Test: InFocus IN8601

Test: InFocus IN8601

Home Theatre Projector

พิพัฒน์ คคะนาท

 InFocus-SP8601-Hero

กับระบบภาพและเสียงแบบ Home Theatre ที่เสมือนการจำลองโรงภาพยนตร์เข้ามาไว้ในบ้านได้อย่างใกล้เคียงนั้น สิ่งแรกที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกอันละม้ายคล้ายได้ก็คือจอภาพ ซึ่งต้องเป็นจอภาพที่มีขนาดใหญ่เสมอห้องที่ใช้เพื่อการนั้น อันเป็นความรู้สึกแรกที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ว่าคล้ายอยู่ในโรงภาพยนตร์จริงๆ เพราะจอภาพกับในโถงของโรงหนังนั้น มันมีสัดส่วนที่คล้ายรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อกันและกันโดยเฉพาะ

แต่เมื่อหันไปมองจอภาพที่มีในท้องตลาดซึ่งเป็นพวกจอแบน แผ่นบาง (ไม่ว่าจะเป็น LCD, LED หรือ Plasma Panel) ส่วนใหญ่ก็จะมีขนาดเล็กกว่าห้องแบบกว่าครึ่ง กว่าค่อน ทั้งสิ้น และแม้ว่าเวลานี้บรรดาแผงจอภาพดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่ขึ้นถึงระดับห้าหกสิบนิ้วให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนำมาใช้เพื่อการนี้ มันก็ยังห่างความหมายของการจำลองโรงหนัง – ตามภาษาชาวบ้าน, เข้ามาไว้ในบ้านอยู่ดี

ด้วยมันยังให้ความรู้สึกและบรรยากาศแบบดูทีวีจอใหญ่อยู่เหมือนเดิมนั่นเอง

เพราะฉะนั้นการจะรังสรรค์ห้องๆ หนึ่งภายในบ้าน ให้เปรียบได้กับโรงภาพยนตร์ขนาดย่อมจริงๆ แล้ว สิ่งแรกที่ต้องมีภายในห้องนั้นก็คือ ‘จอหนัง’ นั่นเอง เป็นจอที่มีขนาดสัดส่วนอันพอเหมาะกับห้อง และที่สำคัญคือสามารถตั้งวางเก้าอี้ หรือโซฟานั่งชม ในระยะห่างอันเหมาะสมแก่การทอดสายตาดูได้อย่างสบายตา ให้การนั่งชมภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่กินเวลานานประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง (โดยประมาณ แบบไม่มีโฆษณาก่อนเข้าเรื่อง) ได้อย่างไม่อ่อนล้าสายตาแต่อย่างใด

และแน่นอนว่า เมื่อมีจอภาพในความหมายของ Screen แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างเป็นสำคัญก็คือเครื่องฉายภาพ หรือ Projector ที่ต้องทำงานควบคู่กับจอภาพที่เป็นแบบ Projection-Screen นั่นเอง โดยทั้งคู่จะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างตัว โดยเฉพาะจอภาพที่จะต้องเป็นแบบคุณภาพสูง จึงจะสามารถสื่อให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องฉายได้เป็นอย่างดี ด้วยแม้เครื่องฉายจะมีประสิทธิภาพการทำงานยอดเยี่ยมอย่างไร หากผลภาพถูกนำไปแสดงบนจอที่มิได้มีคุณภาพอันคู่ควรแล้ว ก็ยากที่จะรับรู้ถึงความยอดเยี่ยมของเครื่องฉายนั้นได้

เพราะฉะนั้นเมื่อเลือกเครื่องฉายภาพที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูง และให้คุณภาพออกมาได้เป็นอย่างดีแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับจอภาพด้วยนะครับ

กลับมาที่เครื่องฉายภาพซึ่งตั้งใจหยิบมาแนะนำกันเที่ยวนี้กัน คือ InFocus IN8601 ที่สามารถแสดงผลภาพแบบ 3D หรือสามมิติได้ โดยมีคู่แฝดที่อยู่ในตระกูล Screen Play คือ Model SP8600 ที่ทำงานในแบบปกติ 2D ซึ่งออกมาก่อนหน้านี้ประมาณสองปีครับ

โดย Model SP8600 ที่ปรับปรุงใหม่ที่ออกมาไล่ๆ กับ Model IN8601 จะมีอักษร HD ต่อท้ายเป็น SP8600HD และเปลี่ยนรีโมท คอนโทรล จากแต่เดิมที่เป็นแผ่นบางคล้ายนามบัตร มาเป็นแบบแท่งจับเหมือนทั่วๆ ไป เหมือนกับที่ใช้ใน Model IN8601

 SP8600_back 001

Projector

กับ Calibration สีเทา

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งคู่แฝดออกตลาดมานั้น ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในฐานะเครื่องฉายภาพราคาต่ำกว่าแสน ที่สามารถให้การทำงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชนิดที่หลายๆ เสียงบอกแทบจะขึ้นไปเทียบเคียงรุ่นพี่ที่โด่งดังอยู่ในยุคก่อนหน้านั้นอย่าง Model X10 ซึ่งมีราคาค่าตัวเลขหกหลักได้นั่นเทียว

แต่ก้อ ว่าก็ว่าล่ะนะครับ เรื่องของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์นี่ อะไรที่ออกมาทีหลังโดยเฉพาะเดินทางมาจากเบ้าหลอมเดิม หรือพื้นฐานเดิม ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาลดต่ำลงแล้ว สิ่งที่ได้ติดไม้ติดมือมาอย่างเป็นกอบเป็นกำก็คือ คุณภาพตลอดจนความหลากหลายในการใช้งาน ที่เพิ่มมากขึ้นในแง่ของความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา

ดูอย่างแฝดคู่ที่ว่านี้ก็ได้ เมื่อคราวที่ Model SP8600 กำลังฮอตอยู่ตอนออกมาใหม่ๆ นั้น ซื้อหาได้ในราคาประมาณเจ็ดหมื่นกลางๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาของ Model IN8601 ที่เป็น 3D ตอนนี้ ไม่เกินเจ็ดหมื่นก็หาได้ไม่ยาก

ไอ้ที่พูดข้างต้นนั้น ผมหมายถึงราคาเครื่องศูนย์ฯ นะครับ ไม่ใช่ราคาเครื่องหิ้ว

ถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องแบบคนละเรื่องเดียวกันสักนิดนะครับ อาจจะมีบางคนถามอยู่ในใจว่ายุคนี้ยังมี ‘เครื่องหิ้ว’ อยู่อีกหรือ คำตอบคือนอกจากจะมิได้น้อยลงกว่ายุคคลองถมกับสะพานเหล็กแล้ว ยังหากินกันเป็นล่ำเป็นสันและออกหน้าออกตายิ่งกว่าแต่ก่อนอีกครับ

ลองเข้าไปดูลตามเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับเครื่องเสียง, โฮมเธียเตอร์ ดูเถอะครับ มากันแบบไม่มีกั๊กให้เห็นเต็มไปหมด หรือที่เปิดเป็นเว็บทำกันเป็นเรื่องเป็นราวก็มี เรียกว่าต้องการอะไรออร์เดอร์ไปได้เลย แถมมีราคากลางของต่างประเทศลงไว้ให้เทียบเคียงพร้อมสรรพ เมื่อก่อนนั้นเครื่องหิ้วเรามักจะคุ้นๆ กับเครื่องในกลุ่ม Mid-Fi แต่เดี๋ยวนี้ไปเล่นกันหนักที่กลุ่ม Hi-End ครับ เล่นเอากระเทือนไปทั้งบางแบบที่ตัวแทนจำหน่ายผู้นำเข้าอย่างถูกต้องก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้

ทำได้อย่างเดียวก็คือ ‘ไม่รับบริการในทุกกรณี’ ที่เครื่องหิ้วนั้นๆ มีปัญหา ซึ่งก็ทำได้เพียงแค่นั้น

จริงๆ แล้วน่าจะทำได้มากกว่านั้น หากผู้ค้าด้วยกันโดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยให้ความร่วมมือด้วย ยกตัวอย่างพวกเครื่องฉายภาพหรือโปรเจ็คเตอร์นี่ก็ได้ เป็นที่รู้กันว่าเครื่องพวกนี้ในการติดตั้งนั้น นอกจากต้องใช้ฝีไม้ลายมือที่เป็นความสามารถส่วนตัวแล้ว ยังต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือประกอบในการปรับแต่ง หรือที่เรียกกันว่าคาลิเบรทที่มาจากคำว่า Calibration นั่นแหละครับ โปรเจ็คเตอร์นั้นหากซื้อไปจากศูนย์ฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปติดตั้งให้ที่ห้องลูกค้าอย่างเรียบร้อย ในขณะที่พวกเครื่องหิ้วเองทั้งคนขาย และคนซื้อ ก็หาได้กังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องเพราะผู้ค้ารายย่อยบางรายรับติดตั้งเครื่องพวกนี้อยู่แล้ว โดยคิดราคาอยู่แถวๆ สองสามพันบาทต่อเครื่องครับ

นั้นเอง, ที่บอกว่าหากผู้ค้ารายย่อยที่ปกติแล้วก็จำหน่ายเครื่องศูนย์ฯ อยู่ด้วย ไม่ให้ความร่วมมือกับพวกหิ้วเครื่องเข้ามา ธุรกิจสีเทาในแวดวงเครื่องเสียงโดยเฉพาะกลุ่มโฮม เธียเตอร์ คงไม่เบ่งบานอย่างที่เป็นอยู่

แต่ก็นั่นแหละครับ คำว่า ‘เงินทองไม่เข้าใครออกใคร’ นี่ พูดกันมาเป็นโกฏิปีแล้ว ยังใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัยนะครับ

 473566_800x600_b

InFocus IN8601

3D DLP Projector

            โปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ในกล่องอย่างแข็งแรง แน่นหนา ด้วย Bubble Foam แบบพลาสติกใส อย่างหนา ที่เมื่อดึงออกจากกล่องแล้วกลับหยิบเครื่องออกมาได้ง่ายดายมาก

ภายในกล่องนอกจากตัวเครื่องฉายแล้ว ยังมีแผ่น CD-ROM ที่บรรจุข้อมูลที่เป็นคู่มือการใช้งาน (User Manual), สายไฟ AC แบบมาตรฐาน IEC, สาย VGA และรีโมทคอนโทรล

Model IN8601 มีขนาดค่อนข้างกะทัดรัดตามรูปแบบเครื่องฉายภาพรุ่นใหม่ โครงสร้างตัวถังเครื่องขึ้นรูปด้วยพลาสติกคุณภาพสูง เส้นสายรายรอบกระเดียดไปข้างโค้งมน ลบเหลี่ยมมุมเล็กน้อย แผงหน้าตอนบนลาดโค้งมากกว่าบริเวณอื่น เมื่อดึงฝาครอบเลนส์ที่อยู่ทางด้านขวา (เมื่อหันหน้าเข้าหา) ออก จะเห็นวงแหวนสีฟ้าเข้มโดดเด่นออกมาจากสีดำของตัวถังโดยรวม ฝาครอบเครื่องนี้มีเชือกด้ายผูกติดเอาไว้กับตัวเครื่อง ทำให้ไม่ต้องเกรงว่าดึงออกแล้วไปตั้งวางตรงไหนให้ต้องควานหาตอนปิดกลับหลังเลิกใช้งาน

โครงสร้างตัวถังเป็นแบบสีดำด้าน มิใช่ดำขัดเงาแบบแวววาว ที่แม้จะทำให้เครื่องดูออกจะธรรมดาๆ อยู่สักหน่อย แต่เข้าใจว่านั้นน่าจะผ่านกระบวนความคิดมาเป็นอย่างดี เพราะการที่ตัวเครื่องเป็นสีดำด้านนั้นเวลานำไปใช้ในห้องที่ปิดไฟมืด ภาพบนจอจะไม่สะท้อนกลับมาให้เห็นบนตัวเครื่องฉายแบบวูบวาบตามลักษณะภาพ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเครื่องที่มีลักษณะขัดเงาแวววาวทั้งหลาย ที่ให้รู้สึกรำคาญตายิ่งนัก โดยเฉพาะเวลาที่ใช้งานแบบ Desktop ซึ่งเป็นแบบที่พวกเราเวลานำเครื่องพวกนี้มาลองเล่น ลองทดสอบเพื่อรายงานให้คุณๆ ทราบนั้น จะใช้วิธีลองเล่นแบบวางบนโต๊ะนี่แหละครับ เพราะสะดวก จึงบ่อยครั้งที่เวลาได้เครื่องที่มีตัวถังดำแบบเคลือบเงามาลองเล่น มักจะพบปัญหาที่ว่านี้อยู่เนืองๆ

SP-LAMP-065_4

            ปุ่มปรับแบบ Manual รวมทั้งปุ่ม Power ที่เป็นแบบปุ่มกด ติดตั้งอยู่บนฝาหลังของตัวเครื่องในแนวเดียวกับกระบอกเลนส์ ประกอบไปด้วยปุ่มปรับคางหมู (Keystone) กับปุ่มเร่ง/ลดระดับความดังเสียง (Volume) ที่มีสัญญลักษณ์ทางเลือกแบบสี่ทิศทางกำกับเอาไว้ด้วย เพื่อใช้ในขั้นตอนการเลือกค่าต่างๆ ที่เป็นแบบ OSD: On Screen Display บนจอภาพด้วย นอกจากนั้นก็มีปุ่มเลือกแหล่งสัญญาณ (Source), ปุ่มเลือกรายการ (Menu), ปุ่มยืนยันการเลือก (Enter) และปุ่ม Re-Sync และยังมีหลอดไฟ LED แสดงสถานะการทำงานของเครื่องอีกสามดวง คือ Power ซึ่งจะแสดงสีเขียวเข้มในขณะทำงาน หรืออยู่ในสภาวะ Standby, ดวงต่อมาคือ Lamp จะเป็นสีแดงเข้มยามที่เครื่องทำงาน หากกะพริบแสดงสถานะ Warm เครื่องและอยู่ในขณะ Cool Down และดวงที่สามคือ Temp ที่หากเกิดสีแดงเข้มส่องสว่าง แสดงให้ทราบว่าอุณหภูมิเครื่องขึ้นสูงผิดปกติ

ที่แผงหลังของเครื่องประกอบไปด้วยขั้วเสียบต่อ หรือ Port ต่างๆ ที่เรียงรายเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ และมีมาเพื่อรองรับการใช้งานต่างๆ อย่างพร้อมสรรพ ประกอบไปด้วย HDMI v1.4 ซึ่งมีให้สองชุด และที่มีให้อย่างละชุด คือ VGA, Component, Composite, RS-232CF, Audio In (แบบสเตรีโอ มินิ แจ็ค ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อม Audio Out ที่เป็นแบบเดียวกัน), Audio In (L/R แบบมาตรฐาน RCA Jack) รวมถึงมีพอร์ท USB Type-B ให้สำหรับการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ในอนาคต พร้อมทั้งยังมีลำโพงขนาดเล็กแบบ Active ที่ผนวกแอมป์ขนาดกำลังขับ 3-Watt เอาไว้ที่ด้านหลังด้วย เพื่อสะดวกในการเอาไปใช้งานในลักษณะ Portable

Model IN8601 ระบุรายละเอียดต่างๆ ในส่วนของ Specification ซึ่งขอนำมาให้ทราบกันพอเป็นสังเขปดังนี้ครับ

Display Type เป็นแบบ TI DLP DMD 0.65-inch, Native Resolution 1920 x 1080, ระยะฉายภาพอยู่ระหว่าง 1 – 10 เมตร โดยสามารถให้ภาพได้ขนาด 23.5 – 300 นิ้ว, เลนส์ฉายภาพเป็นแบบ Manual Focus/Manual Zoom, อัตราส่วนการซูมภาพ 1:1.2, สามารถปรับ Keystone แนวตั้งได้ในระดับ +/-20 องศา, ติดตั้งเครื่องให้ทำงานได้ทั้งแบบฉายด้านหน้า ฉายจากด้านหลัง รวมทั้งติดตั้งเข้าฝ้าเพดาน, ในส่วนของ Data Compatibility รองรับ VGA/ SVGA/ XGA/ UXGA/ WUXGA/ Mac, กับสัญญาณภาพ SDTV/ EDTV/ HDTV นั้น รองรับที่ระดับ 480i/ 480p/ 576i/ 576p, 720i/ 720p/ 1080i/ 1080p, ในส่วนของ Video Compatibility รองรับ NTSC 4.43/ PAL (M/N/60)/ SECAM โดยใช้เทคโนโลยีทางด้านระบบภาพแบบ Pixelworks DNX 10-bit

Aspect Ratio รองรับ 4:3, 5:4, 16:9 (Native), 16:10 ให้ความสว่าง (Brightness) 2,500 Lumens มีค่า Contrast Ratio 30,000:1 ใช้ Colour Wheel แบบ 6-Segment รอ งรับการทำงานแบบ 3D โดยให้ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 720p สามารถเปลี่ยนภาพ 2D เป็น 3D ได้อย่างสะดวกด้วยปุ่มกดบนรีใมท คอนโทรล ปรับตั้งค่าการฉายไว้ให้สามแบบ คือ Movie, Bright, Normal และให้ User หรือผู้ใช้เลือกปรับตั้งค่าตามความชอบที่เป็นส่วนตัวได้อีกสามแบบ

InFocus IN8601 ออกแบบมาเพื่อทำตลาดในทวีปยุโรปและเอเชีย-แปซิฟิคโดยเฉพาะ

 25ac796c10ea6a5d0bb08dcf7aa91c44

ลองเล่น ลองดู

และทึ่งไปกับคุณภาพ

ความโดดเด่นประการหนึ่งของเครื่องฉายภาพจากค่าย InFocus ก็คือการเลือกใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์คุณภาพสูง ในกระบวนการทำงานของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก Chipset หรือแม้กระทั่งหลอดส่องสว่าง อย่างที่เลือกนำมาใช้ในเครื่องนี้ซึ่งเป็นหลอดแบบ UHP: Ultra High Pressure ที่มักจะไม่ค่อยเห็นในเครื่องราคาต่ำกว่าแสนนัก นั้นเองที่ทำให้เมื่อเทียบกับเครื่องอื่นๆ ในระดับเดียวกันแล้ว เครื่องฉายภาพจากค่ายนี้มักจะให้ความคุ้มค่ากว่าอยู่เนืองๆ

เมื่อแรกที่เปิดให้ Model IN8601 ทำงานในขั้นตอนการเซ็ท-อัพภายในห้องที่ยังคงมีแสงสว่างพอควร เนื่องเพราะยังต้องการความสะดวกในการหยิบฉวย จัดวาง และติดตั้งให้เรียบร้อยก่อนการใช้งานจริง พบว่าภาพที่ฉายขึ้นบนจอขนาด 80 นิ้ว ภาพที่เห็นขณะก้มๆ เงยๆ หยิบโน่น ฉวยนี่ เสียบนั่น พร้อมๆ กับดูภาพบนจอไปด้วยนั้น มันให้ความสว่างสู้แสงภายในห้องได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะว่าไป, มันก็คือบุคลิกหนึ่งที่เป็นความโดดเด่นของเครื่องฉายภาพจากค่ายนี้อยู่แล้ว แต่มันก็ยังคงอดไม่ได้ที่นำมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังอีกอยู่ดี

ใช้เวลาติดตั้งและปรับแต่งเพื่อให้ภาพฉายขึ้นขนาดพอดีได้ด้วยเวลาไม่นานนัก เนื่องเพราะสะดวกทั้งขาตั้งปรับระดับสูง ต่ำ ได้ที่ด้านหน้า และปุ่มปรับรูปเหลี่ยมคางหมู หรือ Keystone ที่ระยะใกล้ๆ สามเมตรครึ่งจึงได้ภาพที่ลงตัวกับขนาดจอพอดิบพอดี

อ้อ, อีกอย่างที่ทำให้เซ็ท-อัพได้ง่ายและรวดเร็ว ก็เนื่องเพราะต้องการดูแต่ภาพเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้ต่อเข้ากับระบบโดยรวม แค่เอาเครื่องเล่น 3D Blu-ray มาต่อเข้ากับเครื่องฉายที่ตั้งวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยแบบ Coffee Table ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย และพร้อมสรรพต่อการลองแล้วล่ะครับ

แรกที่ลองเล่นเครื่องพวกนี้ รวมทั้งจอภาพหรือทีวี ผมมักจะเริ่มด้วยการลองโดยมิได้ปรับแต่งหรือตั้งค่าใดๆ เพราะอยากจะดูภาพจากค่า Default ของเครื่องที่มาจากโรงงานก่อน ว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงค่อยเข้าไปดูในรายละเอียดว่าสามารถให้ปรับแต่งตั้งค้าอะไรแบบไหนได้บ้าง อย่างในส่วนของ Colour Temperature หรืออุณหภูมิสีของภาพนั้น ค่าที่ให้มาจากโรงงานก็ให้ออกมาได้ดูสบายตาดี ในขณะที่สามารถเลือกปรับได้ตั้งแต่ Lamp Native, Warm, Normal, Cool, Cooler และ High Cool ซึ่งจากที่ได้ลองเล่นกับภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย รวมทั้งภาพยนตร์ Animation ตลอดจนพวก Live Concert ทั้งหลาย ผมพบว่าตัวเองพอใจกับภาพที่อยู่ในสถานะ Normal มากกว่าอื่นใด เพราะเกณฑ์เฉลี่ยของอุณหภูมิสีที่ได้นั้น มีความนุ่มนวล สบายตา และที่สำคัญมีความรู้สึกว่าเป็นภาพที่สะอาด และมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก เครื่องสามารถกักเก็บ Noise เอาไว้ได้อย่างน่าพอใจ ภาพที่เห็นจึงดูแล้วสะอาด เนียนตาดี จนแทบไม่ได้ลองใช้ค่าอื่นๆ ดูเป็นเวลานานๆ ติดต่อกันแต่อย่างใด ก็ด้วยความรู้สึกที่ว่าขาดพื้นฐานของความเป็นธรรมชาตินั่นเอง โดยเฉพาะกับ Lamp Native ที่ให้รู้สึกว่าแปร่งๆ ตาพิกล ส่วนค่าอื่นๆ ที่พอรับได้ และใช้ดูอยู่นานพอควรก็คือ Cool ที่แม้กระเดียดไปข้าง Normal พอประมาณ แต่พอดูสีสันภาพจากพวก Animation ที่เป็นพวก Artificial Colour แล้ว ดูกับค่า Normal จะให้ความรู้สึก ‘สนุก’ ลูกกะตากว่าครับ

อย่างไรก็ตาม เรื่องสีสันของภาพนี่ ผมว่าลางเนื้อชอบลางยานะครับ หลายๆ ท่านอาจจะชอบไม่เหมือนกับที่ผมชอบก็ได้ เครื่องต่างๆ พวกนี้ รวมทั้งพวกจอทีวี เขาจึงมีโหมด มีฟังก์ชัน ให้ปรับแต่งเพื่อการนี้มาให้มากกว่ามาก เพื่อให้ได้ความพอใจที่พึงตามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ของผู้บริโภคไงครับ

หยิบแผ่นสารคดีธรรมชาติชุด National Geographic หลายๆ แผ่นมาดู พบว่ายิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ สามารถรังสรรค์ภาพออกมาด้วยสีสัน และแสงเงา ที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นชุด Glacier ที่เห็นถึงแผ่นน้ำที่ผิวไหวสะท้อนแสงวิบๆ ระยิบระยับ เหมือนกับได้ล่องเรือไปในธารน้ำแข็งแห่งนั้นด้วยตัวเอง เห็นหิมะเป็นเกล็ดขาวเกาะติดอยู่ตามโขดหิน และเชิงเขา เห็นฟ้าใสกระจ่างแบบ Blue Sky ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่ในทีกับแดดแผ่วๆ ที่สาดส่องมา แม้ว่าจะมีหิมะขาวโพลนอยู่รายรอบเป็นหย่อมๆ ก็ตาม รายละเอียดต่างๆ ของภาพให้ออกมาได้ดีอย่างสมจริง เสมือนมองเห็นภาพนั้นๆ ด้วยตาเปล่าอย่างไรก็อย่างนั้น

ตอนที่ลองเล่น ลองดู แบบเอาเรื่องเอาราวกับเครื่องนั้น ในห้องมืดสนิทแล้วนะครับ ทำให้หากเครื่องบกพร่องการทำงานในส่วนไหน – แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถสังเกตได้ง่าย และเห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับการหลุดรั่วของแสง แบบที่เรียกกันว่าเกิดอาการ Rainbow Effect นั้น หากมีก็จะเห็นได้ในทันที แต่กับเรื่องนี้ปรากฏว่าโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ผ่านไปได้อย่างสบายๆ ซึ่ง – นี้, ต้องยกประโยชน์ให้กับการออกแบบวงล้อสี หรือ Colour Wheel ที่เป็นแบบ 6-Segment ซึ่งนอกจากจะทำให้ปลอดการหลุดรั่วของแสงแล้ว ผลที่ตามมายังทำให้ได้รายละเอียดของภาพดีขึ้นไปด้วย สามารถแยกแยะและให้รายละเอียดของแต่ละ Shade สี ใน Tone เดียวกัน ออกมาได้อย่างโดดเด่น อาทิ แยกเขียวในเขียวของพงไพร หรือราวป่า ออกมาให้เห็นความแตกต่างได้อย่างกระจะกระจ่างตา หรือว่าสามารถแยกความมืดดำในความดำมืดออกให้เห็นได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั้นแสดงให้เห็นว่าเครื่องสามารถให้ระดับ Gray Scale ออกมาได้ละเอียดมากนั่นเอง

ทางด้านมิติภาพนั้น กล่าวได้ว่าโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้สามารถให้ออกมาได้อย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับราคาที่ต่ำกว่าแสน วัตถุภาพที่เห็นมีลักษณะเป็นทรวดทรงอย่างชัดเจน หาได้มีรูปแบบเช่นภาพพิมพ์แต่อย่างใด รวมทั้งให้บรรยากาศภาพโดยรวมที่มีความตื้น ลึก อย่างน่าพอใจ

กล่าวโดยรวมแล้ว ต้องบอกว่าเป็นโปรเจ็คเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่ให้ภาพออกมาได้อย่างน่าทึ่งมาก

 InFocus IN8601 Projector

สรุป

เมื่อเห็น Sub-Head หลายๆ ท่านอาจมีคำถามว่า – อ้าว, แล้วภาพ 3D ล่ะ เป็นอย่างไร? คำตอบก็คือกำลังจะบอกในบรรทัดถัดไปนี่แหละครับ

กับราคาขนาดนี้ ที่โปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้สามารถให้ภาพ 2D ออกมาได้อย่างที่กล่าวข้างต้นนั้น มันทำให้ผมถือว่า 3D ที่ได้มาเป็นของแถมครับ (แต่แว่นเพื่อการนี้ต้องซื้อแยกต่างหากนะครับ และแว่นที่ InFocus แนะนำ พร้อมส่งมาให้ลองพร้อมกับเครื่องด้วย คือ XPAND ที่แม้จะดูมีขนาดใหญ่ แต่ก็สวมใส่สบาย เป็นแว่นตาที่ออกแบบมาสำหรับดูภาพ 3D กับ DLP Projector โดยเฉพาะ)

พูดถึงสักหน่อยก็ได้ครับ ภาพสามมิติโดยรวมนั้นเครื่องสามารถให้ออกมาได้หลุดลอยดี มีความสมดุลของระยะในเกณฑ์น่าพอใจ แต่ถึงอย่างไร, สำหรับผมแล้วภาพสามมิติแบบนี้ ไม่ว่าจะดูจากทีวีเครื่องที่ว่าให้ออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก หรือดูจากเครื่องฉายภาพที่ว่ากันว่าเป็นเครื่องที่ให้ภาพสามมิติออกมาได้สุดยอดมาก ผมก็ยังให้รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่ ‘หลอกตา’ อยู่ดีนั่นเอง

ผมจึงถือเอาการดูภาพแบบ 2D เป็นหลัก ถ้าให้ออกมาได้อย่างน่าพอใจในเกณฑ์ของผมแล้ว ผมก็จะถือว่า 3D เป็นของแถมทั้งหมดนั่นแหละครับ

ที่น่าพิจารณามากกว่าก็คือการเลือกจอ หรือ Projection-Screen มาใช้ด้วยกันครับ

สำหรับผมมีความเห็นว่าโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ออกจะเหมาะกับจอภาพจำพวก Hi-Contrast ที่มีเนื้อ หรือ Grain ไม่สูงมากนัก น่าจะอยู่ระหว่าง 0.8 – 0.9 หรือจะไปเต็มที่ถึง 1.0 ก็พอไหวครับ

เพราะจะอย่างไรก็ตาม มันสามารถ Calibrate ภาพให้เหมาะกับจอนั้นๆ ได้อยู่แล้วนั่นเอง

อีกประการที่ต้องให้ความชื่นชมก็คือ เครื่องให้การทำงานที่เงียบในระดับที่น่าพอใจมาก แม้ว่าจะตั้งเครื่องอยู่เบื้องหน้าห่างจากโซฟาที่กึ่งนั่งกึ่งเอนชมไม่กี่มากน้อย – ประมาณสักค่อนเมตรเห็นจะได้, แต่เสียงการทำงานของเครื่องแทบจะไม่ได้มารบกวนเลย ทำให้เมื่อนึกไปถึงเวลาที่เอาไปติดตั้งเพื่อใช้งานจริงในห้อง ที่เชื่อว่าส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้การติดตั้งเข้าฝ้าเพดาน ซึ่งจะห่างจากที่นั่งชมค่อนข้างมากนั้น ปัญหาจากเสียงการทำงานของเครื่องย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ บริษัท แม็กเน็ท เทคโนโลยีส์ โทร.0-2907-7923 ที่ได้เอื้อเฟื้อเครื่องโปรเจ็คเตอร์มาให้ลองใช้งานในครั้งนี้