Test: INFINITY SUB R12 REFERENCE SUBWOOFER

Test: INFINITY SUB R12 REFERENCE SUBWOOFER

นิตพินัย

1435735620

          ซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูงจากอินฟินิตี้ กำลังขับต่อเนื่อง 300 วัตต์ ตัวขับขนาด 12 นิ้ว สามารถใช้ร่วมกับระบบโฮมเธียเตอร์ได้ดีในบ้านของคุณได้ทันที

คุณสมบัติ

  • กำลังขับต่อเนื่อง 300 วัตต์ ชั่วขณะ (Peak) ที่ 600 วัตต์
  • ดอกลำโพง Fiber composite ขนาด 12 นิ้ว ตู้เปิดท่อระบายเบสอยู่ด้านหลัง
  • ตัวตู้ออกแบบให้มีการรีโซแนนซ์ต่ำ
  • ภาคขยาย Digital ทีมีประสิทธิภาพสูง
  • ปรับความถี่จุดตัดได้จาก 50 Hz ถึง 150 Hz และ LFE INPUTMODE
  • DHASE 180o/0o
  • LF TRIM +2,+4 dB
  • Auto Power On Mode พร้อมไฟ LED แสดงสถานะเขียว ON แดง Standby
  • ตอบสนองความถี่ 29 Hz-150 Hz

Sub R12 มีขนาด 476x385x426 (HxWxD) มม. น้ำหนัก 18.2 กิโลกรัม

x108PER121-o

ผลการทดสอบ/ทดลองใช้งาน

          นักเล่นแทบทุกท่านคงจะทราบกันดีแล้วว่าในระบบโฮมเธียเตอร์นั้นลำโพงซับวูฟเฟอร์มีความหมายและสำคัญมากเพียงไร ถ้าขาดหรือคุณภาพไม่ถึงแล้วมันจะพาคุณภาพเสียงทั้งหมดของระบบคุณเข้าป่าเข้าพงไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าระบบโฮมเธียเตอร์ของคุณได้ทำงานร่วมกับ Subwoofer ทีมีคุณภาพดีๆ แล้วมันจะเพิ่มความหนักแน่นตื่นเต้นเสริมอรรถรสในการชมภาพยนตร์หรือดูคอนเสิร์ตได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ที่จะนำมาทดสอบฝากกันในเล่มนี้จะเป็นลำโพง Active Subwoofer ของ Infinity ที่โด่งดังจากลำโพงสองแชนแนลคุณภาพสูงตั้งแต่ยุค 70-80 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการโดย EV.HARMAN และเน้นกลุ่มชุดลำโพงสำหรับ Hometheater เป็นหลัก ชื่อรุ่น คือ SUB R12 ที่ใช้ดอกลำโพงที่ออกแบบพิเศษเรียกว่า CMMD ( Ceramic Metal Matrix Diaphragms ) ที่ใช้ประกบแผ่นอะลูมิเนียมระหว่างชั้น Ceramic เพื่อช่วยให้มีความแกร่งคงรูปได้ดีแม้ขนาดที่มีการเคลื่อนที่อย่างรุนแรงลดความเพี้ยนให้ต่ำลง

ภาคขยายที่ใช่กำลังสูงและเป็นดิจิตอลแอมปลิไฟเออร์ กำลังขับตัวเดียวสูงถึง 300 วัตต์ และ Peak ชั่วขณะ ถึง 600 วัตต์ ซึ่งดิจิตอลแอมป์นี้จะช่วยให้น้ำหนักตู้ทั้งหมดเบาลงเพราะมันมีประสิทธิภาพสูงมาก(น้ำหนักตู้รวมภาคขยายภายในเพียงแค่ 18 กก. ) ถ้าเป็นภาคขยาย Linear เช่น Class A/B จะต้องมีน้ำหนักตัวมากกว่านี้อย่างน้อยๆ เพิ่มขึ้นมาอีก 6 – 7 กิโลกรัมอย่างแน่นอน เพราะน้ำหนักของตัวหม้อแปลง

Sub R12 วางดอกลำโพงไว้ด้านหน้ายิงเข้าหาจุดนั่งฟังโดยมีท่อระบานเบสอยู่ด้านหลัง โครงสร้างตู้ออกแบบให้โค้งเสียงลู่ออกไปด้านหลังเล็กน้อยไม่เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ดังเช่น Subwoofer ปกติทั่วๆ ไปด้านหน้ามีจะแกรงหน้ากากปิดเอาไว้ซึ่งสามารถดึงออกได้ ตัวตู้เป็นพื้นผิวลายไม้สีดำ งานประกอบดูเรียบร้อยดีมาก

ด้านหลังมีช่อง RCA อินพุต L (LEF) R ปุ่มปรับความดัง ปุ่มปิดเปิด (Auto On) สวิตช์ Power, Level trim (+2,+4dB)  สวิทซ์ปรับเฟส และปุ่มปรับจุดต่ำความถี่ สายไฟ AC 2 ขา ติดมากับตู้ขนาดดูเล็กไปหน่อย น่าจะอัพเกรดไห้ใหญ่ขึ้นในภายหลัง มีนอตแหลม (Spike) 4 ตัว มาในกล่องเพื่อวางบนพรม

1435735627

          การเลือกซื้อ Subwoofer ที่ “โดนใจ” สักตัวเป็นงานหินพอๆ กับการเลือกซื้อจอภาพใหม่เลยที่เดียว ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคือ Subwoofer ทุกรุ่นทุกแบบจะให้เสียงที่แตกต่างกันออกไปเลยทีเดียว ตัวเราเองก็จะต้องหาโอกาสลองฟัง Subwoofer ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนค้นหาสไตล์เสียงที่ตนเองชื่นชอบภายใต้งบประมาณที่มีอยู่โดยขั้นตอนนี้อย่าลืมถามตัวเองอย่างจริงจังว่าเราจะให้น้ำหนักสัดส่วนการใช่งานเน้นที่การดูหนัง หรือฟังเพลงเป็นหลักด้วย เช่นถ้าหลักๆ ชอบดูคอนเสิร์ตแสดงสดเป็นประจำ ก็ควรจะหา Subwoofer ที่ให้แผงเสียงไม่ดุดันมากนักแต่เน้นความนุ่มนวล ต้นเบสมีหัวกลืนกับคู่หน้าในระบบได้ง่าย เป็นต้น

การเลือก Active Subwoofer จะมีประเด็นหลักๆ อยู่ 3 – 4 หัวข้อที่ควรจะใส่ใจแน่นอนว่า Subwoofer ที่ได้คะแนนสูงในทุกหัวข้อเหล่านี้ราคาจะไม่เบาด้วยว่ากันระดับเลขหกหลักเป็นเรื่องปกติ แต่ Subwoofer ราคาระดับสองถึงสี่หมื่นบาทจะเป็นตัวเล่นหลักของผู้ผลิตซึ่งคุณภาพจะแตกต่างกันได้อย่างเสียอย่างแลกกันคนละหมัด คุณสมบัติที่ควรใส่ใจของ Active Subwoofer เบื้องต้นน่าจะพิจารณาหัวข้อเหล่านี่

  1. ความถี่ต่ำลงได้ลึกเพียงไร เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น Subwoofer ดังนั้นอย่างน้อยมันควรจะตอบสนองความถี่ได้ต่ำกว่าลำโพงคู่หลักคู่หน้าของเรา ปกติแล้วควรจะต้องลงได้ต่ำกว่า 30Hzในห้องใช้งานจริง ( -10 dB เป็นอย่างมาก)
  2. เล่นได้ดังแค่ไหน ปกติห้องยิ่งใหญ่ (ปริมาตรของห้องมาก) มันต้องการลำโพงที่ให้ความดังที่สูงกว่าห้องที่เล็กกว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว และยิ่งภาพยนตร์ (หรือแม้แต่แผ่นแสดงสด) ปัจจุบันจะเน้นบันทึกระดับไดนามิกที่สูงกว่าสมัยก่อนมากมาย (อย่างแผ่น Transformer4 หรือ Interstellar เป็นตัวอย่าง ถ้าได้ Subwoofer ดีๆ Setup ถึงๆ รับรองเห็นสวรรค์รำไรเลยทีเดียว) และระดับความดังที่ Subwoofer ให้ได้นี้อาจจะต้องอยู่ที่ความถี่ค่อนข้างต่ำ ไม่สูงเกินไป รวมถึงไม่มีความเพี้ยนสูงเกินปกติด้วย
  3. ความเพี้ยนจะต้องต่ำ Subwoofer ที่ออกแบบไม่ดี เล่นดังหน่อย หรือความถี่ลงต่ำหน่อยจะเกิดความเพี้ยนฮาร์โมนิกที่2, ที่3 ตามขึ้นมามากมาย เสียงทุ้มจะฟังไม่ใส Clear แยกต้นเบสแต่ละลูกออกจากกันไม่ได้ ที่เลวร้ายกว่านั้น Subwoofer บางตัวประกอบตู้ไม่แน่นหนาพอเวลาเจอช่วงเบสต่ำๆ ดังๆ เกิดเสียงกระพือรอบตัวตู้จะไม่เป็นอันฟังกัน
  4. ความไวของการตอบสนองสัญญาณฉับพลัน ( Transient Response ) และการหยุดการเล่นด้านหลังจากหัวเบสผ่านไปแล้ว (Damping หรือ Ringing หรือ Recovery time) สั้นดีแค่ไหน ลำโพง Subwoofer ที่มีสเปคตัวนี้ไม่ค่อยดีเสียงทุ้มจะฟังดูอืดยาน ไม่ค่อยจะสามัคคีไปกับลำโพงอื่นๆ ในระบบเมื่อเสียงเบสในโปรแกรมหยุดแล้วแต่ที่ตัว Subwoofer ยังมีเสียงครางดังต่อไปอีกทำให้การแยกแยะตัวโน้ตเบสเวลาฟังเพลงไม่เด็ดขาด ฟังแล้วเมื่อย อึดอัด (ชอบเกิดกับ Active sub ประเภท Servo อยู่สมัยหนึ่งในยุค 5.1 แรกๆ ทำงานช้าเพราะเกิด Delay ในวงจรป้อนกลับ Mechanical ฟังแรกๆ เสียงลึกแน่นเต็มห้องดีแต่สักพักเห็นทยอยขายออกกันเป็นแถว) หรือตู้ที่จูนเอาไว้ให้มีมิติ Q สูง เพื่อลดขนาดของตู้ลงก็จะทำไห้ Transient Response เสียไปได้เหมือนกัน
  5. การกดระดับความดังสูงๆ ( Gain Compression ) สมมุติว่าในระดับความดังปกติเราเร่งวอลลุ่มเอาไว้ค่าหนึ่ง สมมุติว่าได้ระดับความดังเฉลี่ย 80 dB ในห้องฟังทีนี้ถ้าเกิดมีการสวิงของโปรแกรมขึ้นมาทันทีอาจจะเป็นจากระเบิดถล่มเมืองที่ความดังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมสัก 20 dB ตอนนี้ระดับความดังเฉลี่ยในห้องของเราควรจะสวิงขึ้นมาเป็น 100 dB ทั้งจากลำโพงคู่หลักซ้าย – กลาง – ขวา และ Subwoofer ถูกต้องไหมครับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงลำโพงทุกประเภท (ไม่รวมระบบลำโพงที่มี Digital Lound Speaker Processor มาช่วยแก้ไข) จะมีการบีบกดการสวิงของเสียงในระดับความดังสูงๆ เอาไว้เนื่องจากธรรมชาติของโครงสร้างตัวลำโพง เช่นกรวยกระดาษ, ขอบยาง ขนาด/การออกแบบตู้ ที่ก่อให้เกิดอากาศหมุนเวียน Damp ตัวขับอยู่ฯลฯ ทำให้ระดับความดังเฉลี่ยที่สวิงขึ้นมาน้อยกว่า 20 dB เช่น ถ้าลำโพงคู่หน้าและเซ็นเตอร์ มี Gain Compression 2 dB ความดังจะสวิงขึ้นมาเป็น 98 dB ส่วนถ้า Subwoofer มี Gain Compression 4 dB จะได้ระดับความดังช่วงสวิงเป็น 96 dB เป็นต้น ตรงนี้มาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า Subwoofer คุณภาพไม่สูงพอมี Gain Compression สูง ระดับความดังที่สวิงขึ้นมา จะทำให้เสียงโดยรวมจากระบบที่ความดังสูงๆ จะฟังจืดบางเพราะระดับความดังจาก Subwoofer สวิงขึ้นตามไม่ได้เป็นต้น (ตรงกันข้ามกับระบบที่ใช้ Active Sub คุณภาพสูง หรือ Passive Sub ขนาดใหญ่ตรงช่วงสวิงขึ้นมาแรงๆ เสียงทุ้มอาจจะดังกลบเสียงกลาง – แหลม จากคู่หน้าและเซ็นเตอร์ หมดทางแก้คือต้องใส่ Compressor Limiter ให้กับ Subwoofer ก่อนเพราะการลดความดังของ Subwoofer ลงมาจะช่วยไม่ได้ถ้าลดลงมาระดับความดังปกติ เสียงทุ้มจะฟังดูบางเกินไปเพราะการเพิ่มของระดับความดังมันไม่เป็นเชิงเส้น)
  6. การตอบสนองความถี่และความง่ายในการจัดวางในห้องฟัง ตรงจุดนี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก Subwoofer บางตัวออกแบบให้การตอบสนองความถี่ Flat เป็นเส้นตรงเฉพาะเวลาวัดทดสอบในห้องไร้เสียงสะท้อนขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น พอจับมาวางในห้องฟังของเราจริงๆ จะมีปัญหากับสภาพห้องอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้การตอบสนองความถี่ไม่เรียบมีจุด Peak และ Dip มากเกินไป ถึงใช้ระบบ Auto cal พวก Room eqvalization จาก AVR รุ่นใหม่ๆ ชดเชยแล้วก็ยังไม่ค่อยได้ผลลงตัว โดยเฉพาะ Subwoofer ที่ยิงเสียงลงพื้นบางแบบหรือเป็นระบบตู้เปิดที่มีท่อระบายเบสขนาดใหญ่ จำนวนมากทั้งทางด้านหน้าและหลังตู้ และนำมาใช้กับห้องที่มีปริมาตรไม่มากนักเป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิดๆ อีกหลายประเภท คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า Subwoofer ที่ที่ระบุมีภาคขยายกำลังในตัวสูงๆ จะให้เสียงที่ดังกว่า Subwoofer ที่ระบุกำลังน้อยกว่าซึ่งความคิดนี้อาจจะถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เป็นเพราะความดังที่ออกมาจาก Subwoofer หลักๆ จะขึ้นอยู่กับกำลังขับของภาคขยายบวกกับประสิทธิภาพหรือความไวของดอกลำโพงที่ใช้ภายในตู้นั้น เช่นถ้า Subwoofer ตัวแรกใช้ภาคขยายแค่ 100 วัตต์ แต่ใช่ลำโพงประสิทธิภาพสูง ความไว 95 dB/w/m มันจะให้ความดังสูงสุดเท่ากับ Subwoofer ตัวที่สองที่ใช้ภาคขยาย 1,000 วัตต์ แต่ร่วมกับดอกลำโพงที่มีความไวเพียง 85 dB/w/m เป็นต้น หรือดอกละโพงที่มีขนาดใหญ่กว่าจะให้เสียงทุ้มที่ลงได้ลึกมากกว่าดอกลำโพงที่มีขนาดเล็กว่าเพราะเสียงทุ้มจะลงได้ลึกหรือไม่นั้นขนาดของดอกลำโพง ( Driver) จะเป็นแค่ปัจจัยเดียวเท่านั้นแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการตอบสนองความถี่ทุ้มลึกด้วย เช่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์อิควอไลเซชั่น, การออกแบบตู้ ( Isobarik Loading, Band Pass Loading, High ‘Q’ alignment เป็นต้น) ซึ่งแต่ละการออกแบบก็จะต้องมีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัวเองเพราะถ้าปราศจากเทคนิคเหล่านี้ตู้ Subwoofer ของคุณอาจจะต้องใช้ดอก 18 นิ้ว และใหญ่พอๆ กับตู้เย็น 6-7 คิวบิถึงจะได้เสียงทุ้มระดับ 30 Hz หรือต่ำกว่า ดังออกมาจากตัวตู้ (แต่นี่คือของจริงที่ใช้ใน dubbing theater ที่บันทึกเสียงภาพยนตร์ให้เราฟังกันอยู่)

71m57oPSBIL._SL1500_

            ดังนั้นการจะเลือก Subwoofer ควรจะต้องพิจารณาหัวข้อข้างต้นเหล่านี้ Subwoofer ที่มีคุณภาพสูงสุดถูกออกแบบมาอย่างดีและราคาแพงมาก จะได้คะแนนสูงในแต่ละหัวข้อข้างบน แต่ถ้าเรามีงบประมาณกลางๆ ให้ลองค่อยๆ ไล่ตัดสินใจในแต่ละส่วนเช่น ยอมแลกระดับความดังสูงๆ (ซึ่งปกติถ้ากับห้องทั่วๆ ไปหรือเป็น Apartment คงไม่ค่อยได้เปิดดังกันสนั่นหวั่นไหว กันตลอดอยู่แล้ว) กับการตอบสนองความถี่ที่ลึกลงได้ต้นโน้ตเบสที่คมกว่ากระชับขึ้นเป็นต้น

กลับมาที่ทดสอบ Infinity Sub R12 กันต่อเดียวจะกลายเป็นบทความเลือกซื้อ Subwoofer ไป Sub R12 ใช้ดอกลำโพงพิเศษขนาด 12 นิ้วที่มีการขึ้นรูปด้วยแผ่นอะลูมิเนียมประกบกันกับเซรามิกเพื่อช่วยให้คงรูปได้ดีที่ระดับความดังสูงๆ หรือพูดง่ายๆ คือให้ความเพี้ยนเวลาเล่นดังๆ น้อยลงนั่นเอง ออกแบบเป็นตู้เปิดมีท่อระบายเบสอยู่ด้านหลัง ภาคขยายภายในเป็นดิจิตอลกำลังขับค่อนข้างสูงคือ 300 วัตต์ต่อเนื่องและ 600 วัตต์ชั่วขณะ ด้านหลังมีปุ่มควบคุมปกติพื้นฐานที่ Subwoofer ควรจะมี Power Mode ( Auto/on), Phase switch, Sub Level และ X-Over freqs  ซึ่งเมื่อปรับไปสูงสุด (ตามเข็มนาฬิกา) จะมีอักษรกำกับไว้คือ CFE หมายถึงใช้งานเป็น Subwoofer ในระบบโฮมเธียเตอร์ทั่วๆ ไปเพราะในความจริง แล้ววงจรความถี่เวลาใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์จะอยู่ที่ A/V receiver อยู่แล้ว Subwoofer บางตัวอาจจะมีโหมด By Pass คือติดวงจรแบ่งความถี่ภายในตู้ Sub ออกไปเลยเวลาใช้งานในระบบมิติแชนแนลเซอร์ราวด์

Sub R12 เหมือนกับ Subwoofer ทั่วๆ ไปที่เมื่อแกะกล่องแล้วจะต้องอาศัยการนวด ( Burn in) สักระยะหนึ่งประมาณ 50-100 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเพื่อให้ ขอบ/กรวย/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้เข้าที่เข้าทางก่อนโดยผู้เขียนนำมาเปิด Burn in อยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ วันละ 3-4 ชั่วโมง ก่อนการฟังเสียงอย่างจริงจังโดยในช่วง Burn  ได้มีการป้อน Pink noise และสัญญาณ Sweep sine จาก 25 Hz ถึง 150 Hz เข้าไปอยู่เป็นระยะด้วยความดังประมาณ 90 dBspl อุปกรณ์รวมทดสอบเป็น BDP – LX88, BDP –103, DENON AVR –X7200 เครื่องมือทดสอบ Acoustic Measurement  Onusonni La-1250 Sound Level Meter ( ใช้เฉพาะไมโครโฟนกับปรีแอมป์ภายในเพื่อตัวเข้า CF-4120K ),

CF-4120 A FFT Octave band analyger, B2 k 1405 Noise Generator, HP 3325 B Sweep/Function Generator  เป็นต้น

ความจริง Sub R12 นี้เป็น Subwoofer ของระบบชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ ของ Infinity R 162 ที่มีครบทั้งลำโพงคู่หน้า-ซ้าย-ขวา(R162) ลำโพงเซ็นเตอร์ (RC263) และ Sub R12 ที่นำมาทดสอบนี้ หลังจากได้ทำการ Burn in แล้วตั้งค่าต่างๆ ให้พอจะลงตัวกับสภาพห้องและระบบที่ใช้อยู่แล้วได้ทำการทดลองกับทั้งแผ่นโปรแกรมภาพยนตร์ และแผ่นการแสดงสดหลายๆ แนวเพื่อหาข้อสรุปของแนวเสียงของ Subwoofer ตัวนี้

กับภาพยนตร์ Action/Sci-Fi Sub R 12 ให้ต้นเบสที่ตึงกระชับแรงปะทะดีสวิงได้ระดับความดังที่ค่อนข้างสูงมาก เสียงทุ้มลึกอาจจะฟังบางไปบ้างแต่แก้ไขเพิ่มเติมได้บ้างโดยเข้าไปที่ EG Setting ของ A/V Receiver (ทั่วๆ ไปจะมีให้ปรับได้ ) เลือกไปที่ Subwoofer และกดความถี่ประมาณ 25 Hz ขึ้นมาสัก 3-4 dB ในการทดสอบใช้ + 4dB@25Hzและ +1dB@40Hz เพราะเปิดไม่ดังมากแต่ถ้าใช้ระดับความดังสูงมากๆ ให้ลดลงมาเหลือสัก +2dB@25Hz ก็พอเพราะป้องกันการเกิด Overload ที่ Subwoofer ท่อระบายเบสด้านหลังออกแบบค่อนข้างดีและมีปัญหาตำแหน่งการวางในห้องน้อยมาก ผู้เขียนวัดการตอบสนองความถี่ต่ำออกมาได้ 28 Hz (-6dB )ในห้องซึ่งนับว่าดีทีเดียว ระดับความดังสูงสุดเกิน 110dB ที่ช่วงความถี่ 35Hz-90Hz นับว่าเพียงพอเกินต้องการกับห้องขนาดกลางทั่วๆ ไป

71m57oPSBIL._SL1500_

            เมื่อนำมาฟังเพลงโดยรวมถือว่าใช้ได้ดีแต่การที่ความถี่ทุ้มลึกโรยตัวลงเร็วไปนิดอาจจะเหมาะกับแนวเพลง Pop/Rock/Jazz เป็นหลักถ้าเป็นวงใหญ่ๆ และมีเสียงทุ้มลึกค่อนข้างมากให้ลองใช้ EQ เพิ่มความถี่ต่ำๆ อย่างที่แนะนำไปข้างบนในช่วง 25Hz-30Hz ขึ้นมาสัก 3- 4 dB จะช่วยเพิ่มความเต็มของย่านทุ้มลึกลงได้อีกระดับหนึ่ง ถ้าจะจัดสัดส่วนความเหมาะสมกับการใช้งาน Sub R12 น่าจะใช้ฟังภาพยนตร์ต่อดนตรีเพลงประมาณสัก 70 ต่อ 30 มันให้การกลมกลืนของเสียงเบสตอนบนที่ดีมาก สามารถผสมผสานไปกับลำโพงคู่หลักคู่หน้าและเซ็นเตอร์ทั่วๆ ไปได้อย่างง่ายดาย เปิดได้ค่อนข้างดังมากโดยมีความเพี้ยนที่ไม่สูงมาก ตัวโน้ตสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดีทีเดียว การประกอบตู้แน่นหนาดีมากไม่พบการกระพือของตัวตู้ในขั้นตอนการทำ Sweep Test เกิดขึ้นมาเลย (ทดสอบที่ความดังประมาน 95 dB ) นอกจากนี้ยังชอบที่มันมีขนาด/น้ำหนักตัวที่ไม่มากนักสามารถจะขยับไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้เองโดยไม่ต้องเดือดร้อนคนรอบข้าง เทียบกับราคาค่าตัวถือเป็น Subwoofer คุณภาพสูงที่ Setup ง่ายเหมาะกับห้องและโฮมเธียเตอร์กลางๆ ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมให้สนุกกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณ บริษัท  เอ็ม.ไอ.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โทร. 0-2254-3316-9