยโซ่ที่ห้อยลงมาใต้คาง เห็นแล้วออกลูกโหดไม่น้อยเลย

นับถึงทุกวันนี้ Motorhead ออกอัลบั้มมาแล้ว 30 ชุด โดยแบ่งออกเป็น Studio Albums จำนวน 20 ชุด และอัลบั้มรวมเพลงกับอัลบั้มบันทึกการแสดงสด (Compilation Albums & Live Albums) อีกอย่างละ 5 ชุด

Motorhead ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 26 ของ VH1’s 100 Greatest Artists of Hard Rock

ครับ, ทั้งหมดนั้นคือที่มาที่ไปของวง Motorhead ที่นำมาให้รู้จักกันพอเป็นสังเขป ซึ่งดูๆ ไปแล้ว นับว่าเป็นอีกวงที่เจ๋งเอาการ นี่, ว่าตามประสาคนไม่มักคุ้นทางนี้สักกี่มากน้อยนะครับ

Ulf Sandberg, Lemmy Kilmister, and Anders Nicklasson

 

จาก Motorhead

สู่ Motorheadphones

สาเหตุที่วง Motorhard ได้ทำเฮดโฟนขึ้นมานั้น หาได้มีอะไรซับซ้อนแต่อย่างใด โดยมีเหตุผลเพียงแค่สองข้อเท่านั้น ข้อแรกก็คือเนื่องเพราะทุกวันนี้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนจะอยู่กับเฮดโฟนอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะกับพวก Earphones นั้น ดูจะกลายเป็นอวัยวะสำคัญของผู้คนร่วมสมัยไปเรียบร้อยแล้ว

เหตุผลข้อต่อมาก็คือ ความจริงที่ว่าทั้งเฮดโฟน และเอียร์โฟน ที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น พวกเขามีความรู้สึกว่าไม่มีเลยที่จะออกแบบมาสำรับดนตรีร็อค แอนด์ โรลล์ แท้ๆ ที่เป็นหูฟังแบบ ‘REAL’ Rock ‘n Roll อย่างแท้จริง

ซึ่งที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น พวกเขาบอกว่าหาได้พูดถึงลอยๆ แต่อย่างใด หากแต่ได้มีการสำรวจทั้งจากผู้คน และนานาผลิตภัณฑ์เชิงนี้ มามากกว่ามาก จนพอจะสรุปได้ว่าหูฟังส่วนใหญ่ที่มีในท้องตลาดนั้น จะทำออกมาโดยการเพิ่มเบสเข้าไป ในขณะที่ลดเสียงในย่าน Mid-Tone ลง ทำให้หูฟังเหล่านั้นเหมาะกับการใช้ฟังดนตรีพวกฮิพ-ฮอพ, แร็พ และแดนซ์มากกว่า เพราะเมื่อนำมาฟังดนตรีร็อค และเฮฟวีย์ มีทัล แล้ว ไม่ได้มีความเหมาะสมแต่อย่างใด ด้วยเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากกีตาร์ เสียงกลอง เสียงคีย์บอร์ด แม้กระทั่งเสียงร้อง ต่างขาดความชัดเจนที่ควรจะเป็นอย่างสมจริง อีกทั้งเมื่อได้ทำการสำรวจรสนิยมการฟังดนตรีของผู้คนกว่า 70 ล้านคน ใน 13 ประเทศ ก็พบว่าส่วนใหญ่แล้วชอบฟังร็อค แอนด์ โรลล์ และเฮฟวีย์ มีทัล มากกว่าดนตรีจำพวกฮิพ-ฮอพ, แร็พ และแดนซ์ ด้วยจำนวนตัวเลขความชอบที่แตกต่างกันอย่างมีนัยพอควรทีเดียว

พวกเขาจึงต้องการออกแบบหูฟังเพื่ออนตรีร็อค แอนด์ โรลล์ โดยเฉพาะ เพื่อให้ขาร็อคทั้งหลายได้สัมผัสกับสุนทรียรสของดนตรีที่ชื่นชอบได้แบบ 24-7 หรือ Twenty-Four/Seven อย่างที่ฝรั่งชอบพูดๆ กัน ในความหมายตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสัปดาห์ คือเข้าถึงดนตรีที่ชอบจริงๆ ได้ตลอดเวลาว่างั้นเถอะ

Motorheadphones ก็เลยได้ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเหตุง่ายๆ ที่ว่านี้เอง

แต่ในความง่ายของเหตุผลนั้น มันเป็นเรื่องที่ออกจะต้องละเอียด ประณีต และต้องพิถีพิถันมากในการออกแบบ รวมไปถึงการคัดสรรวัสดุเพื่อการนี้ ที่มิเพียงให้ได้มาซึ่งหูฟังที่สามารถตอบสนองกับแนวดนตรีร็อค แอนด์ โรลล์ ได้อย่างลงตัวเท่านั้น หากยังต้องเป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่สบาย อยู่ด้วยกันได้นาน ไม่ว่าจะเป็นแบบครอบศีรษะ หรือสอดเข้าช่องหูก็ตาม โดยสามารถปรับเข้ากับศีรษะทุกขนาดและรูปทรงได้อย่างพอดี ในขณะที่แบบสอดเข้าช่องหูก็จะมีจุกยางขนาดต่างๆ ให้สามารถเลือกสอดเข้ากับช่องหูได้อย่างเหมาะสมที่สุด คือ ไม่คับแน่นจนเกิดความรู้สึกอึดอัด และไม่หลวมจนเสียงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาทำลายอรรถรสของเสียงดนตรีได้

ซึ่งบรรทัดสุดท้ายของคำตอบข้างต้นก็คือ Motorheadphones ที่ประกอบไปด้วย Headphones แบบครอบศีรษะ 3 รุ่น และ Earphones แบบสอดเข้าช่องหู 2 รุ่น

เป็น Motorheadphones ทั้ง 5 รุ่น ที่ทั้ง Lemmy, Mikkey และ Phil ต่างออกปากเป็นเสียงเดียวกัน ว่าทุกรุ่นสามารถให้ความเป็นดนตรีร็อคออกมาได้อย่างสุดยอดเหนือกว่าอื่นใด ให้ออกมาได้แบบสุดๆ ชนิดที่ Deliver Everything Louder than Everything Else, แต่ก็เป็นความดังอย่างสุนทรีย์ที่ชัดเจนแบบ ‘TRUE’ Rock อันครบถ้วนตลอดย่านความถี่ทางไฟฟ้าที่แปรมาเป็นคลื่นเสียงของทุกๆ ตัวโน้ตได้อย่างสมบูรณ์

แต่, ถ้าใครรู้สึกว่าที่ได้ยินนั้นมันดังเกินไปแล้วล่ะก้อ พวกเขาก็ขอบอกว่าใครคนนั้นแก่เกินไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า

Motorheadphones ทั้งหมดประกอบไปด้วยเฮดโฟน Model Motorizer, Model Iron Fist, Model Bomber ทางด้านเอียร์โฟนนั้นมี Model Overkill, Model Trigger โดยชื่อที่นำมาตั้งเป็นชื่อรุ่นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นชื่ออัลบั้มที่สร้างชื่อให้แก่วงมาแล้วทั้งสิ้น

Motorheadphones ได้เปิดตัวออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ในช่วงเดือนพฤศจิกา’ ธันวา’ โดยเริ่มที่ Paris ตามมาด้วย Berlin, Hannover, Munich และต่อเนื่องมาถึงต้นปีที่ Las Vegas ในบ้านเราเพิ่งเปิดตัวไปอย่างคึกคักเมื่อปลายเดือนกุมภา’ ที่ Hip Hotel แห่งหนึ่งละแวกสุขุมวิท ซึ่งบรรยากาศในงานนั้นมันส์ประสา Rocker Meeting ที่มีทั้งเมรัยและดนตรีควบคู่กันไปอย่างกลมกลืน โดยที่มิพักต้องมีสุราเข้ามาเสริมแต่งแต่อย่างใด

เพราะแค่เมรัยแดงเพียงอย่างเดียว, ก็เอาอยู่แล้ว

8163bhj8u8L._SL1500_

Motorheadphones

Overkill Earphones

จากห้ารุ่นที่กล่าวถึงข้างต้น ผมเลือกหยิบเอารุ่นที่เป็นเอียร์โฟนมาพูดถึงในเชิงลองเล่น และบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง เนื่องเพราะเป็นประเภทที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของ ‘คนเมือง’ ในความหมาย Urban Life ไปเสียแล้ว

โดยรุ่นที่หยิบมาคือ Model Overkill ที่มีปุ่มรับสายเรียกเข้ากับไมโครโฟนในตัวพร้อมสรรพ สำหรับการใช้งานร่วมกับอัลบั้มดนตรีที่เก็บไว้ในสมาร์ทโฟน

Packaging ออกแบบมาเรียบร้อย ดูดีเอาการ เมื่อเปิดฝาบนที่ปิดเอาไว้ด้วยแถบ Velcro หรือที่เรียกกันแบบภาษาบ้านๆ ว่า ‘ตีนตุ๊กแก’ ที่ด้านข้างออกมา ด้านในของฝาปิดจะบอกรายละเอียด พร้อมเรื่องราวความเป็นมาของ Motorheadphones พอให้ทราบกันเป็นสังเขป ส่วนด้านที่เป็นกล่องหลักนั้น ด้านขวาได้เว้าเป็นช่องหน้าต่างเปิดให้เห็นอุปกรณ์ภายในผ่านพลาสติกใส ด้านซ้ายเป็นรูปสมาชิกวงที่ตัดภาพมาจากการแสดงบนเวที ส่วนด้านหลังกล่องเป็นรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ โดยมีรายละเอียดทางด้านเทคนิค พร้อม Specifications บอกเอาไว้ที่ด้านข้างกล่องทั้งสองด้าน

เมื่อดึงถาดบรรจุผลิตภัณฑ์ออกมา ภายในประกอบไปด้วยชุดเอียร์โฟนที่ปลายสายสำหรับเสียบต่อเป็นแบบหักมุม 90 องศา ไม่ได้เป็นหัวเสียบตรงเหมือนทั่วๆ ไป ซึ่งผู้ออกแบบให้เหตุผลว่าสามารถเสียบเข้ากับสมาร์ทโฟน (หรือที่จริงก็คือ iPhone) ได้สะดวกกว่าเอียร์โฟนของค่ายอื่นๆ เพราะใช้พื้นที่ในการเสียบต่อน้อยกว่า และที่สำคัญคือหักยากกว่า นอกจากชุดเอียร์โฟนแล้ว ภายในถาดบรรจุยังมีสายเสียบที่เป็นอะแด็ปเตอร์ต่อพ่วงในกรณีใช้โทรศัพท์ระบบปฏิบัตการ Android โดยมีจุกยางสำหรับใช้เสียบเข้าช่องหู 3 ขนาด ให้มาแบบ S, M และ L สุดท้ายก็เป็นถุงผ้าขนาดเล็กสำหรับใส่อุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อการพกพา เป็นถุงผ้าพิมพ์ตราสัญญลักษณ์ของวงขนาด 8.0 x 10.0 เซนติเมตร กะทัดรัดมาก ใช้วิธีรูดปิดด้วยเชือก พร้อมมีแผ่นพับเล็กๆ อธิบายการใช้งาน ดังนี้

กรณีใช้งานควบคุมสื่อบันเทิง กดปุ่มที่ชุดควบคุมหนึ่งครั้ง เพื่อการ Play หรือ Pause, ในกรณีต้องการข้ามแทร็คให้กดปุ่มควบคุมสองครั้งติดๆ กัน หรือต้องการเล่นแทร็คย้อนกลับก็ให้กดปุ่มควบคุมสามครั้งติดๆ กัน

ในกรณีใช้ควบคุมโทรศัพท์ เมื่อมีสายเรียกเข้าให้กดปุ่มควบคุมหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการรับสาย และกดอีกหนึ่งครั้งเพื่อวางสายหลังจบการสนทนา

โดยระบุว่าฟังก์ชั่นการใช้งานข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนไปบ้างขึ้นอยู่กับชนิด หรือรุ่น ของสมาร์ทโฟน

ผลิตภัณฑ์รับประกันการใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 2 ปี

ในส่วนของ Specifications นั้น ระบุว่าใช้ไดรเวอร์หรือตัวขับเสียงขนาด 9 มิลลิเมตร มีค่าความไว (Sensitivity) 96 dB/SPL (1W/m@1 kHz) ให้การทำงานตอบสนองความถี่ 20 – 20,000 Hz อิมพีแดนซ์ 16-Ohm@1 kHz ความยาวสาย 1 เมตร หัวเสียบสเตรีโอ มินิแจ็ค มาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร แบบ Gold-Plated น้ำหนักรวม 16 กรัม โครงสร้างของเอียร์โฟน ชุดควบคุม และตัวรูดปรับระดับ ขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียม ขัดมัน แข็งแรงทนทาน ตัวสายถักทอด้วยวัสดุพิเศษ มีขนาดเส้นเล็กมาก มีความทนทานสูง ขณะเดียวกันก็เป็นสายแบบ Tangle Free ที่ปลอดการพันตัวกันเองอย่างสิ้นเชิง ทำให้สะดวกในการหยิบออกมาใช้งานแม้จะขยุ้มรวมเก็บใส่เข้าถุงเก็บก็ตาม

ครับ, ทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวกับ Model Overkill ก็มีดังที่แจ้งให้ทราบข้างต้น

 

81KyUzpXtXL._SL1500_

Overkill Earphones

จิ๋ว, แต่ (เจ็บ) มันส์

แม้ว่าโดยปกติแล้วจะมิใช่ขาร็อคหรือสาวกเฮฟวีย์ มีทัล แต่ก็หาได้ปฏิเสธแนวดนตรีประเภทนี้แต่อย่างใด หลายๆ อัลบั้ม จากหลายๆ วงดนตรีแนวนี้ เคยถูกนำมาพูดถึงในเชิงชื่นชมนับแต่ทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเสียง และดนตรี มากว่าสามสิบปีแล้ว และมีไม่น้อยอัลบั้มออกจะชื่นชอบมากกว่ามากด้วยซ้ำไป เพราะมีพื้นฐานที่พัฒนามาจากพวก Psychedelic Rock กับ Blues Rocks ที่ไล่ตามฟังมาตั้งแต่อยู่ในยุค ‘แสวงหา’ อันเป็นช่วงวัยที่เพิ่งสลัดกางเกงขาสั้นใส่ขายาวไปเรียนหนังสือโน่น

จึงหากจะว่าไปแล้วแรกที่ฟังดนตรีนั้นวนเวียนอยู่กับดนตรีร็อคที่เสียงออกมาหนักๆ แน่นๆ แบบที่มีช่วงไดนามิคเรนจ์ แคบๆ คือ หนักกับหนักกว่า หรือดังกับดังกว่าเท่านั้นเอง นั้นเองที่ช่วงนั้นจะฟังเอามันส์ทั้งจาก Led Zeppelin, Black Sabbath, Deep Purple ตลอดจน Pink Floyd ที่ถึงขั้นยอมเป็นสาวก – แม้จนวันนี้ก็เหอะน่า, โดยเฉพาะชุด The Wall ถือเป็นหนึ่งในดวงใจระดับอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลได้เลย เพราะไม่ว่าจะหยิบมาฟัง หรือทั้งฟังทั้งดู จะกี่ครั้งกี่หนก็ให้รู้สึกตื่นหูตื่นตาทุกครั้งไป

และพอพูดถึงอัลบั้มแล้ว มีอีกอัลบั้มหนึ่งในช่วงนั้น (ยุคที่ยังมีแต่แผ่นเสียง) ที่ถูกหยิบมาเปิดฟังบ่อยครั้ง คือ Cheap Trick at Budokan อัลบั้มบันทึกการแสดงสดของวง Cheap Trick ที่บูโดกัน สเตเดียม ซึ่งให้รู้สึกว่ามันส์แบบเอาการเอางานชนิดที่อดไม่ได้ต้องเขย่าตัวตามทุกครั้งที่ฟังซีน่า

กระทั่งทำหนังสือนานวันเข้านั่นแหละครับ จึงได้ฟังหลากหลายมากยิ่งขึ้น กระทั่งเพริดเตลิดไปกับแจ๊สและคลาสสิก จึงค่อยๆ ซาการฟังร็อค ฟังพ็อพ ลงไปบ้าง อีกอย่าง, ว่าก็ว่าเถอะนะ มันเปลี่ยนไปตามวัยที่เพิ่มมากขึ้นด้วยนั่นแหละครับ

แต่ก็หาใช่เลิกราแบบห่างหายกันไปเสียทีเดียว เนื่องเพราะพอได้ Overkill มา ก็ไม่ต้องไปควานหาแผ่นอะไรที่ไหน เนื่องเพราะมีชุด Deep Purple Live at Montreux 1996 อยู่ใกล้ๆ มือ ก็เลยจัดการแปลงเป็นไฟล์ FLAC ผ่านโพรแกรม Format Factory v2.50 ที่ให้คุณภาพเสียงออกมาครือๆ กับต้นฉบับ จากนั้นก็โหลดเข้าเก็บไว้ใน iPhone แล้วเรียกออกมาฟังผ่านทาง Overkill ที่แรกๆ ฟัง ยังมีสากเสี้ยนให้รับรู้ได้อยู่พอประมาณ เนื่องเพราะเป็นชุดที่ได้มาแบบใหม่เอี่ยม แกะกล่อง ต้องเสียบเข้าเครื่องแล้วเปิดทิ้งอยู่นานนับสัปดาห์ทีเดียว เสียงจึงฟังดูพอจะเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว คราวนี้เวลาออกไปไหนมาไหนก็เลยพกติดตัวไปด้วยเลย เอาไว้ใช้ฟังเล่นและลองใช้งานเวลาอยู่ในรถ ซึ่งพกสะดวกมาก ขยุ้มใส่ซองหรือถุงผ้าที่ให้มาแล้วใส่เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ แทบไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรอยู่ในนั้น

Overkill บ่งบอกความเป็นร็อคออกมาได้เต็มตัวกับอัลบั้มแสดงสดของ Deep Purple ชุดนี้อย่างน่าฟังมาก เริ่มกันตั้งแต่เสียงร้องของ Ian Gillan ออกมาเรียกน้ำย่อยของความคึกคักให้ค่อยๆ ตื่นตัวขึ้นมาตั้งแต่แทร็คแรก Fireball ตามมาด้วยแทร็ค Ted the Mechanic และต่อด้วย Pictures of Home แล้วความคุ้นแบบสุดๆ ของผมกับ Deep Purple ก็เริ่มหลอมรวมกันแบบมันส์ในอารมณ์ตั้งแต่แทร็ค Black Night เป็นต้นไป อารมณ์ประมาณเพิ่งผ่านช่วงขาสั้น คอซอง ตะลอนฟังดนตรีอยู่ใน Olympic Skate ซอยโรงหนังเมโทร (หรือพาราเมาท์?) กับเวลามี Tea Dance ที่ Cat Eyes ใต้ถุนเพลินจิต อาร์เขด ซึ่งมักจะจัดกันช่วงสายๆ ไปยันบ่ายของวันเสาร์ อาทิตย์ โดยมีวงดนตรีผลัดเปลี่ยนกันมาเล่นเพลงมันส์ๆ หนักๆ แน่นๆ นั่นแหละครับ, อารมณ์ประมาณนั้นกลับมาแล้ว

แล้วพออารมณ์นั้นมาก็สนุกซีครับ ยิ่งกับแทร็ค Woman from Tokyo ยิ่งชวนให้เตลิดไปกันใหญ่กับความมันส์ของการเบิ้ลจังหวะดนตรีใส่กัน เสียงลีดกีตาร์ จากฝีไม้ลายมือของ Steve Morse ดวลกับเบส กีตาร์ ในมือของ Roger Glover ให้ออกมาได้อย่างออกรส ในขณะที่เสียงกลองจากการให้จังหวะของ Ian Paice ทำหน้าที่เหมือนคอยเชียร์อยู่ในที โดยมีคีย์บอร์ดจากการพรมนิ้วของ Jon Lord คอยประคองตัวโน้ตทั้งหลายแหล่เหล่านั้นเอาไว้ มีเสียงร้องของกิลแลนขึ้นนำดนตรีทั้งหมดในบางคราว และบางครั้งก็กลับไปอยู่ในความโอบอุ้มของเสียงดนตรีทั้งมวล สลับกันไปมา ช้าบ้าง ผ่อนจังหวะบ้าง แล้วกลับมากระแทกกระทั้นใส่กันอย่างมันส์ในอารมณ์ก่อนจบแทร็คไป พร้อมกับเสียงเป่าปากร้องอย่างถูกอกถูกใจแฟนานุแฟนที่อยู่เบื้องหน้าสเทจ

จากนั้นไปไม่ว่าจะเป็นแทร็ค No One Came, When a Blind Man Cries, Hey Cisco ต่างสามารถเรียกอารมณ์ร่วมออกมาได้แบบสุดๆ กระทั่งมาถึง Speed King ที่พอเริ่มต้นแต่ละชิ้นเครื่องดนตรี รวมทั้งเสียงร้องอันเปรียบได้กับเครื่องดนตรีพิเศษอีกชิ้น ต่างก็ดวลใส่กันอย่างออกรส โดยเฉพาะช่วงกลางๆ ที่ลีดกีตาร์ ดวลกันแบบตัวๆ กับคีย์บอร์ดนั้น มันส์เหลือหลายจริงๆ เหมือนกับจะเรียกน้ำย่อยให้กับแทร็คสุดท้าย ที่เปรียบได้กับไคลแม็กซ์ซึ่งใครต่างก็รอคอย นั่นคือ Smoke on the Water

แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ กว่าแปดนาทีที่ศิลปินทั้งห้าระเบิดความมันส์ออกมานั้น Overkill ถ่ายทอดอรรถรสของความสุนทรีย์ที่เคยคุ้นออกมาได้อย่างหมดจด ทุกเส้นเสียงของแต่ละตัวโน้ตถูกถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ได้ด้วยความคุ้นเคยเหลือหลาย รวมถึงให้ความสนุกสนาน เร้าใจ ตลอดจนก่อให้เกิดอารมณ์ร่วมเสมือนอยู่ในการแสดงหนนั้นด้วยในที

แต่, งานนี้มีแต่……ครับ

 

แล้วมาเติมเต็มกับ….

Motorizer Headphones

ที่ทิ้งท้ายเอาไว้ข้างต้นว่างานมี ‘แต่’ นั้น ผมให้รู้สึกว่าจบแทร็ค Smoke on the Water ที่เป็นจบแผ่นแล้ว (แม้จะมี Bonus Tracks อีก 2 เพลงก็เถอะน่า) ผมกลับยังไม่จบครับ

คือพอฟัง Smoke on the Water แล้ว ไม่ได้ฟัง Highway Star ด้วยนี่ อารมณ์เหมือนมันไปไม่สุดครับ

สุดท้ายก็ต้องกลับไปหาแผ่นดีวีดีบันทึกการแสดงสดชุดนี้มาดู เพราะช่วงท้ายนั้นจะมี Bonus Tracks แถมมาให้อีก 5 เพลง ซึ่งตัดมาจากการบันทึกการแสดงสดในสถานที่เดียวกัน แต่ต่างปี คือเป็น Live at Montreux 2000 ครับ ที่ปีนั้นไคลแม็กซ์ของวงก็คือปิดด้วยเพลง Highway Star นั่นเอง

แต่คราวนี้ดูดีวีดีผ่านชุด Home Theater ที่ระบบเสียงเป็นแบบ DTS Digital Surround 5.1 กับ Dolby Surround 5.1 นั้นอรรถรสมันคงเปลี่ยนไปจากที่ฟังผ่าน Overkill ที่เป็นการฟังแบบสเตรีโอ แต่สุดท้ายแล้วอารมณ์ค้างที่ว่า ก็ค้างอยู่ไม่นานวันครับ เพราะไม่กี่วันหลังจากลอง Overkill เสร็จ ทางออฟฟิศ Motorheadphones ก็ส่งรุ่นที่เป็น Flagship มาให้ลอง คือ Model Motorizer ครับ

Motorizer นั้น เป็นหูฟังแบบครอบศีรษะ นอกจากใช้งานตามปกติแล้ว ยังออกแบบมาให้นำไปใช้งานเป็นมอนิเตอร์สำหรับ DJ ได้อยู่ในที โดยสามารถพับหูเพื่อใช้งานข้างเดียวได้อย่างสะดวก จึงนอกจากใช้งานเพื่อฟังเพลงแบบทั่วๆ ไปแล้ว ยังให้ใช้งานที่ได้คุณภาพระดับสติวดิโอเต็มรูปแบบด้วย ส่วนครอบศีรษะนั้นสามารถปรับความกระชับได้อย่างสะดวก โดยที่ครอบหูด้านหนึ่ง (ซึ่งไม่ได้กำหนดซ้าย/ขวา) มีหัวเสียบมินิ แจ็ค ติดอยู่เพื่อให้นำสายที่จะต่อไปยังอุปกรณ์ต้นทางเสียงมาเสียบเข้า และมี Cable Clip ให้เพื่อให้การเสียบต่อกับสายเคเบิ้ลมีความกระชับ แน่น ไม่หลุดออกจากกันง่ายๆ แม้ในยามดึงหรือรั้งสายแบบไม่รู้ตัว

โดยสายที่ให้มามีสองขนาด คือ ความยาว 1 เมตร กับความยาว 2.5 เมตร โดยที่ขนาดความยาวสาย 1 เมตร นั้น มีอุปกรณ์ควบคุมการทำงานที่เรียกว่า Controlizer เป็นแท่งที่ติดตั้งอยู่ตามความยาวสาย อุปกรณ์ชิ้นนี้เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลในตัวประกอบด้วยปุ่ม 3 ปุ่ม เพื่อควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ รวมทั้งได้ผนวกไมค์ในตัว อาทิ ควบคุมระดับความดังเสียง ควบคุมการเล่นเพลง รวมทั้งฟังก์ชั่นควบคุมการใช้งานโทรศัพท์ และรองรับการใช้งานแบบ Voice Control กับอุปกรณ์เชื่อมต่อที่รองรับระบบควบคุมการทำงานด้วยเสียง ตลอดจนสามารถใช้ควบคุมการทำงานของกล้องบันทึกภาพและวิดีโอได้ด้วย

Motorizer ระบุคุณสมบัติในส่วนของ Specification เอาไว้ว่าเป็นหูฟังแบบไดนามิก Closed-Back ใช้ไดรเวอร์ขนาด 40 มลลิเมตร แม่เหล็กแบบ Neodymium มีค่าความไว (Sensitivity) 102 dB/SPL (1W/m@1kHz) ให้การทำงานตอบสนองความถี่ 20 – 20,000 Hz อิมพีแดนซ์ 68-Ohm@1 kHz น้ำหนัก 238 กรัม สายเคเบิ้ลถักทอเป็นพิเศษแบบเดียวกับ Overkill แต่มีขนาดใหญ่กว่า ขั้วต่อที่ปลายสายเป็นแบบหักมุม 90 องศา เช่นเดียวกัน โดยในกล่องมี Adaptor Jack ของหูฟังขนาดมาตรฐาน (6.3 มิลลิเมตร) ให้มาด้วยเพื่อการเสียบเข้าที่แอมป์หรือเอวี แอมป์

ครับ, และผมก็ใช้อะแด็ปเตอร์ แจ็ค นี่แหละครับเสียบเข้ากับปลายสายขนาดความยาว 2.5 เมตร เพื่อเสียบต่อกับเอวี แอมป์ ขณะชมและฟังอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ว่า โดยเลือกดูเฉพาะ Bonus Track ที่มีให้มา 5 เพลง คือ Sixty-Nine, Perfect Stanger, When a Blind Man Cries, Lazy และปิดท้ายที่เป็นการเติมเต็มให้ผม คือ Highway Star โดยผมเลือกฟังในระบบ PCM Stereo เพื่อให้ได้อารมณ์เดียวกับที่ฟังแผ่นข้างต้น

หากย้อนกลับไปช่วงเพิ่งสลัดกางเกงขาสั้นทิ้ง ฟังเพลงสุดท้ายจบแล้ว ผมก็คงต้องตะโกน ‘สวดยวด’ เหมือนวัยรุ่นร้านเกมส์สมัยนี้ เพราะมันคือความ ‘สุดยอด’ ของความเป็น Deep Purple ที่เหนือคำบรรยายอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ Motorizer สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความสุนทรีย์อย่างมีส่วนร่วมด้วยในบรรยากาศ Live นั้น ออกมาได้อย่างสมจริง และน่าฟังเอามากๆ

แม้ว่าชื่อ ชั้น จะบ่งบอกความเป็นผลิตภัณฑ์น้องใหม่ในวงการ แต่คุณภาพที่สัมผัสได้ทั้งจาก Overkill และ Motorizer นั้น ต้องบอกว่า Motorhaedphones รังสรรค์ออกมาได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

3wqiAYcKaIQAFqiL

สรุป

ก็อย่างที่บอกเอาไว้ในย่อหน้าก่อนนั่นแหละครับ ทั้งเอียร์โฟนและเฮดโฟนที่ผมได้ลองเล่น ลองใช้งาน ทั้งสองรุ่นรังสรรค์งานดนตรีออกมาได้เป็นอย่างดี และไม่เฉพาะกับร็อคเท่านั้น หากที่ได้ลองนำไปเล่นกับอัลบั้มต่างๆ ที่มีไว้เพื่อการ ‘ทำงาน’ ชุดหูฟังทั้งสองรุ่นก็ให้การทำงานกับดนตรีในรูปแบบต่างๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกับแจ๊ส กับคลาสสิก หรือแม้แต่กับพวก Easy Listening ที่เปิด ฟังเบาๆ ขณะทำงานไปด้วยก็ตาม

มีข้อสังเกตสำหรับ Overkill ที่เป็นแบบสอดเข้าหูบางประการ กล่าวคือมีอยู่วันผมใช้ฟังเพลงขณะขับรถ ซึ่งเป็นช่วงที่รถติดและจอดนิ่งอยู่นานมาก ผมก็เลยก้มลงเลือกอัลบั้มเพลงที่เก็บเอาไว้ในสมาร์ทโฟนเล่น ขณะที่กำลังเลือกไป เปิดฟังไป อย่างเพลิดเพลิน ที่หัวไหล่ด้านซ้ายก็ถูกทุบมาจากทางด้านหลังจนสะดุ้ง รีบดึงเอียร์โฟนออกพร้อมกับจะหันไปถาม ก็ได้ยินเสียงแหวเข้ามาให้ได้ยินก่อน ว่า, อะไรตะโกนบอกตั้งสองทีแล้วว่ารถข้างหน้าไปแล้ว ยังไม่ได้ยินอีก – –

นั้น, แสดงให้รู้ว่าขนาดจุกหูฟังที่ผมเลือกใช้นั้นกระชับเข้าช่องหูได้แนบสนิทดี ดีจนเสียงข้างนอกไม่สามารถเข้ามารบกวนได้ แต่ที่น่าเป็นกังวลก็คือหากเป็นการใช้งานในแบบเดินถนน มันก็ออกจะเป็นอันตรายอยู่ในที เพราะเป็นการตัดเสียงรายรอบออกไปจนไม่สามารถรับรู้การได้ยิน หรือเสียงที่มาจากทางด้านหลังได้ ซึ่งบางครั้งเสียงที่ว่านั้นอาจนำมาซึ่งอันตรายดังที่เคยมีข่าวอยู่เนืองๆ เพราะฉะนั้นจะใช้งานอุปกรณ์พวกนี้ในที่สาธารณะ ก็ต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนะครับ

ส่วน Motorizer นั้น ส่วนครอบหูมีความกระชับและตัดเสียงรายรอบได้อยู่ในเกณฑ์ดีเช่นกัน ฝาครอบแนบเข้ากับใบหูมีความนุ่มนวลและสวมใส่สบายดี รวมทั้งไม่รู้สึกถึงแรงกดจากสายคาดศีรษะแต่อย่างใด นับเป็นการออกแบบที่เข้ากับสรีระในส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้งานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งรุ่นนี้ยังปลอดจากข้อสังเกตที่บอกเอาไว้กับ Overkill อีกด้วย และไม่เพียงเท่านั้น, ฟังเพลงอย่างฟัง Deep Purple นี่ มันมันส์จนเผลอเร่งโวลลุ่มขึ้นไปอีกแบบไม่รู้ตัวเอาจริงๆ

เพราะยิ่งเสียงดนตรีดังมากขึ้น ความมันส์มันก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวไงครับ

พูดถึงระดับความดังเสียงแล้ว ในคู่มือการใช้งานของ Motorizer ออกจะน่ารักไม่น้อย เพราะก่อนจะถึงหน้าคำแนะนำการใช้งาน ก็มีหน้า ‘คำเตือน’ ระดับความดังเสียงที่เป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินให้รู้ตัวเอาไว้ก่อน ว่าที่ความดังระดับใดควรฟังติดต่อกันนานไม่เกินเวลากี่มากน้อย ตั้งแต่ระดับที่ฟังได้ติดต่อกันนานถึง 8 ชั่วโมง ไล่ไปจนถึงอย่าได้ฟังนานเกิน 30 วินาที นั่นเทียว

เป็นค่าตามมาตรฐานของ CDC: Centers for Disease and Prevention และ NIOSH: The National Institute for Occupational Safety and Health นะครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

Overkill ราคา 1,980.-บาท / Motorizer ราคา 4,260.-บาท

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ขอขอบคุณ Krusell (Thailand) Co., Ltd Tel.02-2600222 ที่เอื้อเฟื้อหูฟังมาให้ทดสอบในครั้งนี้