Test : BenQ W1500

Test : BenQ W1500

Wireless Full HD 3D Projector

พิพัฒน์ คคะนาท

 

เรียกว่ากลิ่นอายของ Model W1080ST ยังมิทันได้จางหายไปจากห้องดูหนังฟังเพลงของผม เครื่องฉายภาพ หรือ Projector เครื่องใหม่ของ BenQ ก็ลัดคิวเครื่องอื่นๆ ที่กำลังรอให้ลองเล่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เข้ามาชนิดที่แทบไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ให้รู้สึกดีนะครับ เพราะตั้งแต่ครึ่งปีหลังช่วงสี่ซ้าห้าเดือนมานี่ มีเครื่องฉายภาพแวะเวียนเข้า ออก ในห้องผมถึงสี่เครื่องด้วยกัน แทบจะเดือนละเครื่องก็ว่าได้ เพลินตาดีครับ

กับเครื่องล่าสุดที่ว่านี้ คือ BenQ W1500 นั้น ความน่าสนใจแรกที่เห็นในข้อมูลก็คือ เป็นเครื่องฉายภาพเครื่องแรกที่รองรับการทำงานแบบไร้สายผ่านคลื่นความถี่ 5 GHz ที่ให้ภาพออกมาได้ระดับ Full HD ที่ปลอดการบีบอัดอย่างสิ้นเชิง

ครับ, เพราะได้พะตัวหนังสือให้ได้รู้โต้งๆ แบบเห็นกันชัดๆ ด้วยข้อความว่า World’s 1st Built-in 5 GHz Wireless Full HD Projector ที่นอกจากจะเอื้อความสะดวกสบายในการใช้งาน เพราะไม่ต้องมีการเชื่อมต่อสายให้รกรุงรังและเกะกะลูกกะตาแล้ว ยังประหยัดกะตังค์ค่าสายที่ว่านั้นไปได้อีกอักโขทีเดียว ก็ลองนึกถึงราคาสาย HDMI ระดับคุณภาพ ที่ต้องลากกันยาวจากแหล่งโปรแกรมคุณภาพสูง เช่น Blu-ray Disc Player ไปยังเครื่องฉายดูสิครับ ว่าจะต้องใช้กันสักกี่เมตร ยิ่งฝังเครื่องฉายเข้าฝ้าเพดานห้องด้วยแล้ว ต้องลากสายกันยาวแบบพาลพาจนเพราะค่าสายนำสัญญาณนี่แหละครับ

เพราะฉะนั้นการที่มีเครื่องฉายภาพแบบไร้สาย และให้การทำงานแบบไม่มีการบีบอัดสัญญาณให้ต้องลดรูปเพื่อยังคงคุณภาพระดับ Full HD เอาไว้ได้นี่ แค่คิด, มันก็ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมนักแล้ว

แล้วมาดูกันครับ ว่าในการทำงานจริงนั้นมันยอดเยี่ยมอย่างที่คิดเอาไว้หรือเปล่า

BenQ-W1400

 

BenQ W1500

กับภาพลักษณ์และโครงสร้าง

Model W1500 บรรจุมาในหีบห่อลักษณะเดียวกับที่เห็นใน Model W1080ST กล่าวคือตัวเครื่องนั้นถูกห่อด้วยโฟมบางเพื่อกันริ้วรอย จากนั้นจึงใส่ไว้ในกระเป๋าหิ้ว (หรือจะสะพายไหล่ก็ได้ เพราะมีสายมาให้พร้อม) แล้วขนาบข้างของกระเป๋าด้วยชิ้นโฟมเหนียวแบบความยืดหยุนสูงสองด้าน เรียบร้อยแล้วจึงบรรจุลงกล่องที่มีความฟิตพอดี โดยที่เมื่อผนึกปิดกล่องแล้วมีความแน่นหนาปกป้องการกระทบกระแทกจากการขนส่งได้เป็นอย่างดี

และกล่องนั้นได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้หิ้วพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกอีกด้วย

อุปกรณ์ที่มีมาภายในกล่องนอกจากตัวเครื่องที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าแล้ว ยังประกอบไปด้วยรีโมท คอนโทรล ขนาดมาตรฐานที่ให้ถือจับได้ถนัดมือดี ปุ่มควบคุมสั่งการต่างๆ เป็นแบบเรืองแสงสีส้มอมแดงที่ช่วยให้เห็นปุ่มต่างๆ ได้ชัดในความมืด และมาพร้อมแบ็ตเตอรี่ขนาด AAA สองก้อน ฝาครอบช่องใส่แบ็ตเตอรี่นั้นเป็นแบบมีสายเลื่อนที่ยึดติดกับตัว จึงไม่ต้องห่วงว่าเปิดฝาครอบออกมาใส่ถ่าน (แบ็ตเตอรี่) แล้ว จะไปเผลอวางจนหาไม่เจอ แบบที่มักจะเกิดกับรีโมท คอนโทรล ทั่วๆ ไป นอกจากนั้นยังมีสายไฟ AC แบบมาตรฐาน IEC และสาย VGA ให้อีกอย่างละเส้น

จากอุปกรณ์ข้างต้นในกล่องยังมีกล่องขนาดเล็กที่ภายในมีชุดอุปกรณ์สำหรับการใช้งานแบบไร้สายให้อีกหนึ่งชุด ประกอบไปด้วยเครื่องส่งสัญญาณ HDMI หรือ HDMI Transmitter ที่มีเป็นแท่ง ขนาดใหญ่กว่าอุปกรณ์จัดเก็บหน่วยความจำแบบ USB Device ทั่วๆ ไป เล็กน้อย โดยปลายด้านหนึ่งเป็นหัวเสียบ HDMI สำหรับเสียบเข้าพอร์ท HDMI ของเครื่องเล่นต่างๆ อาทิ Blu-ray, HD Player, Set-Top Box, เครื่องเล่นเกมส์ คอนโซล รวมทั้งโน้ตบุ๊ค โดยที่ตัวเครื่องส่งสัญญาณไร้สาย หรือ HDMI Transmitter นี้ มีพอร์ท Micro USB สำหรับใช้สายเคเบิ้ลแบบ USB Type-A > Micro USB ที่มีมาให้พร้อมในกล่องเสียบต่อเข้า เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้ในการทำงาน โดยปลายสายที่เป็น USB Type-A นั้น เป็นแบบหัวคู่ ให้นำไปเสียบที่ด้านหลังเครื่องเล่นของแหล่งโปรแกรม

แต่ถ้าเครื่องเล่นหรือแหล่งโปรแกรมไม่มีพอร์ท USB ให้ ก็สามารถใช้เสียบเข้ากับอะแด็ปเตอร์ AC ที่มีชุดปลั๊กให้ไปเสียบใช้งานกับเต้ารับไฟ AC ได้ทั่วโลก ซึ่งมีให้มาในกล่องด้วยเรียบร้อย

และสุดท้ายที่เห็นคือมีสมุดคู่มือการใช้งานด่วนแบบ Quick Start Guide หนึ่งเล่ม กับ CD-ROM ซึ่งเป็นคู่มือการใช้เครื่องอย่างละเอียดแบบหลายภาษา (มีภาษาไทยด้วย) อีกหนึ่งแผ่น

มิติเครื่องของ Model W1500 มีความใหญ่กว่า Model W1080ST ในทุกๆ ด้าน แลดูด้วยสายตาให้ความรู้สึกว่าจะมีขนาดกึ่งๆ มาตรฐานเครื่องฉายประเภทนี้ โครงสร้างเครื่องขึ้นรูปด้วยพลาสติกเกรดสูงในแบบ 2-Tone โดยที่ฝาเครื่องด้านบนกับตัวแท่นฐานล่างนั้น มีสีขาวแบบมันวาวคล้ายๆ ที่เรียกว่า ‘ขาวมุก’ นั่นแหละครับ แต่ไม่มีประกายมุกนะครับ เป็นแบบที่น่าจะเรียกว่า Glossy White มากกว่า ส่วนด้านข้างทั้งสี่ (ด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งผนังข้างของเครื่อง) เป็นสีบรอนซ์เงินแบบ Metallic

โครงสร้างเครื่องถูกออกแบบมาด้วยเส้นสายที่โค้ง มน แบบปลอดเหลี่ยมมุมในทุกๆ ด้าน และทุกๆ ส่วน

เมื่อหันหน้าเข้าหาแผงหน้าของเครื่อง จะเห็นชุดเลนส์ฉายอยู่ทางด้านขวาเยื้องเข้ามากึ่งกลางเล็กน้อย ฝาครอบชุดเลนส์เป็นแบบมีสายยึดติดกับเครื่อง ทำให้มิพักต้องกังวลว่าจะเอาไปวางผิดที่ผิดทางแล้วต้องเสียเวลาหาหลังเลิกใช้งาน ด้านขวาตอนบนใกล้มุมเครื่องที่เห็นเป็นจุดวงกลมทึบนั้น คือเซ็นเซอร์รับสัญญาณอินฟราเรดจากรีโมท คอนโทรล ด้านซ้ายของแผงหน้าเครื่องที่เห็นเป็นซี่ตะแกรงโปร่งนั้น คือช่องระบายอากาศ

ผนังด้านข้างของเครื่องทั้งสองด้านที่เห็นเปิดโปร่งแบบซี่ตะแกรงเกือบเต็มพื้นที่นั้น เป็นช่องสำหรับระบายอากาศเช่นเดียวกัน

ที่แผงหลังของเครื่องทางด้านซ้ายเป็นช่องเสียบสายไฟ AC และพอร์ท HDMI ซึ่งมีให้สองชุด ส่วนทางด้านขวาประกอบไปด้วยช่องเสียบ Audio In/Out (แบบ Mini Jack 3.5 mm), Composite Video, S-Video, Component Video, PC (D-Sub), RS-232, 12V-Trigger และ Mini USB Type-B)

ที่ฝาเครื่องด้านบนส่วนที่ติดตั้งชุดเลนส์นั้น มีวงแหวนปรับความคมชัดของภาพ (Focus) และขนาดภาพ (Zoom) โดยมีปุ่มปรับ Lens Shift (แบบหมุนไปซ้าย – Up และหากหมุนไปขวา – Down ซึ่งช่วยในการยกเลนส์ขึ้น/ลงในแนวตั้งได้อย่างสะดวก และไม่ทำให้เสียสัดส่วนภาพแต่อย่างใด) ซ่อนอยู่ใต้ฝาปิดทางด้านหลังวงแหวนทั้งสอง ส่วนที่เยื้องไปทางด้านขวาเป็นแผงควบคุมการทำงานและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่สามารถใช้งานผ่านรีโมท คอนโทรล ได้ (ซึ่งแผงรับเซ็นเซอร์อินฟราเรดก็อยู่บริเวณข้างเคียงนี้) รวมทั้งสวิตช์เปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง ไฟแสดงสถานะการทำงาน ไฟบอกอุณหภูมิเครื่อง และไฟแจ้งเตือนเมื่อหลอดฉายมีปัญหา เป็นต้น

ขารับแท่นเครื่องที่อยู่ตรงมุมเครื่องทั้งสี่จุดนั้น เป็นแบบเกลียวปรับระดับได้อย่างละเอียด

BenQ_W1500

BenQ W1500

กับคุณสมบัติทั่วไป

Model W1500 ใช้เทคโนโลยีในการฉายภาพแบบ DLP (Single Chip) โดยใช้ชิปคุณภาพสูงของ Texas Instrument ที่เป็นพัฒนาการล่าสุด คือ DarkChip 3 ทำงานร่วมกับวงล้อสีแบบ 6-Segment ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยแตกต่างไปจาก DLP Projector ทั่วๆ ไป ช่วยให้การทำงานนั้นปลอดอาการ Rainbow Effect อย่างสิ้นเชิง โดยวงล้อสีนี้ทำงานด้วยความเร็ว 6 เท่า เครื่องมาพร้อมหลอดฉายที่ให้ความสว่างสูงถึง 2,200 ANSI-Lumens โดยให้อัตราค่าคอนทราสต์ หรือ Contrast Ratio ได้ที่ระดับ 10,000:1 ซึ่งกับค่าตัวเลขที่เห็นนี้ทำให้พอจะอุ่นใจได้ในเรื่องพลังสีดำ และการให้ระดับ Gray Scale ที่ต้องยอดเยี่ยมเป็นแน่

นั้น, ว่ากันตามค่าตัวเลขนะครับ ส่วนของจริงเป็นอย่างไรเดี๋ยวจะเล่าสู่กันฟังต่อครับ

ในสเปคระบุว่าอายุการทำงานของหลอดฉายนั้น หากทำงานในสภาวะปกติสามารถใช้งานได้นาน 3,500 ชั่วโมง และจะยืนยาวถึง 5,000 ชั่วโมง หากเปิดให้เครื่องทำงานใน Eco Mode หรือ 6,000 ชั่วโมง ที่ Smart Eco Mode ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ให้ความละเอียดภาพที่ Native Resolution ระดับ 1920 x 1080 เลือกอัตราส่วนภาพ หรือ Aspect Ratio ได้ที่ 16:9 และ 4:3 สามารถฉายภาพได้ขนาด 40 – 300 นิ้ว (วัดแนวทแยง) โดยมีระยะฉาย (เครื่องห่างจากสกรีน) อยู่ในช่วง 1.6 – 6.7 เมตร ด้วยอัตราส่วนการซูมภาพ 1.6:1 (Optical Zoom 1.6 เท่า) ช่วยให้การตั้งวางเครื่องฉายได้ห่างจากจอภาพด้วยระยะที่สั้นลงกว่าปกติ โดยสามารถให้ภาพได้ถึง 84 นิ้ว ที่ระยะห่างระหว่างจอกับเครื่องเพียง 2 เมตร เท่านั้นเอง ซึ่งหากตั้งวางบนโต๊ะกาแฟ หรือ Coffee Table แล้วเล่นเกมส์ จะได้ความมันส์แบบมีพื้นที่ด้านหลังเครื่องให้ออกอาการวาดลวดลายได้อย่างสุดเหวี่ยง

ทางด้าน Preset Mode ที่มีมาให้ในเครื่องนั้น ประกอบไปด้วย Cinema, Dynamic, Standard, User 1, User 2, User 3, 3D, ISF Day และ ISF Night โดยเมื่อเข้าไปยังโหมดต่างๆ แล้ว ยังสามารถปรับรายละเอียดเพื่อให้ได้ลักษณะภาพตามชอบได้ ยกเว้นในโหมดของ ISF ทั้งสอง ที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ อนุญาตให้เข้าปรับแต่งหรือ Calibrate ได้เฉพาะผู้ที่ผ่านการอบรมจากสถาบัน ISF: Imaging Science Foundation เท่านั้น ซึ่ง BenQ W1500 รุ่นนี้ได้ผ่านการทดสอบคุณภาพทางด้านภาพโดยสถาบัน ISF และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISF CCC: Certified Calibration Controls จึงมั่นใจได้ในคุณภาพ ว่าจักต้องให้ออกมาได้ยอดเยี่ยมเป็นแน่

การเข้าถึงเมนูต่างๆ สามารถกระทำและเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะเลือกการแสดงผลบนจอ (OSD: On Screen Display) ให้เป็นภาษาไทยได้

เครื่องรองรับการทำงานกับระบบภาพสามมิติ หรือ 3D และสามารถแปลงภาพ 2D ปกติให้เป็นแบบ 3D ได้ โดยระบบภาพสามมิตินั้นสามารถฉายได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ Frame-Sequential, Frame-Packing, 3D Side-by-Side และ Top-and-Bottom

และคุณสมบัติสุดท้ายคือเป็นเครื่องที่สามารถนำไปใช้งานแบบ Plug-n-Play ได้อย่างสะดวก เนื่องเพราะได้ผนวกลำโพงแบบแอ็คทีฟมาพร้อมสรรพถึงสองตัว (2 x 10 W) อีกทั้งยังได้บรรจุเทคโนโลยีระบบเสียง SRS ‘WOW’ HD ที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในลำโพงตัวเล็กๆ โดยเฉพาะ สามารถให้พลังเสียงออกมาอย่างน่าทึ่ง ถึงขนาดที่คุณจะต้องร้องว้าว (WOW) เมื่อได้ยินเสียง รวมทั้งยังสามารถให้รายละเอียดเสียงออกมาได้ระดับ HD: High Definition อีกด้วย

SRS: Sound Retrieval System นั้น ก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นทศวรรษที่ 80 เพื่อศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีทางด้านระบบเสียงโดยเฉพาะ เมื่อเดือนเมษา’ ของปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2012) ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ DTS, Inc. พร้อมด้วยการถือสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าในรูปแบบต่างๆ ทางด้านระบบเสียงกว่า 1,000 รายการ

มิติเครื่อง (กว้าง x สูง x ลึก) 339 x 120 x 285 มิลลิเมตร น้ำหนัก 3.9 กิโลกรัม

817O1GaCJ+L._SL1500_

BenQ W1500

ลองเล่นและคุณภาพ

หลังจากได้ทำความรู้จักมักคุ้นกันบนโต๊ะทำงาน ด้วยการเรียนรู้กันแบบสัมผัสตัวเป็นๆ อย่างที่ได้เคยทำกับโปรเจ็คเตอร์สองสามเครื่องมาก่อนหน้านี้ เมื่อพาผู้ที่มาแบบคิวโดดกลับเข้า ‘ห้อง’ แล้วเปิดเปลือยออกมา (จากกล่อง) เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นก็ ‘ลอง’ และ ‘เล่น’ จริงได้เลย

ลองและเล่นแรกก็คือจัดให้เครื่องทำงานให้เข้าที่เข้าทางกับจอที่ตรึงไว้เป็นส่วนหนึ่งของห้อง ซึ่งมีขนาด 80 นิ้ว (วัดทแยง) เป็นจอที่มีอัตราส่วน หรือ Aspect Ratio แบบ Widescreen 16:9 เมื่อใช้อ็อปติคอลซูม ที่มีอัตราส่วนการทำงาน 1.6:1 เข้ามาเป็นตัวช่วย ได้ระยะห่างระหว่างเครื่องฉายกับจอภาพที่ระยะประมาณว่าเกินหกฟุตเล็กน้อย คือไม่ถึงหกฟุตครึ่งครับ นับว่าอยู่ในระยะห่างจากตำแหน่งที่เอกเขนกดูไม่มากนัก เพราะโซฟา-เบดที่ผมใช้ขลุกอยู่เวลาแปลงร่างเป็น Lazy-Boy ในห้องนี้ วางห่างจอประมาณสิบฟุตครับ

การเซ็ทภาพให้ลงตัวกับจอรับภาพนั้น ทำได้ง่ายครับ เพราะขาตั้งทั้งสี่นั้นให้ปรับระดับได้อย่างละเอียดอยู่แล้ว การแก้ไขภาพสี่แหลี่ยมคางหมู หรือ Keystone Correction ก็ทำได้อย่างสะดวกทั้งจากแผงควบคุมแบบสี่ทิศทางบนฝาหลังเครื่อง และจากปุ่มลักษณะเดียวกันบนรีโมท คอนโทรล และที่ช่วยให้การปรับภาพให้ลงตัวกับจอได้ซึ่งมีประโยชน์มาก คือ ปุ่ม Lens Shift ที่ช่วยยกเลนส์ขึ้น/ลงครับ

โดยที่แรกใช้งานนั้น ผมลองเล่นแบบไร้สายผ่านทาง HDMI Transmitter เพื่อจะสังเกตการทำงาน และดูการแสดงผลภาพในเบื้องต้น ว่าปลอดการบีบอัดและให้ออกมาแบบ Full HD จริงอย่างที่บอกหรือเปล่า จึงเอาตัวส่งสัญญาณไปเสียบเข้าที่พอร์ท HDMI Out หลังเครื่องเล่นบลู-เรย์ และโดยที่เครื่องเล่นที่ใช้นั้นไม่ได้มีพอร์ท USB ที่แผงหลังเครื่อง จึงต้องเสียบสาย USB เข้ากับอะแด็พเตอร์เต้าเสียบเพื่อนำกระแสจากไฟ AC มาให้ตัวส่งสัญญาณทำงาน หลังจากเปิดเครื่องและกดปุ่มเปิดให้ HDMI Transmitter ทำงานด้วยการกดแช่ชั่วอึดใจ หลังจากจุดดวงไฟสีฟ้าใสบนตัวทรานสมิตเตอร์ส่องสว่าง ไม่กะพริบ นั้น, แสดงว่าตัวรีซีฟเวอร์ที่อยู่ในโปรเจ็คเตอร์เจอสัญญาณที่ส่งมาจากเครื่องเล่นเรียบร้อยแล้ว โดยที่ผมได้ตั้งค่าการเลือกสัญญาณจากแถบเมนู Source เอาไว้ที่ Wireless ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วอาจไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าเลือกที่มาของสัญญาณก็ได้ เพราะเครื่องฉายสามารถวนหาที่มาของการเชื่อมต่อสัญญาณได้เองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

นั้น นับว่าสะดวกมากจริงๆ แม้ว่าในเวลาที่ลองเล่นเครื่องพวกนี้ ผมอาจจะไม่เคยรู้สึกยุ่งยากอะไร เพราะเป็นการลองชั่วครั้งชั่วคราวแบบเอาเครื่องฉายมาตั้งบนโต๊ะเตี้ย เอาเครื่องเล่นบลู-เรย์มาวางข้างๆ ต่อสาย HDMI เส้นนึง ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อลองนึกถึงการใช้งานจริง ห้องจริง ที่ผู้ใช้นำไปติดตั้งในห้องจริงๆ ที่หากจะว่าไปแล้วส่วนใหญ่จะนำไปติดตรึงเข้ากับฝ้าเพดานนั้น การเดินสายจากเครื่องเล่นที่เป็นแหล่งโปรแกรมไปยังเครื่องฉาย แม้จะเป็นเพียงสายเส้นเดียวเหมือนกัน ก็คงไม่ง่ายสักเท่าไรนัก กับการเดินสายจากเครื่องเล่นที่อยู่ในชั้นวางขึ้นไปเชื่อมต่อกับเครื่องที่ติดอยู่กับฝ้าเพดาน

และที่สำคัญอีกประการก็คือ หากต้องการเก็บสายที่เดินจากพื้นล่างขึ้นไปบนฝ้าเพดานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้รู้สึกเกะกะลูกกะตา ก็มักจะต้องใช้สายที่มีความยาวมากๆ และสายพวกนี้ยิ่งจำเป็นต้องใช้ที่ความยาวมากๆ ก็จำเป็นต้องใช้สายที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นตามความยาวเป็นเงาตามตัวด้วย เพราะหากใช้สายธรรมดาทั่วๆ ไป หรือสายคุณภาพเกรดปกติ กว่าสัญญาณจากต้นทางไปถึงปลายทางก็จะ Drop ลงตามระยะทางที่เพิ่มมากขึ้น จึงเมื่อจำเป็นต้องใช้สายคุณภาพสูงๆ ที่ความยาวมากๆ ลองคิดดูสิครับราคามันจะปาเข้าไปเท่าไรกัน

เอาแค่สายคุณภาพระดับใช้การได้ที่มีขายกันเวลานี้ ขนาดความยาวประมาณ 8 เมตร ราคาก็กว่าหมื่นแล้วล่ะครับ

เพราะฉะนั้นการนำเทคโนโลยีไร้สายเข้ามาเข้ามามีส่วนร่วมในระบบภาพ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าจะนำไปสู่การเป็นมาตรฐานใหม่ของเครื่องฉายภาพในอนาคตอันใกล้ได้

ปกติแล้วเวลาที่ทดสอบภาพนั้น ผมมักจะใช้แผ่นที่คุ้นเคยกับฉากที่คุ้นๆ ตา แบบเปิดดูฉากโน้นจากแผ่นนั้น ฉากนั้นจากแผ่นนู้น อะไรทำนองนี้ โดยที่ไม่ได้ดูเต็มแผ่น ตลอดทั้งเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์แต่อย่างใด เนื่องเพราะไม่ได้ดูเพื่อติดตามเรื่องราวแบบดูหนังเรื่องใหม่ๆ แผ่นใหม่ๆ แต่เนื่องเพราะนี้เป็นการลองระบบภาพแบบไร้สายเป็นครั้งแรก ก็เลยหยิบหนังแผ่นที่คิดว่าน่าจะเป็นแผ่นเดียวเอา (พอได้) อยู่ มาลองดีกว่า เพื่อว่าจะได้ดูแบบตลอดรอดฝั่งชนิดเอาการเอางานได้ด้วยในแง่ของสีสัน และแสงเงา ตลอดทั้งเรื่อง กับการทำงานระหว่าง HDMI Transmitter กับ Receiver ในตัวเครื่องฉาย ว่ามีความลื่นไหล ต่อเนื่อง ราบรื่นดีหรือมีสะดุดบ้าง ตลอดจนภาพที่ให้ออกมานั้นมีลักษณะของการบีบอัดบ้างไหม, อะไรทำนองนั้น

หันซ้ายหันขวาอยู่ชั่วประเดี๋ยว ก็ได้แผ่นบลู-เรย์ Avatar ติดมือมา หลังจากใส่เข้าถาดรับแผ่น เครื่องเล่นเริ่มทำงาน สัญญาณภาพก็ปรากฏขึ้นบนจอ

จากนี้ไปก็จะขอพูดคุยกับสิ่งที่ได้พบเห็นในช่วงเวลาเกือบสามชั่วโมงที่เครื่องให้การทำงานผ่านหนังเรื่องนี้

ที่จริงแล้วประการแรกควรจะพูดถึงการทำงานของระบบไร้สายก่อน เพราะน่าจะเป็นหัวใจสำคัญของโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ แต่ด้วยความที่กว่าจะสรุปเรื่องนี้ได้ครบถ้วน ต้องรอให้ดูจนจบเรื่องก่อน จึงจะพูดได้เต็มปากเต็มคำ ตอนนี้ขอพูดถึงสักครึ่งคำแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน นั่นก็คือเรื่องการบีบอัดสัญญาณภาพ ว่ามีบ้างไหมจากการเชื่อมต่อกันแบบไร้สาย พบว่าตั้งแต่ฉากแรกๆ ที่ปรากฏขึ้นมา แต่ละเฟรมภาพที่ผ่านตาไปไม่มีสิ่งใดแสดงให้เห็นเลยนะครับ ว่ามีการบีบอัดสัญญาณเกิดขึ้น เพราะลักษณะภาพที่เห็นล้วนคือสิ่งที่เจนตาจากการดูแบบการเชื่อมต่อผ่านสายสัญญาณทั้งสิ้น ดูไป เพลินไป ไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างกันเลยแต่อย่างใด

จากที่เห็นภาพปรากฏขึ้นด้วยความคุ้นชิน ก็เข้าไปดูเรื่องของภาพที่เครื่องให้ออกมาจาก Preset Mode ต่างๆ กันบ้าง เริ่มกันที่โหมด Cinema กับห้องที่มืดสนิท พบว่าเครื่องให้ความอิ่มของสีสันออกมาได้ดี พลังสีให้ออกมาได้อย่างมีสมดุล ไม่มีเอนเอียงให้เห็นได้แต่อย่างใด ในขณะที่โหมด Dynamic นั้น ภาพให้ความสว่างออกมาอย่างเจิดจ้า ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีแสงสว่างทั่วๆ ไป แบบห้องนั่งเล่น หรือ Living Room ส่วนโหมด Standard นั้น ภาพให้ออกมาสว่างกว่าโหมด Cinema เล็กน้อย เหมาะกับการใช้งานในห้องที่ไม่สว่างมากนัก ภาพรวมของสีสันและแสงเงาที่เครื่องให้ออกมาจากค่า Default ทั้งสามนั้น ถือว่าใช้การได้ทีเดียว

ในขณะที่เมื่อเข้าไป Calibrate หรือปรับตั้งค่าแบบ Fine Tune (สุดแท้แต่จะเรียก) ผ่านทาง User 1 ที่ดูจะให้ค่าของสีสันและแสงเงาออกมาได้ดีอยู่แล้วนั้น เพียงปรับแต่งอีกเล็กน้อยก็ลงตัวกับความชอบที่เป็นส่วนตัว (ของผม) ได้อย่างน่าชื่นชม เป็นภาพที่เข้าตาดีจริงๆ ทำให้เชื่อได้ ว่าใครก็สามารถคลาริเบทให้ได้ภาพตามความชอบ (ที่อาจแตกต่างกัน) ได้เสมอกันอย่างแน่นอน

ในการทำงานแบบ 3D นั้น จากลักษณะภาพที่ค่อนข้างจะอมแดงเล็กน้อยเมื่อมองด้วยสายตาเปล่าแบบไม่ใส่แว่น ซึ่งจะหายไปทันทีที่สวมแว่นนั้น ในฉากภาพที่มีความมืดดำมากๆ อาการที่สีสันของภาพแบบอมแดงจะเรื่อรางออกมาให้เห็นอยู่บ้าง และเมื่อเข้าไปทำการปรับแต่งให้อาการดังกล่าวหายไป จะมีผลกระทบทางด้านมิติภาพ หรือ Deft of Field อยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย

คราวนี้มาถึงอีกครึ่งคำที่เหลือของการทำงานระบบไร้สาย ที่อาจกล่าวว่าเป็นคำสรุปสุดท้ายของ Wireless Full HD Projector ก็ได้ และเมื่อรวมกับครึ่งคำแรกแล้ว ทั้งหมดคือหัวใจสำคัญของโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ ที่กล่าวโดยรวมแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องยกนิ้วหัวแม่โป้งให้จริงๆ เพราะตลอดระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบนั้น การส่งผ่านสัญญาณเป็นไปอย่างราบรื่นดีมาก ภาพที่ให้ออกมาบนจอมีความต่อเนื่องอย่างลื่นไหล และเป็นไปตามธรรมชาติ ที่ไม่แตกต่างไปจากการเชื่อมต่อสัญญาณผ่านสายแต่อย่างใด ประการหนึ่งอาจจะเป็นเพราะห้องที่ใช้เพื่อการนี้เป็นห้องโล่งที่ไม่มีอะไรมาเกะกะหรือบดบังการส่งผ่านสัญญาณก็ได้ แต่การเสียบ HDMI Transmitter เข้าที่แผงหลังเครื่องเล่น ก็ไม่ได้เสียบให้ส่วนปลายของตัวส่งสัญญาณชี้เข้าหาเครื่องฉายแต่อย่างใด เพราะยังคงอยู่ในชั้นวางตามปกติ ที่ดูแล้วปลายเครื่องส่งสัญญาณชี้ไปคนละทิศละทางกับเครื่องฉายที่ตั้งอยู่หน้าจอด้วยซ้ำไป

และเมื่อผนวกรวมกับที่กล่าวถึงข้างต้น ว่าระบบไร้สายของโปรเจ็คเตอร์นี้ปลอดการบีบอัดสัญญาณอย่างสิ้นเชิงด้วยแล้ว กล่าวได้ว่า – นี้, คือทางเลือก ที่ผู้กำลังมองหาเครื่องฉายแบบไม่ต้องการความยุ่งยากในการเชื่อมต่อสายสัญญาณ มิอาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดจริงๆ

 

สรุป

BenQ W1500 สอบผ่านอย่างน่าชื่นชมในแง่ของการเป็น Wireless Full HD Projector เพราะสามารถส่งผ่านสัญญาณไร้สายได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันก็ให้ภาพออกมาได้ในระดับ Full HD อย่างที่กล่าวอ้างแท้จริง

จนอาจกล่าวว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้เครื่องฉายภาพในอนาคตอันใกล้ก็ได้

เพราะจะทำให้ปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องเล่น กับเครื่องฉาย ผ่านทางสายสัญญาณหมดไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังเป็นการช่วยประหยัดค่าเคเบิ้ลเพื่อการเชื่อมต่อนั้นได้อีกอย่างน้อยๆ ก็เป็นหมื่น (บาท) ละ

ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องที่ให้ความคมชัด และแสดงรายละเอียดภาพออกมาได้อย่างโดดเด่น ความอิ่มและความถูกต้องของสีสันและแสงเงาจากค่าที่ตั้งมาจากโรงงาน ก็มีมาตรฐานของความถูกต้องเที่ยงตรงสูง ขณะเดียวกันการเข้าไปปรับแต่งโดยละเอียดก็ทำได้ไม่ยาก ผ่านทางเมนูที่ชัดเจน ใช้งานง่าย ให้ผลได้ดังที่ต้องการในเวลาอันรวดเร็ว

กล่าวโดยรวมแล้ว สรุปได้ว่าโปรเจ็คเตอร์เครื่องนี้ ต้อง 2-Thumb Up!!! สถานเดียวครับ

 

BenQ W1080ST ราคา 65,990.-บาท

ขอขอบคุณบริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด โทร.0-2670-0310-1 ผู้แทนจำหน่ายที่ได้อนุเคราะห์ให้ยืมเครื่องมาทดสอบ