Test: Denon AVR-X5200W 11.2 Ch Dolby Atmos A/V Receiver

Test: Denon AVR-X5200W 11.2 Ch Dolby Atmos A/V Receiver

 Denon-AVRX5200

รีซีฟเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Denon รองรับระบบ Dolby Atmos พร้อม DDSSE-HD/AL24 มีภาคขยายกำลังสูงภายใน 9 แชนแนลรวมทั้ง 4k/60p 4:4:4 Processing

คุณสมบัติ

  • กำลังขับ 205 วัตต์ (140 วัตต์ ต่อแชนแนลที่ 8 โอห์ม 20-20kHz, THD 0.05% เท่ากันทั้ง 9 แชนแนล)
  • 2 Ch Processing /9 Ch Power Amp Built in/ 3 Zone เอ้าท์พุท
  • รองรับ Dolby Atmos
  • Audyssey DSX และ DTS Neo:X11.1 Processing
  • HDMI อินพุท 8 ช่อง เอ้าท์พุท Main 2 ช่อง, Zone เอ้าท์พุทอีกหนึ่งช่องรองรับ 3D/ARC
  • HDMI มาตรฐานล่าสุดรองรับ 4k/50/60 Hz Pass Through และ 4:4:4 Color Resolution
  • D.S.C.-HD พร้อมวงจร AL24 Processing, Denon Link-HD
  • วงจร Advanced Video Processing และ Upscaling ถึง 1080p และ 4K UltraHD 50/60 Hz
  • Built in WiFi (สายอากาศสองชุด), Built in Bluetooth
  • ระบบตั้งเสียงอัตโนมัติ Audyssey MultiEQXT32/SubEQHT/LFC
  • Audyssey Dynamic Volume/DynamicEQ
  • รองรับ Streaming Format ต่างๆ เช่น DSD, AIFF, รองรับ Airplay, DLNA Streaming
  • ภาคขยายใช้วงจรทรานซิสเตอร์โมดูลออกแบบเฉพาะโดย Denon (DHCT)
  • Advanced Eco mode/ RS232 Control/AppleIOS, Andriod Remote Apps
  • ขั้วลำโพง Binding Post คุณภาพสูงทั้ง 9 แชนแนล, ขั้ว RCA เคลือบทองทั้งหมด
  • ระบบแสดงผลช่วย Set Up แบบใหม่ใช้งานง่าย (Hybrid GUI), ตัวอักษรสองแถว
  • มีโหมด Direct และ Pure Direct ลดขั้นตอนประมวลผลเสียงที่ไม่จำเป็นออกไปเพิ่มคุณภาพของการฟังเพลง
  • ปรับจุดตัดความถี่ได้ละเอียดจาก 40 Hz ถึง 250 Hz และแยกแต่ละแชนแนลได้
  • รองรับ Lossless Format เช่น FLAC/ALAC/WAV รวมถึง FLAC HD 192/24, WAV192/24, ALAC 96/24
  • มีช่อง Phono อินพุท, Coarial อินพุท 2 ชุด, ช่อง USB หน้าเครื่องหนึ่งชุด
  • AVR-X5200W มีขนาด 434 x 167 x 393 มม. (WxHxD) น้ำหนัก 14.2 กิโลกรัมกินกำลังไฟ 730 วัตต์

 WestCoastHiFi_Denon_AVRX5200_3

ผลการทดสอบ/ทดลองใช้งาน

AVR-X5200W จัดเป็น Network A/V Receiver ซีรี่ย์ใหม่รุ่นรองท๊อป (AVR-7200W) จาก Denon เนื่องจากเป็นรุ่นสูงมากรองจากเรือธงจึงจัดความสามารถฟังก์ชั่นต่างๆ ให้มาแน่นมากกำลังขับค่อนข้างสูงมากถือว่าเพียงพอสำหรับห้องขนาดกลางๆ ไปจนถึงห้องค่อนข้างใหญ่ได้เลย มันมีภาคขยายกำลังคุณภาพสูงติดตั้งมาให้ถึง 9 แชนแนลให้กำลังขับต่อเนื่องแชนแนลละ 140 วัตต์ที่ 8 โอห์มตลอดย่าน 20 Hz -20 kHz, THD เพียง 0.05% เท่ากันทุกแชนแนล

AVR-X5200w เป็น A/V Receiver ที่ติดตั้งวงจรถอดรหัสเสียง Dolby Atmos รุ่นใหม่มาให้ในตัวพร้อมสรรพสามารถกำหนดรูปแบบ/จำนวนของแชนแนลที่ตจะใช้งานได้อิสระมากมายหลายรูปแบบสูงสุดถึง 11.2 แชนแนล

ด้านระบบวิดีโอมันยังติดตั้งวงจรประมวลผลภาพใหม่ล่าสุดเต็มข้อกำหนดการรับส่งข้อมูลภาพระดับ UltraHD 4k ของ HDMI 2.0 นั้นคือสามารถรองรับ High Frame Rate สูงสุดถึง 60 Hz ที่ 4K Resolution และส่งการ Sub Sampling ของสัญญาณสีระดับ 4:4:4 ได้ซึ่งสามารถ Upconvert (Upscaling) โปรแกรมต้นทางจาก SD, HD ไปยัง Resolution Ultra HD ได้รวมถึงปล่อยผ่านสัญญาณ 4K/60Hz จากต้นทางเช่นเครื่องเล่นบลูเรย์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงต้นทาง 4K แท้ๆ ในอนาคตออกไปยังจอภาพได้ (ตรงนี้ความเห็นส่วนตัวของผู้ทดสอบมองว่ามันน่าสนใจมากและน่าจะเป็นจุดขายจองเครื่องมากกว่า Dolby Atmos เสียอีก) จะดีไหมถ้า AVR ที่ซื้อในวันนี้รองรับ 4K Blu-ray ในอนาคตอันใกล้ได้ทันทีไม่ต้องไล่เปลี่ยนเครื่องกันใหม่อีก

Dolby Atmos เป็นระบบดิจิตอลเซอราวน์ใหม่ที่พัฒนาต่อเนื่องโดย Dolby โดยจุดประสงค์เริ่มแรกถูกนำไปใช้ในโรงภาพยนตร์ที่มีพื้นที่/ปริมาตรขนาดใหญ่โดยหวังผลด้านมิติความสมจริงของเสียงมากกว่าจำนวนแชนแนลที่เพิ่มขึ้นมา โดยระบบที่ใช้ในโรงภาพยนตร์จะเพิ่มลำโพงด้านข้างตั้งแต่มุมขอบของจอภาพล้อมรอบผู้ชม เพิ่มซับวูฟเฟอร์และลำโพงอยู่เหนือศีรษะ (Overhead) โดยเปิดตัวครั้งแรกด้วยโรงฉายกว่า 650 โรงใน 40 ประเทศที่ติดตั้งระบบ Dolby Atmos สมบูรณ์แบบมีภาพยนตร์จำนวนมากนับร้อยเรื่องที่บันทึกในระบบ Dolby Atmos (แต่ที่จัดทำเป็นแผ่นบลูเรย์ยังมีจำนวนไม่มากนักขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นับได้ไม่เกิน 5 เรื่อง)

ส่วนรายละเอียด Dolby Atmos ที่ติดตั้งอยู่ใน A/V Receiver รุ่นใหม่ๆ จะมีจำนวนแชนแนลน้อยกว่าที่ใช้ในโรงภาพยนตร์และ แชนแนลหลักที่เพิ่มขึ้นมาคือลำโพงด้านบนซึ่งอาจจะมี 2 ตัวหรือ 4 ตัวก็ได้แล้วแต่ขีดความสามารถของเครื่องในการเล่นระบบ Dolby Atmos ภายในบ้านเรายังคงอาศัยเครื่องเล่นบลูเรย์ตัวเดิมได้เพียงแต่เพิ่ม A/V Receiver ที่รองรับระบบ Dolby Atmos เช่นลำโพงด้านบนและหาแผ่นบลูเรย์ที่บันทึกในระบบ Dolby Atmos มาเปิดเล่นด้วยเท่านั้นโดยแผ่นที่บันทึกมาในระบบ Dolby Atmos จะต้องเลือกเข้าไปที่ระบบเสียงหลักของแผ่นคือ Dolby True HD เพราะแชนแนลที่เพิ่มขึ้นมาของ Dolby Atmos จะถูกบันทึกอยู่บน Stream ของ Dolby True HD เท่านั้น ส่วนตัวอย่างแผ่นบลูเรย์ที่บันทึกมามีระบบ Dolby Atmos และหาซื้อได้ทั่วๆ ไปเช่น Transformer: Age of Extinction, Teenage Mutant Ninja Turtles, Step Up All in, Expendables 3, John Wick, The Hunger Games: Mocking jay Part I, Unbroken, Gravity เป็นต้น เมื่อนำแผ่นข้างต้นมาเล่นโดยเลือกไปที่ระบบเสียง Dolby True HD หน้าเครื่อง AVR-x5200W จะแสดงคำว่า Dolby Atmos ขึ้นมาแสดงว่ากำลังทำงานในระบบดังกล่าว

มันมีวงจรประมวลผลเพิ่มคุณภาพเสียง DDSC-HD กับ ALZ4+Processing พร้อมระบบลด Jitter Denon Link HD ที่ทำงานคู่กับเครื่องเล่นบลูเรย์รุ่นสูงๆ ของ Denon เช่น DBT-3313UD ภายในใช้อุปกรณ์ Audio Grade มีระบบ Pure Direct เพื่อลดขั้นตอนของสัญญาณออดิโอให้ตรง/สั้นที่สุด เพื่อเพิ่มคุณภาพเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานำมารับฟังเพลง มันยังมีช่อง Pre-Out มาให้ใช้งานกับภาคขยายภายนอกครบถึง 13.2 แชนแนล โดยช่องเอ้าท์พุทสำหรับ Subwoofer จะมีสองชุด สามารถปรับระดับความดังของ Subwoofer ช่องที่ 1 และ ช่องที่ 2 แยกจากกันได้ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากโดนใจผู้เขียนมากเพราะปกติจะใช้ Subwoofer สองชุดอยู่แล้ว ทำให้การปรับระดับความดังของ Sub แต่ละตัวจะทำให้ Match กับสภาพอะคูสติกของห้องได้ละเอียดถึง 0.5 dB ต่อช่อง

ช่อง HDMI 2.0 มีให้มาถึง 8 ชุดอยู่ด้านหลัง 7 ชุดด้านหน้าหนึ่งชุด HDMI เอ้าท์พุทสามชุดเป็น Main สองชุด (หนึ่งชุดรองรับ ARC) และสำหรับ Multi Zone อีกหนึ่งชุด ช่อง HDMI รองรับ 3D และ 4K @ 50/60 Hz รวมถึงระบบ Up convert ต้นทางจาก SD/HD ไปจนถึงฟอร์แมท Ultra HD (4K) ได้โดยตรง มันมีระบบ OSDGUI ที่ซ้อมบนสัญญาณ 4K วิดีโอทันทีรองรับ Sub-Sampling Choma Channel 4:4:4 Structure ได้ มีระบบ 4K/3D Pass Through ในโหมด Stand by อีกด้วย

มันยังรองรับการเล่นไฟล์เสียงสารพัดรูปแบบทั้งชนิด Lossless และ Lossy Format ไม่ว่าจะเป็น Mp3, WMA, AAC, (Lossy Format) และ FLAC, ALAC, WAV (Lossless Format) รวมถึง High Resolution Files เช่น FLAC HD 192/24, WAV 192/24, ALAC 96/24 รวมถึง DSD Sampling Rate สูงถึง 2.8 mHz (.dsf Files) ผ่านทั้งทางช่อง USB และทาง Network ได้อีกด้วย มันยังรองรับ Airplay Audio Streaming, Internet Radio (V.tuner) มีวงจร Compressed Audio Restorer ปรับปรุงคุณภาพเสียงจากไฟล์ที่บีบอัดมาเช่น MP3 เป็นต้น

ตัวเครื่องติดตั้ง Wi-Fi พร้อมสายอากาศสองชุดอยู่ที่มุมซ้ายขวาด้านหลังเครื่องที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณให้ดีกว่าสายอากาศชุดเดียว (แต่ถ้าเราไม่ใช้ระบบ WiFi ผู้เขียนแนะนำให้ถอดสายอากาศออกไปเลยเพื่อลดมลภาวะ RFI ในห้องคุณลงเสียบ้าง ถ้าอยากจะเชื่อมต่อ Network และตัวเครื่อง Aur อยู่ไม่ไกลจาก Router มากนักให้ต่อสาย LAN เข้าหลังเครื่องไปเลย) นอกจาก Wi-Fi ยังติดตั้ง Bluetooth มาให้พร้อมและมันยังรองรับ DLNA และ Window 8 Certify ที่จะ Stream เพลงจากคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ Server ใน Network บ้านคุณได้โดยง่ายดาย ส่วน Apps Remote Control สำหรับ Smartphone/Tablet มีทั้งระบบ ios และ Android

ด้านหน้าเครื่องมีจอแสดงผลมัลติฟลูออเรสเซนต์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ซึ่งสามารถแสดงผลตัวอักษรได้สองแถว สามารถหรี่แสงได้ 3 ระดับและปิดจอแสดงผลได้ ด้านซ้ายมือและขวามือของจอจะมีปุ่มหมุนขนาดใหญ่คือ Source Select และ Master Volume ใต้จอแสดงผลมีฝาครอบปุ่มควบคุมการทำงานและอินพุทหน้าเครื่อง โดยมีปุ่ม Power อยู่ด้านซ้ายมือใต้ปุ่ม Source Select ซึ่งออกแบบได้สวยงามดูมีราคามาก

ด้านหลังเครื่องจะมีทั้งอินพุทคอนเน็คเตอร์/ เอ้าท์พุทคอนเน็คเตอร์ด่างๆ มากมายแต่มีการจัดกลุ่มกันเอาไว้ค่อนข้างดี ขั้ว RCA ทั้งหมดเป็น Gold Plated ขั้วต่อลำโพงเป็น Binding Post คุณภาพสูงอยู่แถวล่างสุด แถวบนสุดจะเป็นช่อง HDMI อินพุทและเอ้าท์พุท ช่องเสียบไฟ AC เช่น IEC สามารถถอดเปลี่ยนสายไฟได้

ระบบ Dolby Atmos สามารถจัดจำนวนแชนแนลของลำโพงที่ใช้ได้ทั้ง 5.1.4 (ลำโพง overhead 4 ตัว) และ 7.1.2 (ลำโพง OverHead 2 ตัว) จากภาคขยาย 9 แชนแนลภายใน แต่ถ้าเราเพิ่มภาคขยายภายนอกที่ขับคู่หน้าเพิ่มอีกตัวหน้าจะทำให้สามารถใช้การ Set Up ระบบ 7.1.4 แชนแนลเต็มรูปแบบได้อันนี้ก็แล้วแต่ความพร้อมของห้องฟังที่ติดตั้งด้วยถ้าห้องไม่ใหญ่โตมากใช้ลำโพงคู่ใหญ่โตมากนักแต่ควรจะเป็นซีรี่ย์เดียวกันกับคู่หน้า/เซ็นเตอร์แต่มีขนาดเล็กกว่าเช่นคู่เซอราวด์ปกติสามารถนำไปใช้เป็นคู่ Overhead ได้ทันที

top2

            รีโมทคอนโทรลขนาดกำลังเหมาะมือดี ออกแบบให้ใช้งานง่าย แต่ก็มีฟังก์ชั่นครบครันดีมีการจัดแบ่งกลุ่มการทำงานของปุ่มกดที่จดจำได้ไม่ยากนัก มีไฟแสดง Zone และชนิดอุปกรณ์ที่กำลังควบคุมอยู่ซึ่งจะติดตั้งขณะที่กดปุ่มใดๆ ที่รีโมท การตอบสนองของระดับโวลลุ่มคอนโทรลขึ้นลงเมื่อควบคุมด้วยรีโมททำได้ต่อเนื่องดี ระดับการทำงานของโวลลุ่มกว้าง (-79.5 ถึง +18.0 dB) ความละเอียดสูง 0.5 dB ต่อ Step สามารถกำหนดล็อคระดับความดังสูงสุดได้เพื่อป้องกันเผลอเร่งโวลลุ่มดังเกินปกติโดยไม่ได้ตั้งใจ

X5200 ใช้ระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติ Audyssey MultEQ XT32(Pro) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด มันมีความละเอียดในการปรับแต่งสูงมาก เมื่อเทียบกับ MultEQ/XT แล้ว MultEQ/XT32 จะมี Filter Resolution สูงถึง 512 จุดทั้งคู่ Main และ Subwoofer ส่วน MultEZ/XT จะมี Filter Resolution เพียง 16 จุดสำหรับคู่ Main และ 128 จุดlสำหรับ Subwoofer สามารถวัดได้ถึง 8 ตำแหน่งโดยระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติ Audyssey จะแก้ไขในเรื่องของเวลา, การตอบสนองความถี่, รวมถึงจุดติดความถี่, Polarity และ ระดับความดังของลำโพงในแต่ละแชนแนลให้ดีที่สุดกับสภาพอะคูสติกในห้องคุณและมี Manual EQ ให้ปรับตั้งเองได้โดยสามารถปรับแต่งได้ 9 จุดจาก 63 Hz ถึง 16 kHz ระดับการปรับแต่งจาก –20dB ถึง +6dB ถ้าไม่ใช้ระบบ Audyssey MuLtEQ/Xt32 สามารถตั้งค่าเป็น off ได้ ซึ่งก่อนจะใช้ระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติใดๆ เราควรจะต้องดูแลเรื่องสภาพอะคูสติคในห้องของเราให้ดีสักระดับหนึ่งก่อน ไม่ควรจะมีวัสดุสิ่งชองเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ที่มีการสะท้อนเสียงมากจนเกินไปนัก สภาพห้องด้านซ้ายมือและขวามือของจุดนั่งฟังถ้าสมมาตรกันจะดีมาก

นอกจากนี้ยังมีระบบ Audyssey DSX ที่จะประมวลผลเพิ่มแชนแนลด้านความสูงและความกว้าง โดยสามารถเลือกการทำงานได้ 3 โหมด คือ โหมด Wides เป็นการใช้ DSX Processing ในการเพิ่มบรรยากาศด้าน ความกว้าง, Heights เพิ่มบรรยากาศด้านบน และ Wides/Heights จะทำงานเต็มรูปแบบและ off คือไม่ใช้งาน เมื่อใช้งานสามารถปรับ Stage Width และ Stage Heights ได้จาก -10 ถึง +10

ระบบ Audyssey LFC (Low Frequency Containment) จะช่วยลดความถี่ต่ำๆ ไปรบกวนเพื่อนบ้าน หรือห้องที่อยู่ติดกันที่มักจะมีความถี่ต่ำสั่นสะเทือนไปตามโครงสร้างอาคาร โดยเมื่อใช้งานมันจะคอยตรวจสอบระดับความดังในย่านความถี่ต่ำๆ และปรับลดลงมาให้เหมาะสม โดยยังคงความกระจ่างใสในย่านกลาง /แหลมเอาไว้ (ต่างจากระบบ Late Night ตรงที่ระบบ Late Night จะควบคุมตลอดย่านความถี่ เมื่อมันทำงานจะรบกวนต่อย่านเสียงกลาง/ แหลม บทสนทาต่างๆ จะดูลดทอนลงไปเสียอรรถรสในการชมได้) Audyssey FC สามารถตั้งระดับการทำงานได้ถึง 7 ระดับและปิดไม่ใช้งานได้

ระบบ Audyssey Dynamic EQ จะช่วยเพิ่มความชัดเจน ของย่านเสียงทุ้มและย่านเสียงแหลม เมื่อเปิดใช้งานในระดับความดังที่ไม่สูงมากนัก โดยจะทำงานร่วมกับระบบ Audyssey MULTEQ/ XT32 เพื่อรักษาความสมดุลย์ของย่านความถี่เสียงตลอดทุกระดับความดังที่ใช้งาน เพราะปกติเมื่อเราเบาโวลลุ่มคอนโทรลลงมา การตอบสนองความถี่ของหูคนเราจะเปลี่ยน เสียงย่านปลายทุ้มและแหลมจะสูญเสียรายละเอียดในการได้ยินเร็วขึ้น ทำให้บรรยากาศของเสียงเอฟเฟกต์ หรือเสียงเซอราวด์ต่างๆ ฟังดูไม่กว้างมีรายละเอียดสมจริง เหมือนกับตอนที่เปิดดังๆ ซึ่งระบบ Dynamic EQ สามารถปิดไม่ใช้งานได้

ระบบ Audyssey Dynamic EQ นี้ยังสามารถเลือกระดับการทำงาน หรือ Ref Level off set ได้ เพราะปกติการทำงานของ Audyssey Dynamic EQ นี้จะอ้างอิงกับความดังมาตรฐานในการบันทึกสัญญาณ (ความดังมาตรฐานของการบันทึกเสียง Film Soundtrack จะอยู่ที่ 85 dBSPL เมื่อระดับสัญญาณอินพุทอ้างอิงที่ -20 dB Full Scale) โดยมันจะทำงานโดยดูจากระดับความดังของตำแหน่งโวลลุ่มคอนโทรลที่ถูกลดระดับจากระดับอ้างอิงที่ 0 dB ลงมาเพื่อทำการปรับระดับการชดเชยที่แตกต่างกันออกไป เช่นถ้าลดโวลลุ่มลงมาค่อนข้างมากวงจรชดเชยจะทำงานมากกว่าตำแหน่งโวลลุ่มที่ระดับค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ดี จุดอ้างอิงความดังนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ Film Soundtrack เสมอไป เมื่อทำการ Mix โปรแกรมอย่างอื่น เช่น เสียงเพลง เราจึงสามารถเลือกระดับอ้างอิง หรือ Reference Level offset เพิ่มเติมได้ โดยใน X5200 นี้จะเลือกได้ 4 ระดับ คือ 0 dB ซึ่งเป็นค่าปกติมาตรฐานในการชมภาพยนตร์ Soundtrack ทั่วๆ ไป 5 dB ใช้กับโปรแกรมที่มี Dynamic ค่อนข้างกว้าง เช่น เพลงคลาสสิค เป็นต้น 10 dB และ 15 dB ใช้กับโปรแกรมที่มีช่วง Dynamic ไม่มากนัก เช่น เพลงร้อง Pop/ Jazz/ Rock ที่จะยกระดับความดังในการบันทึกเอาไว้ค่อนข้างสูง แต่มีการบีบกดช่องกว้างของ Dynamic เอาไว้ค่อนข้างมาก โปรแกรมที่บันทึกมาในลักษณะนี้จะสังเกตุว่า เร่งโวลลุ่มแค่เล็กน้อย เสียงจะฟังดูว่าดังมาก แต่มันก็ไม่สามารถดังได้มากกว่าค่าเฉลี่ยนั้นได้อีกเท่าไร เพราะมันถูกบันทึกอยู่ที่ใกล้ระดับสูงสุดที่ตัวกลางดิจิตอลจะสามารถบันทึกได้แล้ว (FS: Full Scale)

ระบบ Audyssey AutoCalibration ของ AVR-X5200W มีขั้นตอนในการวัดค่าคล้ายๆ กับระบบ Audyssey MULTIEQ ทั่วๆ ไป และสามารถวัดได้สูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง เมื่อเสียบ set up ไมโครโฟนเข้าไปจะปรากฏ OSDGUI ขึ้นที่จอภาพให้เลือก Start และกด Enter จากนั้นเครื่องจะให้ตั้งค่า Amp Assign (X5200 มีรูปแบบของ Amp Assign ให้เลือกใช้มากมาย นับดูได้ถึง 12 รูปแบบรวมทั้ง Bi-amp ที่คู่หน้าด้วย) และเลือกแชนแนลที่ทำการวัดให้เรียบร้อย แล้วกด Next และเลือก “Begin test” กด Enter ทำตามขั้นตอนเครื่องจะใช้เวลาวัดอยู่สัก 3-4 นาทีจึงจะเรียบร้อย จากนั้นนำไมโครโฟนมาวัดตำแหน่งที่ 2 แล้วเลือก “Continue” ถ้าวัดไม่ถึง 8 ตำแหน่งให้เลือก skip ได้โดยเลือกไปที่ “Calculation” แล้วกด Enter เครื่องจะใช้เวลาสักพักใหญ่ในการนำค่าที่วัดได้มาทำการคำนวณ เพื่อทำการเลือกจุดตัดความถี่/ การปรับ EQ ในแต่ละแชนแนล รวมถึงค่า delay time ให้เรียบร้อยจากนั้นให้กด Store แล้วกด Enter เพื่อบันทึกค่าเอาไว้ใน Memory ถ้าเครื่องทำการวัดค่าใดๆ ไม่ได้ตามต้องการ จะมีข้อความแสดง “error” ปรากฏขึ้นที่จอภาพ ปกติเกิดจากในห้องมีเสียงรบกวนที่สูงเกินไป หรือปรับระดับ Subwoofer ต่ำเกินไป หรือต่อลำโพงกลับเฟส เป็นต้น

เมื่อกดปุ่ม Set up ที่รีโมทคอนโทรลจะปรากฏเมนูหลัก ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อใหญ่ คือ Audio, Video, Input, Speakers, Network, General และ Set up Assistant

Audio เป็นการปรับแต่งเกี่ยวกับพารามิเตอร์ด้านเสียง เช่น Tone Control, Dialog Level, Surround Parameter, Restorer, Delay, Volume Set up, Audyssey, Graphic EQ

Video ปรับค่าด้านภาพที่เกี่ยวข้องกับ HDMI เช่น Picture Adjust, HDMI Set up รวมถึง Pass Through, Video Processing Mode, On Screen Display เป็นต้น

Input ปรับค่าเกี่ยวกับอินพุท เช่น Input Assign, Source Rename, Source Level, Input Select (ตั้งค่า Input mode และ Decode mode)

Speakers Amp Assign/ ระยะทาง/ ชนิดลำโพง/ ขนาดลำโพง/ ระดับความดัง, LFE Set up เป็นต้น

Network ตั้งค่าเกี่ยวกับเครือข่าย เช่น Information, IP Control, LAN Setting, Diagnostics

General ตั้งค่าทั่วไป เช่น ภาษาของเมนู, Zone 2/ Zone 3, Trigger เอ้าท์พุท, Auto Stand By, Front Display, Firmware Update/ Notification, Set up Lock เป็นต้น

Set up Assistance จะช่วยตั้งค่าการใช้งานเครื่องเป็นต้น ทั้งการต่อสายอินพุท/ เอาท์พุท การตั้งค่าภายในเครื่อง, การ Calibrate ลำโพงต่างๆ เป็นต้น

หลังจาก Burn in และตั้งค่าต่างๆ ตามที่มันควรจะเป็นแล้ว ได้ทดลองกับแผ่น Blu-ray คุณภาพสูงหลายตัวหลายแผ่น ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า AVR-X5200W ให้น้ำเสียงโดยรวมที่ยอดเยี่ยมมาก มันให้สมดุลของย่านความถี่ต่างๆ ได้ดีมากเสียงแหลมสดใส เปิดแต่ไม่ออกแนวคมมากเหมือนรุ่นก่อนๆ หน้า เหมือนกับ Denon ปรับดุลเสียงในย่านแหลมให้นุ่มนวลลงเล็กน้อย ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนชอบแนวเสียงลักษณะนี้มาก คือมันยังให้ทั้งความรวดเร็ว ดุดัน แต่ก็ยังมีความผ่อนคลายอยู่ในน้ำเสียง ทำให้มันสามารถนำไปดูภาพยนตร์และฟังเพลง ได้ทั้งสองชนิดในเครื่องเดียวกัน แค่จุดนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว

นอกจากนี้มันยังมีภาค pre-amp ที่ยอดเยี่ยม เมื่อลองต่อกับภาคขยายกำลังภายนอกเพื่อแยกขับลำโพงคู่หน้า โดยใช้โหมด pure direct ผลคือมันให้กลิ่นไอของเสียงในระดับน้องๆ ไฮเอนด์ได้เลย หรือเมื่อนำไปใช้ในโหมดมัลติแชนแนลของเซอราวด์ X5200W ก็จะกลายเป็น Pre-processor ชั้นยอดไปในทันที

เมื่อนำมาชมภาพยนตร์ X5200W ยังคงเอกลักษณ์น้ำเสียงของเดนอนอยู่ คือ มีความฉับพลัน เร็ว แรงปะทะดี ต้นเบสมีความกระชับเก็บตัวดีให้ความสนุกสนานกับการชมภาพยนตร์ได้แทบทุกแนว ยิ่งถ้าเป็นหนังแนว Action/ Sci-fi จะ work มาก แต่อย่างที่กล่าวไปข้างบน คือ ดุลย์เสียงแหลมของ X5200W มีความอ่อนโยนกว่ารุ่นก่อนๆ ทำให้มันสามารถรองรับกับแนวภาพยนตร์/ แผ่นแสดงสดที่หลากหายได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้มันยังให้มิติเสียงของการแยกเซอราวด์ต่างๆ ได้ชัดเจนมาก ระบบ Dolby Atmos ผู้เขียนมีแผ่นทดสอบอยู่เพียงสองเรื่อง คือ Transformer ภาค 4 กับ Mocking jay ภาคแรก ติดตั้งในระบบ 5.1.2 มันให้ความแน่นของบรรยากาศที่รายล้อมด้านหน้า/ ด้านบนที่ดีมาก ฉากเฮลิคอปเตอร์บินอยู่บนหัวให้ตำแหน่งเสียงด้านสูงติดตามไปอย่างชัดเจน การแพนเสียงไปยังแชนแนลต่างๆ แม่นยำมาก ให้บรรยากาศโอบล้อมเป็น 3 มิติ ราวกับลำโพงล่องหนได้ถ้า Set up กันดีๆ พละกำลังของภาคขยายภายใน X5200W ถือว่ามีกำลังสูงพอที่จะขับลำโพงทั่วๆ ไปในระบบโฮมเธียเตอร์ได้เป็นอย่างดี อาจจะหลีกเลี่ยงลำโพงอิมพิแดนซ์ต่ำๆ เช่น 4 โอห์มบ้าง คือหมายถึงเล่นได้แต่ถ้าระดับความดังสูงๆ อาจจะมีอาการอั้นบ้างเล็กน้อย หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้อย่าตั้งขนาดของลำโพงเป็น large แต่ให้ตั้งเป็น small และปรับจุดตัดความถี่ให้สูงขึ้นกว่าปกติบ้าง จะช่วยลดภาระของภาคขยายกำลังกับลำโพงโหลดอิมพิแดนซ์ต่ำๆ ลงได้

ส่วนโหมด Pure direct จะติดการทำงานของ DSD บางส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้เสียงที่ได้โดยรวมรู้สึกถึงความสงัดชัดเจนได้มากขึ้น แต่แหล่งโปรแกรมจะต้องบันทึกมาดีๆ ด้วยในโหมด Pure direct จะติดการทำงานของวงจรภาพและไฟแสดงผลหน้าจอออกด้วย

ระบบ HDMI Upscaling ทำงานได้ดีมาก รวมถึงมันมีโหมดปรับแต่งภาพละเอียด รวมถึง enhancer และ Noise Reduction ลองนำกล่อง STB (1080i) ป้อนเข้าไปแล้ว ตั้งค่า output เป็น Ultra HD พบว่ามันทำงานได้ยอดเยี่ยมภาพใส รายละเอียดดีมาก มี artifact ต่ำ ภาพเคลื่อนไหวทำงานได้ดี สีสันอิ่มแน่น แต่ถ้าต้นทางเป็นเครื่องเล่นบลูเรย์คุณภาพสูงก็ควรจะปล่อยผ่านไป หรือต้องลองดูว่าการ Upscale ที่ X5200W กับจอภาพที่ไหนจะให้ภาพที่ดีกว่ากัน (กรณีจอภาพเป็น Ultra HD) แต่ส่วนใหญ่เท่าที่เคยทดสอบผ่านมือม มักจะให้คุณภาพได้ใกล้เคียงกันมาก ไม่ว่าจะ Upscale ที่ต้นทาง, AVR หรือที่จอภาพ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก

maxresdefault

            ถือว่า AVR X5200W ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมมาก มันมีฟังก์ชั่นการทำงานที่มากมายหลายหน้าที่มาก รองรับระบบภาพและเสียงใหม่ๆ ได้ครบครัน มันให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก มีภาค Pre-processor ที่ยอดเยี่ยม ภาคขยายกำลังคุณภาพสูงถึง 9 แชนแนลจัดรูปแบบการทำงานของภาคขยายได้มากมาย รองรับด้าน Networking และเล่นไฟล์เสียงใหม่ๆ ได้เต็มรูปแบบ สามารถจะรองรับกับอนาคตของระบบภาพ/ เสียงชั้นดี ได้อีกนานกันเลยทีเดียว