Test : DENON AVR-X4000

Test : DENON AVR-X4000

INTEGRATED NETWORK A/V RECEIVER

นิตพินัย

PID3738_S1920x1080_AVR-X4000_FHD_4

            A/V Network Receiver รุ่นใหญ่ระบบ 9.2 แชนแนล กำลังขับสูง 165 วัตต์ ทั้ง 7 แชนแนล พร้อม DDSC-HD/AL24+ Processing และ Audyssey MULT EQ XT32 ใหม่กับ Audyssey DSX 9.1 Ch

 PID3739_S1920x1080_AVR-X4000_FHD_1

คุณสมบัติ

  • กำลังขับ 165 วัตต์ (6 โอห์ม, 1 kHz, 7%, ขับพร้อมกันสองแชนแนล) ทั้ง 7 แชนแนล (235 วัตต์ ที่ 6 โอห์ม, 1 kHz, 10%, ขับแชนแนลเดียว), ระบบ Discrete Power Amp
  • ระบบ 9.2 แชนแนล Processing
  • รองรับ HD Audio Surround DTS HD Master/Dolby True HD/DTS ES/DTS 96/24/Dolby Digital EX/Prologic IIz, DTS-Neo : X (9 Ch), Multi Channel Stereo, DSD Over HDMI
  • ระบบ Audyssey DSX
  • ระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติ Audyssey MultEQ/XT32 (PRO), Audyssey Dynamic Volume, Dynamic EQ, LFC
  • Denon Link HD, ระบบลด Clock Jitter, DDSC-HD Digital
  • ช่อง Pre-out ครบทั้ง 11.2 แชนแนล ซับวูฟเฟอร์ 2 ชุด อิสระปรับความดังแยกกันได้
  • HDMI อินพุท 7 ชุด เอาท์พุท 3 ชุด รองรับ 4k/ARC/MHL, 4K GUI Overlay, 4K Upscaling/3D, 4K Signal Passthough in Stand By Mode
  • รองรับ Lossless Format เช่น FLAC/ALAC/WAV รวมถึง FLAC HD 192/24, WAV 192/24, ALAC 96/24
  • รองรับ DLNA 1.5/Window 8/RT, Airplay Audio Streaming, Smartphone App Remote (Android/iOS)
  • HDMI Video Processing, Picture Adjust, Noise Reduction, Auto Lipsync
  • Multi Zone 3 ชุด แยก Speaker/Preout, Source เลือกได้จาก HDMI, Opt. COAX/Network USB และ Analog ควบคุมได้ทั้ง IP Control/RS-232/Web Control และ App Control
  • จอแสดงผลมัลติฟลูออเรสเซนต์ขนาดใหญ่ ตัวอักษรสองแถว มี Advanced GUI
  • มีอินพุทดิจิตอล Optical และ Coaxial อย่างละสองชุด, Analog 5+1 ชุด, Phono อินพุทหนึ่งชุด, คอมโปเนนท์วิดีโออินพุทสองชุด
  • ต่อลำโพงคู่หน้าแบบ Bi-Amp ได้, ขั้วลำโพงทั้งหมด 11 ชุด (กำหนดได้)
  • มี Direct และ Pure Direct Sound Mode ลดขั้นตอนประมวลผลเสียงที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อเพิ่มคุณภาพของการฟังเพลง
  • ปรับจุดตัดความถี่ได้ละเอียดจาก 40 Hz ถึง 250 Hz และแยกแต่ละแชนแนลได้

 

AVR-X4000 ใช้กำลังไฟ 670 วัตต์ (0.1 วัตต์ Standby, 0.5 วัตต์ CEC Standby และ 2.7 วัตต์ Network Standby Mode) ขนาด (W x H x D) 434 x 379 x 167 มม. น้ำหนัก 12.3 กิโลกรัม

 7

ผลการทดสอบ/ทดลองใช้งาน

AVR-X4000 เป็น Network A/V Surround receiver ซีรี่ย์ใหม่จาก Denon ซึ่งไล่จากรุ่นเล็กขึ้นไปคือ AVR-X500, AVR-X1000, AVR-X2000, AVR-X3000, AVR-X4000 และ AVR-4520 เป็นรุ่นใหญ่สุด โดยเดนอน ตั้งชื่ออนุกรมใหม่นี้ว่า ‘IN-Command Series’ ที่เน้นความคล่องตัวด้าน Networking การใช้งานที่ง่ายไม่ซับซ้อน และให้คุณภาพเสียงได้เที่ยงตรงที่สุดในทุกฟอร์แมทที่ใช้งาน นอกจากนี้ตั้งแต่รุ่น AVR-X2000 ขึ้นไปยังสามารถรองรับระบบภาพ 4K (Ultra HD) ทั้งการ Upscaling และ Pass Through ได้อีกด้วย

ดังนั้น AVR-X4000 จึงจัดได้ว่าเป็นรุ่นใหญ่รองจาก AVR-4520 ที่เป็นรุ่นเรือธง ดังนั้นเดนอนจึงจัดความสามารถ, ฟังก์ชั่นต่างๆ มาให้แน่นมาก ด้านกำลังขับก็ถือว่าเพียงพอตั้งแต่ขนาดห้องกลางๆ ไปจนถึงค่อนข้างใหญ่ได้เลย มันมีภาคขยายกำลังสูงติดตัวมาให้ในตัวถึง 7 แชนแนล มีระบบประมวลผลเสียง Audyssey DSX 9.1 Ch ชุดใหญ่มาให้พร้อมระบบตั้งเสียงอัตโนมัติรุ่นใหม่อย่าง Audyssey MultEQ XT32 (Pro) ก็มีมาให้พร้อม โดยภาคขยายมีกำลังขับต่อเนื่องที่โหลด 8 โอห์ม ที่แชนแนลละ 125 วัตต์ (20 – 20,000 Hz, THD 0.05%)

มันยังมีวงจรประมวลผลเพิ่มคุณภาพเสียง DDSC-HD กับ AL24+ Processing พร้อมระบบลด Jitter Denon Link HD (ที่ทำงานคู่กับเครื่องเล่นบลูเรย์ของเดนอนรุ่น DBT-3313UD) ภายในใช้อุปกรณ์ Audio Grade มีระบบ Puredirect เพื่อลดขั้นตอนของสัญญาณเสียงให้ตรงที่สุด เพื่อเพิ่มคุณภาพเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้ฟังเพลง และมันยังมีช่อง Pre-out มาให้ใช้งานกับภาคขยายภายนอกครบทั้ง 9.2 แชนแนล โดยช่องเอาท์พุทสำหรับ Subwoofer จะมีสองชุด และทำงานแยกกันอิสระ สามารถปรับระดับความดังของ Subwoofer ช่องที่ 1 และช่องที่ 2 แยกจากกันได้ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากซึ่งจุดนี้จะโดนใจผู้เขียนมาก เพราะปกติจะใช้ Subwoofer สองชุดอยู่แล้ว ทำให้การปรับระดับความดังของ Sub แต่ละตัว กระทำให้ Match กับสภาพอะคูสติกของห้องได้ละเอียดขึ้น

ช่อง HDMI อินพุทมีให้มาถึง 7 ชุด (ด้านหลัง 6 ชุด และด้านหน้าอีกหนึ่งชุด) มี HDMI เอาท์พุท 3 ชุด สำหรับระบบ Multi Zone ให้ด้วย ช่อง HDMI รองรับระบบ 3D และ 4K รวมถึงการ Upscale จากต้นทางจากฟอร์แมท SD และ HD ไปจนถึงฟอร์แมท Ultra HD (4K) ได้โดยตรง นอกจากนี้มันยังมีระบบ OSD GUI ที่ซ้อนบนสัญญาณ 4K วิดีโอได้ทันที และมีระบบ 4K Pass Through ในโหมด Standby ด้วย

AVR-X4000 ติดตั้งระบบประมวลผลเสียง Audyssey DSX9.1 Processing มาให้ด้วย เพื่อเพิ่มแชนแนลหน้าด้านบนและด้านข้างขึ้นมาอีก 2 คู่ ทำให้ช่วยเพิ่มบรรยากาศของเสียงรอบทิศให้ดีขึ้นสมจริงขึ้น รวมทั้งระบบ Prologic IIz ที่ทำงานคล้ายกัน แต่ทำงานกับต้นทางระบบ Stereo หรือ Matrix และ DSX จะทำงานกับต้นทางในระบบมัลติแชนแนลดิจิตอลเซอราวด์

นอกจากนี้มันยังรองรับการเล่นไฟล์เสียงสารพัดรูปแบบทั้งชนิด Lossless และ Lossy Format ไม่ว่าจะเป็น MP3, WMA, AAC (Lossy Format) และ FLAC, ALAC, WAV (Lossless Format) รวมถึง High Resolution ไฟล์ เช่น FLAC HD 192/24, WAV 192/24, ALAC 96/24 เป็นต้น รองรับ Airplay Audio Streaming, Internet Radio (V.Tuner) มี Apps สำหรับ Tablet/Smartphone Remote ทั้งระบบ Android และ iOS

ด้านหน้าเครื่องมีจอแสดงผลแบบมัลติฟลูออเรสเซนต์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ซึ่งสามารถแสดง 3 ตัวอักษรได้สองแถว (รุ่นต่ำกว่า AVR-X4000 จะแสดงผลได้แถวเดียว) สามารถหรี่แสงได้ 3 ระดับ และปิดจอแสดงผลได้ ด้านซ้ายมือ และขวามือของจอมีปุ่มหมุนขนาดใหญ่คือ Source Select และ Master Volume ใต้จอแสดงผลมีฝาครอบปุ่มควบคุมการทำงานและอินพุทหน้าเครื่อง โดยมีปุ่ม Power อยู่ด้านซ้ายมือใต้ปุ่ม Source Select ซึ่งออกแบบได้สวยงามดูมีราคามาก

ด้านหลังเครื่องจะมีทั้งอินพุท/เอาท์พุทคอนเน็คเตอร์ต่างๆ มากมายแต่มีการจัดกลุ่มแบ่งประเภทเอาไว้ค่อนข้างดี ขั้วต่อลำโพงเป็น Binding Post อยู่แถวล่างสุดส่วนแถวบนสุดจะเป็นช่อง HDMI อินพุทและเอาท์พุท ช่องเสียบไฟ AC สามารถถอดเปลี่ยนสายไฟได้

รีโมทคอนโทรลขนาดกำลังเหมาะมือดี ออกแบบให้ใช้งานง่าย แต่ก็มีฟังก์ชั่นครบครันดี มีการจัดแบ่งกลุ่มการทำงานของปุ่มกดที่จดจำได้ไม่ยากนัก มีไฟแสดง Zone และชนิดอุปกรณ์ที่กำลังควบคุมอยู่ ซึ่งจะติดขึ้นขณะที่กดปุ่มใดๆ ที่ตัวรีโมท การตอบสนองของระดับโวลลุ่มคอนโทรลขึ้นลงเมื่อควบคุมด้วยรีโมททำได้ต่อเนื่องดี ระดับการทำงานของโวลลุ่มกว้าง (-79.5 ถึง + 18.0 dB) ความละเอียดสูง 0.5 dB ต่อ Step สามารถกำหนด Lock ระดับความดังสูงสุดได้เพื่อป้องกันเผลอเร่งโวลลุ่มดังเกินปกติโดยไม่ตั้งใจ

ระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติของ AVR-X4000 คือ Audyssey Mult EQXT32 (PRO) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ Audyssey มันมีความละเอียดในการปรับแต่งสูงมาก เมื่อเทียบกับ MULT EQ/XT โดย MULT EQ/XT32 จะมี Filter Resolution สูงถึง 912 จุด ทั้งคู่ Main และ Subwoofer ส่วน MULT EQ/XT จะมี Filter Resolution 16 จุดสำหรับ Main และ 128 จุด สำหรับ Suwoofer วัดได้ถึง 8 ตำแหน่ง โดยระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติ Audyssey จะแก้ไขในเรื่องของเวลา, การตอบสนองความถี่ รวมถึงจุดตัดความถี่, Polarity และระดับความดังของลำโพงในแต่ละแชนแนลให้ผลลัพธ์ที่ได้ดีที่สุดกับสภาพอะคูสติกในห้องของคุณ และ Manual EQ ให้ปรับตั้งเองได้โดยสามารถปรับแต่งได้ 9 จุดจาก 63 Hz จนถึง 18 kHz ระดับการปรับแต่งจาก -20 dB ถึง +6 dB ถ้าไม่ใช้ระบบ Audyssey Mult EQ/XT32 สามารถตั้งค่าเป็น Off ได้ ซึ่งก่อนจะใช้ระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติใดๆ เราควรจะต้องดูแลเรื่องสภาพอะคูสติกในห้องของเราให้ดีสักระดับหนึ่งก่อน ไม่ควรจะมีวัสดุส่งของเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ที่มีการสะท้อนเสียงมากเกินไปนัก สภาพห้องด้านซ้ายมือ และขวามือของจุดนั่งฟังถ้าสมมาตรกันจะดีมาก รวมถึงจุดนั่งฟัง ตำแหน่งที่วางลำโพงต่างๆ ด้วย (สักวันหนึ่งผู้เขียนหวังจะได้เห็นระบบปรับตั้งเสียงอัตโนมัติ สามารถแนะนำได้ว่าคุณควรวางลำโพงในแต่ละแชนแนลเอาไว้ตำแหน่งใดๆ ในห้องของคุณ โดยเฉพาะ Subwoofer เพื่อลด Roommode/Flat Resonance Frequency/ลด Group Delay ก่อนจะ Apply การชดเชยทางไฟฟ้าใดๆ เพราะอย่างไรก็จะไม่ดีเท่ากับตำแหน่งวางลำโพงที่เหมาะสมก่อนเป็นอันดับแรก)

image

            ระบบ Audyssey Dynamic EQ จะช่วยเพิ่มความชัดเจนของย่านเสียงทุ้ม และย่านเสียงแหลมเมื่อเปิดใช้งานในระดับความดังที่ไม่สูงมากนัก โดยจะทำงานร่วมกับระบบ Audyssey Mult EQ/XT32 เพื่อรักษาสมดุลของย่านความถี่เสียงตลอดทุกระดับความดังที่ใช้งาน เพราะปกติเมื่อเราเบาโวลลุ่มคอนโทรลลงมา การตอบสนองความถี่ของหูคนเราจะเปลี่ยน เสียงย่านปลายทุ้ม และแหลมจะสูญเสียรายละเอียดในการได้ยินเร็วขึ้น ทำให้บรรยากาศของเสียงเอฟเฟกต์ หรือเสียงเซอราวด์ต่างๆ ฟังดูไม่กว้างมีรายละเอียดสมจริง เหมือนกับตอนที่เปิดดังๆ ซึ่งระบบ Dynamic EQ สามารถปิดไม่ใช้งานได้

ระบบ Audyssey Dynamic EQ นี้ยังสามารถเลือกระดับการทำงานหรือ Ref Level Offset ได้เพราะปกติการทำงานของ Audyssey Dynamic EQ นี้จะอ้างอิงกับความดังมาตรฐานในการบันทึกสัญญาณ (ความดังมาตรฐานของการบันทึกเสียง Film Soundtrack จะอยู่ที่ 85 dB SPL เมื่อระดับสัญญาณอินพุทอ้างอิงที่ -20 dB Full Scale) โดยมันจะทำงานโดยดูจากระดับความดังของตำแหน่งโวลลุ่มคอนโทรลที่ถูกลดระดับจากระดับอ้างอิงที่ 0 dB ลงมาเพื่อทำการปรับระดับการชดเชยที่แตกต่างกันออกไป เช่นถ้าลดโวลลุ่มลงมาค่อนข้างมากวงจรชดเชยจะทำงานมากกว่าตำแหน่งโวลลุ่มที่ระดับค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ดี จุดอ้างอิงความดังนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ Film Soundtrack เสมอไปเมื่อทำการ Mix โปรแกรมอย่างอื่นเช่น เสียงเพลง เราจึงสามารถเลือกระดับ Reference Level Offset เพิ่มเติมได้ โดยใน AVR-X4000 จะมีให้เลือก 4 ระดับคือ 0 dB ซึ่งเป็นค่าปกติมาตรฐานในการชมภาพยนตร์ Soundtrack ทั่วๆ ไป 5 dB ใช้กับโปรแกรมที่มีช่วง Dynamic ค่อนข้างกว้าง เช่น เพลงคลาสสิก เป็นต้น 10 dB และ 19 dB ใช้กับโปรแกรมที่มีช่วง Dynamic ไม่มากนักเช่นเพลงร้อง Jazz/Pop/Rock ที่จะยกระดับความดังในการบันทึกเอาไว้ค่อนข้างสูง แต่มีการบีบกดช่วงกว้างของ Dynamic เอาไว้ค่อนข้างมาก โปรแกรมที่บันทึกมาในลักษณะนี้จะสังเกตว่าเร่งโวลลุ่มแค่เล็กน้อย เสียงจะฟังว่าดังมากแต่มันก็ไม่สามารถดังได้มากกว่าค่าเฉลี่ยนั้นได้อีกเท่าไร เพราะมันถูกบันทึกอยู่ที่ใกล้ระดับสูงสุดที่ตัวกลางดิจิตอลจะสามารถบันทึกได้แล้ว (Fs : Full Scale) บางครั้งถูกพูดกันมากในหัวข้อของ ‘Loundness War’ เช่น แผ่น CD ที่ Remastered บางแผ่นเสียงโดยเฉลี่ยฟังดังกว่าแผ่น Original ต้นฉบับมากแต่ช่วงกว้างกลับลดลง เพราะต้องผ่านอุปกรณ์ Compressor/Limiter เพื่อกดการสวิงของสัญญาณไว้ ถ้าแผ่นไหนเวลาฟังต้องเร่งโวลลุ่มค่อนข้างมากจะดูมีแววดีกว่า เพราะช่วง Dynamic Range จะกว้างกว่า คือมีการกดการสวิงในตอนบันทึกเอาไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนระบบ Audyssey Dynamic Volume จะทำหน้าที่ลดความแตกต่างของระดับความดังของโปรแกรมอินพุทที่บันทึกมาแตกต่างกันให้โดยอัตโนมัติ สามารถเลือกใช้หรือไม่ก็ได้ เมื่อใช้งานจะปรับได้ 3 ระดับคือ Heavy (ทำงานมากคือระดับความแตกต่างของความดังระหว่างโปรแกรมจะน้อย), Medium, Light และ Off

ระบบ Audyssey LFC (Low Frequency Containment) จะช่วยลดความถี่ต่ำๆ ไปรบกวนเพื่อนบ้านหรือห้องที่อยู่ติดกันที่มักจะสั่นสะเทือนไปตามโรงสร้างของอาการ โดยเมื่อใช้งานมันจะคอย Monitor ระดับความดังในย่านความถี่ต่ำๆ และปรับลดลงมาให้เหมาะสมโดยยังคงความกระจ่างในย่านเสียงกลาง/แหลมเอาไว้ (ต่างจากระบบ Latenight ตรงที่ระบบ Latenight จะควบคุมตลอดย่านความถี่เมื่อมันทำงานจะรบกวนต่อย่านเสียงกลาง/แหลม บทสนทนาต่างๆ จะถูกลดทอนลงไปจนอาจจะเสียอรรถรสในการชมได้) Audyssey LFC สามารถปิดหรือไม่ใช้ได้โดยสามารถปรับระดับการทำงานได้ 7 ระดับ

ส่วน Audyssey DSX จะสามารถเลือการทำงานได้ 3 โหมด คือโหมด Wides เป็นการใช้ DSX Processing ในการเพิ่มบรรยากาศด้านความกว้าง, Heights เพิ่มบรรยากาศด้านบน และ Wides/Heights จะทำงานเต็มรูปแบบ และ Off คือไม่ใช้งาน Audyssey DSX (เมื่อใช้งานจะสามารถปรับ Stage Width และ Stage Height ได้ระดับ -10 ถึง +10)

ระบบ Audyssey Auto Calibration ของ AVR-X4000 มีขั้นตอนในการวัดค่าคล้ายๆ กับระบบ Audyssey Mult EQ/XT ทั่วๆ ไป และสามารถวัดได้สูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง เมื่อเสียบ Setup ไมโครโฟนเข้าไปจะปรากฏ OSD GUI ขึ้นที่จอภาพให้เลือก Start และกด Enter จากนั้นเครื่องจะให้ตั้งค่า Amp Assign และเลือกแชนแนลที่ทำการวัดให้เรียบร้อยแล้ว กด Next และเลือก ‘Begin Test’ กด Enter ทำตามขั้นตอนเครื่องจะใช้เวลาวัดอยู่สัก 3 – 4 นาที จึงจะเรียบร้อย จากนั้นจึงนำไมโครโฟนมาวางตำแหน่งที่ 2 แล้วเลือก ‘Continue’ ถ้าวัดไม่ถึง 8 ตำแหน่งให้เลือก Skip ได้โดยเลือกไปที่ ‘Calculation’ แล้วกด Enter เครื่องจะใช้เวลาคำนวณอยู่พักใหญ่ในการนำค่าที่วัดได้มาทำการคำนวณ เพื่อทำการเลือกจุดตัดความถี่, ระดับความดังที่เหมาะสมในแต่ละแชนแนล, การตอบสนองความถี่/การปรับ EQ ในแต่ละแชนแนล รวมถึงค่า Delay Time ให้เรียบร้อยจากนั้นให้กด Store แล้ว Enter เพื่อบันทึกค่าเอาไว้ใน Memory ถ้าเครื่องทำการวัดค่าใดๆ ไม่ได้ตามต้องการจะมีข้อความแสดง ‘Error’ ปรากฏขึ้นที่จอภาพ ปกติจะเกิดจากในห้องมีเสียงรบกวนที่สูงเกินไป หรือปรับระดับ Subwoofer ต่ำเกินไป หรือต่อลำโพงกลับเฟสเป็นต้น

เมื่อกดปุ่ม Setup ที่รีโมทคอนโทรลจะปรากฏเมนูหลักซึ่งประกอบด้วยหัวข้อใหญ่คือ Audio, Video, Input, Speakers, Network, General และ Setup Assistant

Audio เป็นการปรับแต่งเกี่ยวกับพารามิเตอร์ด้านเสียง เช่น Tone Control, Dialog Level, Surround Parameter, Restorer (เพิ่มคุณภาพจากไฟล์เสียงที่ถูกบีบอัดมา), Delay, Volume Setup, Audyssey, Graphic EQ Manual

Video ปรับค่าทางด้านภาพที่เกี่ยวข้องกับ HDMI เช่น Picture Adjust (ปรับแต่งภาพได้ละเอียดมากรวมทั้ง Noise Reducction และ Enhancer), HDMI Setup รวมถึง Pass Through โหมดต่างๆ Video Processing Mode, On Screen Display เป็นต้น

Input ปรับค่าเกี่ยวกับอินพุท เช่น Input Assign, Source Rename, Source Level, Input Select (ตั้ง Input Mode และ Decode Mode)

Speakers ปรับแต่ง ขนาด/ระยะทาง/ชนิดของลำโพง/จุดตัดความถี่/ระดับความดัง, LFE Setup เป็นต้น

Network ตั้งค่าเกี่ยวกับเครือข่าย เช่น Information, IP Control, Setting LAN, Diagnostics

General ตั้งค่าทั่วไป เช่น ภาคของเมนู, Zone 2/Zone 3 Setup, Trigger เอาท์พุท, Auto Standby, Front Display, Firmware Update/Notification, Setup Lock เป็นต้น

Setup Assistant จะช่วยตั้งค่าการใช้งานเครื่อง เป็นต้น ทั้งการต่อสายอินพุท/เอาท์พุท การตั้งค่าภายในเครื่อง, การ Calibrate ลำโพง ต่างๆ เป็นต้น

หลังจากลอง Burn in และตั้งค่าต่างๆ ตามที่มันควรจะเนแล้วได้ทดลองกับแผ่น Blu-ray คุณภาพสูงที่บันทึกมาดีๆ ทั้งภาพยนตร์และแผ่นแสดงสดต้นทางเป็น OPPO BDP-103 และ BDP-105D (Upgrade ภาคจ่ายไฟ Perfectpower) สาย HDMI DH Labs AVR-X4000 ให้น้ำเสียงที่สดใสสะอาดมาก ย่านเสียงแหลมฟังกระจ่างแนว Hi-End โดยเฉพาะถ้านำมาฟังเพลงสองแชนแนลมันให้น้ำเสียงเทียบเคียงกับอินทีเกรทแอมป์รุ่นดีๆ ได้เลย (ใช้โหมด Pure Direct ด้วย) ยิ่งถ้าต่อสัญญาณจากช่อง Preout ไปใช้ Poweramp คุณภาพสูงภายนอก AVR-X4000 จะทำหน้าที่เป็น Pre Processor ชั้นยอดได้ทันที

เมื่อนำมาชมภาพยนตร์ AVR-X4000 ยังคงกลิ่นไอของเดนอน คือมีความสดฉับพลัน แรงปะทะดี ต้นเบสมีความกระชับเก็บตัวดี ให้ความสนุกสนานกับการชมภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง ถ้าได้แนว Action/Sci-Fi ด้วยแล้วรับรองว่าเข้าทางเลย มันให้มิติเสียงของการแยกเซอราวด์ในแต่ละแชนแนลที่ชัดเจนมาก การแพนเสียงแม่นยำให้บรรยากาศสภาพโอบล้อมเป็น 3 มิติได้ดีเยี่ยมเสียงทุ้มลงได้ลึกสะอาด ถ้าทำ Calibration แล้วกับบางห้องถ้าเสียงทุ้มบางไปให้ลองเพิ่มระดับของ Subwoofer ขึ้นมาอีกเล็กน้อย หรือปรับ EQ ที่ Subwoofer (ถ้ามี) ในช่วงต่ำกว่า 35 Hz ขึ้นมาอีกสัก 2 – 3 dB จะได้ความกลมกลืนของย่านเสียงทุ้มขึ้นได้อีก พละกำลังของภาคขยายใน AVR-X4000 ถือว่ามีพละกำลังสูงเพียงพอที่จะใช้กับลำโพงทั่วๆ ไป ในระบบโฮมเธียเตอร์ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่อาจจะต้องหลีกเลี่ยงลำโพงอิมพีแดนซ์ต่ำกว่า 6 โอห์มอยู่บ้างแล้วกัน ถ้าจำเป็นต้องใช้กับลำโพง (โดยเฉพาะคู่หน้า) ที่มีอิมพีแดนซ์ 4 โอห์มให้ขยับจุดตัดความถี่ของแชนแนลนั้นๆ ให้สูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยจะช่วยลดภาระของภาคขยายกับลำโพงโหลดอิมพีแดนซ์ต่ำๆ ลงได้

โหมด Pure Direct จะตัดการทำงานของวงจร DSP บางส่วนที่ไม่ค่อยจำเป็นออกไป ทำให้เสียงที่ได้โดยรวมรู้สึกว่ามีความสงัดชัดเจนขึ้นมากกว่าตอนที่ไม่ใช่อยู่เล็กน้อย แต่แหล่งโปรแกรมจะต้องบันทึกมาดีๆ ด้วย โหมด Pure Direct จะตัดการทำงานของวงจรภาพ และไฟแสดงผลน่าจอออกด้วย ส่วนโหมด Restorer จะช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงจากฟอร์แมทไฟล์เสียงที่มีการลดรูปข้อมูลมา เช่น MP3, WMA ในแง่ของการตอบสนองความถี่ และช่วยในด้านการปรับปรุงช่วงกว้างของย่านไดนามิก ในการทดสอบพบว่ามันทำงานได้ดีมาก พอลองเปิดใช้งานแล้วแทบจะปิดไม่ได้เลย มิให้เลือก 3 โหมดคือ Mode 1 (High), Mode 2 (Middle) และ Mode 3 (Low) ในการทดสอบกับ Internet Radio บิตเรตช่วง 64 – 128 kbps พบว่าแค่โหมด Low หรือ Middle ก็เพียงพอกับอัตราการส่งข้อมูลในช่วงดังกล่าวแล้ว

ระบบ Standby HDMI Passthrough ให้ประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะบางครั้งเราไม่ต้องการจะเปิดชุดใหญ่ฟังเต็มรูปแบบตลอดเวลา เช่น เวลาดูรายการข่าว, เปิดหนังการ์ตูนให้เด็กๆ ดู ก็สามารถจะปล่อยสัญญาณจากต้นทางไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นบลู-เรย์, ทีวีดาวเทียม ฯลฯ ผ่านช่อง HDMI ของ AVR-X4000 (ที่ปิดเครื่อง Standby อยู่) ออกไปใช้งานโดยใช้ระบบเสียงที่ทีวีได้ทันที ไม่ต้องพะวงว่าใครจะเข้ามายุ่มย่ามกับชุดโฮมเธียเตอร์แสนรักจนอาจจะเกิดเสียหายได้

310_2_large

            โดยรวมถือว่า AVR-X4000 เป็นเอวี รีซีฟเวอร์ที่จัดมาแบบเต็มๆ อีกตัวหนึ่ง มันมีความสามารถที่สูงมาก ฟังก์ชั่นการใช้งานมากมายหลากหลาย รองรับระบบภาพเสียงยุคใหม่ได้ครบครัน มันให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ภาค Pre Processor ที่ยอดเยี่ยม ระบบ Networking ที่ดีมาก พอที่จะรองรับกับอนาคตได้อีกหลายขวบปีทีเดียว