Test: ANTHEM MRX310 A/V Receivers

Test: ANTHEM MRX310 A/V Receivers

นิตพินัย

 anthem-mrx-310

คุณสมบัติ

  • เป็นเอวี รีซีฟเวอร์ 5 แชนแนล กำลังขับ แชนแนลละ 80 วัตต์ต่อเนื่องที่ 8 โอห์ม
  • ระบบ ARC 1M (Anthem Room Correction) ปรับแต่งเสียงให้ match กับสภาพอะคูสติกในห้องอัตโนมัติ
  • รับอินพุท HDMI ได้ถึง 7 ชุด, เอาท์พุท HDMI สองชุด, มี Audio Return Channel
  • มีระบบ 4K Upscaling และ Pass-Through, 3D Support
  • Faster HDMI Swithcing เปลี่ยนและ Lock กับอินพุทใหม่ได้รวดเร็ว
  • กำหนดอินพุท Configuration ในการใช้งานได้ถึง 20 แบบ
  • รองรับ Dolby True HD, Dolby Digital Plus, DTS-HD Master Audio และ High-Resolution Audio, Dolby Digital, DTS
  • มี Video Upconversion จาก Composite และ Component เป็น HDMI
  • Dolby Volume
  • โหมดเสียงหลากหลาย เช่น Anthem Logic, Dolby Prologic IIx, DTS Neo : 6 ฯลฯ
  • รับอินพุทอะนาลอกออดิโอสเตอริโอถึง 5 ชุด, Coaxial สองชุด, Optical 3 ชุด
  • มีช่อง 5.1 แชนแนล Pre-Out
  • Remote Control Apps (iOS และ Android)
  • ควบคุมระบบผ่านทาง IP และ RS-232 สำหรับระบบ Automation พร้อม Trigger เอาท์พุท
  • ภาคขยายคุณภาพสูงทั้ง 5 แชนแนล พร้อมระบบ Advanced Load Monitoring ของ Anthem เอง
  • ขั้ว RCA ชนิดเคลือบทองทุกชุด
  • เต้ารับสายไฟ เป็น IEC ถอดเปลี่ยนสายได้
  • Second Audio Zone
  • OSD ใช้งานง่าย
  • รับประกัน 3 ปี, ได้รับรางวัล Technology Interator Excite 2013
  • ปรับจุดตัดความถี่ได้จาก 40 H ถึง 160 Hz เพิ่มครั้งละ 10 Hz

MRX310 มีขนาด 43.9 x 16.4 x 37.2 (W x H x D) cm. น้ำหนัก 12.6 กิโลกรัม ใช้กำลังไฟ 400 วัตต์ (0.3 W Standby Eco mode และ 5.6 W Standy With HDMI By Pass)

 ANTMRX310-3

ผลการทดสอบ/ทดลองใช้งาน

MRX310 เป็น 5 แชนแนล A/V Surround Receiver จาก Anthem ผู้ผลิตอุปกรณ์ Preamp/Poweramp ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก MRX310 เป็นน้องเล็กในซีรี่ส์ โดยมี MRX310 เป็นรุ่นกลาง และ MRX710 เป็นพี่ใหญ่ แนวทางการออกแบบของ Anthem จะเน้นเนื้อๆ ไปในเรื่องของคุณภาพเสียง ฟังก์ชั่นหลักๆ ที่จำเป็นในการใช้งาน การติดตั้ง และปรับแต่งที่ไม่ซับซ้อน และตรงไปตรงมา ส่วนเรื่องแฟนซีอื่นๆ เช่น มี Soundfied ให้เลือกเป็นร้อยโหมด, ฟังเพลง หรือคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต หรือต้องการเอามาต่อกับ Hub หรือ Router เพื่อสร้างเครือข่ายในบ้านดึงไฟล์ภาพ/เสียงไปมา ไม่ต้องมาถามหาใน MRX310 นี้

MRX310 มีภาคขยายกำลังคุณภาพสูง กำลังขับ 80 วัตต์ต่อเนื่องที่ 8 โอห์ม ติดตั้งมา 5 แชนแนล ซึ่ง Anthem ใช้แนวทางการออกแบบที่เรียกว่าระบบ Advanced Load Monitoring ที่จะตรวจสอบสภาวะของโหลด หรือลำโพงที่ใช้งานร่วมอยู่ทั้งในเรื่องของอิมพีแดนซ์, กำลังขับ การตอบสนองความถี่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับลำโพงที่ต่อใช้งานร่วมอยู่ด้วย นอกจากนี้มันยังมีภาคจ่ายไฟที่ค่อนข้างใหญ่โตเอาการ มันใช้ตัวเก็บประจุ Filter หลักสำหรับภาคขยายขนาดค่าความจุ 15,000 uF/71 V จำนวนสองตัว ซึ่งโดยรวมถือว่าค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยใน A/V Receiver ทั่วๆ ไป ที่มักจะใช้ค่าประมาณ 12.000 uF สำหรับกำลังขับใกล้เคียงกันนี้ และแผ่นระบายความร้อนอะลูมิเนียมขึ้นรูปขนาดใหญ่พร้อมพัดลมระบายความร้อน

กำลังขับที่ระบุมาแชนแนลละ 80 วัตต์ นั้นจะเป็นกำลังขับต่อเนื่องที่โหลด 8 โอห์ม เมื่อขับพร้อมกันสองแชนแนล ส่วนถ้าขับพร้อมกันทั้ง 5 แชนแนล (ปกติจะแทบไม่มีโปรแกรมใดๆ ที่ต้องการใช้กำลังพร้อมๆ กันสูงๆ ในทุกๆ แชนแนลอยู่แล้ว) จะได้กำลังขับแชนแนลละ 60 วัตต์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงมาก เพราะ A/V Amplifier/Receiver ทั่วๆ ไปจะแจ้งกำลังขับกันเมื่อเครื่องทำงานเพียงแค่หนึ่งแชนแนล หรือสองแชนแนลเท่านั้น อย่างที่ผู้เขียนเคยระบุในการทดสอบอยู่บ่อยๆ ที่แจ้งว่ากำลังขับ 90 วัตต์บ้าง 100 วัตต์บ้าง เมื่อใช้งานพร้อมๆ กัน ทั้ง 5 แชนแนล หรือ 7 แชนแนล A/V Amp เหล่านี้จะจ่ายกำลังได้ไม่เกิน 40 ถึง 60 วัตต์ โดยเฉลี่ยกันอยู่แล้ว (ยกเว้นรุ่นสุดขอบเป็นกรณียกเว้น) เพราะถ้าต้องการให้ได้กำลังขับสูงมากกว่านี้ (ซึ่งอาจจะไม่ค่อยจำเป็นนักในกรณีใช้งานทั่วๆ ไป) เมื่อขับพร้อมๆ กันทุกแชนแนลจะต้องทำการเพิ่มภาคจ่ายไฟให้มีกำลังสำรองสูงขึ้นกว่าเดิมอีกมาก ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับต้นทุนในการผลิต และราคาจำหน่าย ดังนั้นถ้าต้องการกำลังขับ หรือคุณภาพที่เพิ่มขึ้น นักเล่นที่พิถีพิถันจึงมักจะมองหาภาคขยายกำลังสูงมาต่อแยกเล่นเฉพาะคู่หน้า ที่มักเป็นลำโพงคู่หลักที่มีราคาแพงรวมถึงนำไปฟังเพลงในโหมดสองแชนแนลได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าด้วย แต่กับลำโพงทั่วๆ ไป ภาคขยายใน MRX310 ถือว่าทำงานได้ดีมากระดับหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าลำโพงใครที่ไม่กินวัตต์มากนัก หรือมีความ Matching ลงตัวกับ MRX310 พอดีก็ไม่ต้องขวนขวายอะไรเพิ่มเติมอีก แต่ MRX310 มีช่อง Preout มาให้ครบทุกแชนแนลทำให้การขยับขยายระบบเพิ่มภาคขยายภายนอกในอนาคตเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากอะไรมาก

MRX310 สามารถรับ HDMI อินพุทได้มากถึง 7 ชุด ทั้งหมดอยู่ทางด้านหลังเครื่อง และมี HDMI เอาท์พุทให้สองชุดพร้อม ARC (Audio Return Channel) รองรับ 3D มันยังสามารถ Upscale สัญญาณอินพุทได้ Resolution สูงสุดถึง 4K (3840 x 2160p) รวมถึง Pass-Through ที่ปล่อยสัญญาณ HDMI อินพุทไปยังเอาท์พุทขณะที่เครื่อง Standby ได้ มันยังออกแบบให้มีการเปลี่ยนอินพุท HDMI และ Lock กับฟอร์แมทอินพุทใดๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ด้านหน้าออกแบบเรียบง่าย แต่ดูมีสไตล์ตามแบบ Anthem ตรงกลางเครื่องเป็นจอแสดงผลแบบมัลติฟลูออเรสเซนต์ขนาดใหญ่ตัวอักษรสีฟ้าใต้จอมีปุ่มควบคุมที่สำคัญอยู่ 5 – 6 ปุ่ม คือ SETUP, DIM, MODE, LEVEL, ZONE และ INPUT ด้านซ้ายมือเป็นชุดปุ่มลูกศร 4 ทิศทางควบคุมการทำงานพร้อมปุ่ม Enter ด้านล่างขวามือเป็นปุ่ม Power ของ Main และ Zone 2 ส่วนทางด้านล่างตรงมุมซ้ายมือจะมีฝาครอบ เมื่อเปิดออกจะมีช่องเสียบหูฟังขนาดใหญ่ (1/4”) หนึ่งชุด (ในรุ่น MRX510, MRX710 จะมีช่อง HDMI อินพุทใต้ฝาครอบนี้เพิ่มขึ้นมาอีกชุดหนึ่งด้วย) ส่วนปุ่ม VOLUME คอนโทรลขนาดใหญ่อยู่ทางด้านขวามือของจอแสดงผล

ด้านหลังเครื่องออกแบบได้ดี ใช้งานค่อนข้างง่ายไม่สับสน มีช่อง HDMI อินพุท 7 ชุด ช่อง HDMI เอาท์พุทสองชุด อินพุทดิจิตอลโคแอ็คเชียล 2 ชุด Optical สามชุด สเตอริโออะนาลอกอินพุท (RCA) 5 ชุด เอาท์พุท Coaxial และ Optical อย่างละหนึ่งชุด ช่องคอมโพสิตวิดีโออินพุทหนึ่งชุด คอมโปเนนท์สองชุด ช่องสื่อสาร RS-232C ช่อง Trigger เอาท์พุท ช่องโซนสองเอาท์พุท ช่อง Preout 5.1 แชนแนล ช่องต่อ LAN (Ethernet) ขั้ว RCA ทั้งหมดเป็น Gold Plated ช่องเสียบสาย AC เป็น IEC สองขา ถอดเปลี่ยนสายไฟได้ แล้วยังมีช่อง USB เอาไว้ใช้ Update Firmware อีกหนึ่งช่อง ฝาบนเครื่องเป็นสีดำ พร้อมพ่นสีฝุ่นเคลือบอีกชั้นหนึ่งทำให้ดูน่าเกรงขามเอาเรื่อง

เมื่อกดปุ่ม SETUP ที่รีโมทคอนโทรล หรือที่หน้าเครื่องจะปรากฏ Main Menu หรือเมนูหลักขึ้นที่จอภาพ และจอแสดงผลหน้าเครื่อง ซึ่งจะประกอบด้วยเมนูย่อยทั้งหมด 12 หัวข้อดังนี้

  1. HDMI Output Configuration ซึ่งเป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับการใช้งาน HDMI เช่น ตั้งค่า Color Depth, ตั้งโหมด Video Upscaling หรือจะให้ปล่อยผ่าน (Pass-Through) เป็นต้น
  2. Speaker Setup เป็นการตั้งค่าเกี่ยวกับลำโพงจะมีให้เลือกได้ 2 Config ตรงนี้ดีมาก เช่น เราอาจจะตั้ง Config 1 สำหรับฟังเพลงสเตอริโอสองแชนแนลไม่ใช้ Subwoofer และ Bass Management แล้วตั้ง Config 2 เป็นระบบ 5.1 แชนแนล เซอราวด์ปกติก็ได้
  3. Bass Management เป็นการตั้งค่าขนาดของลำโพงรวมถึงจุดตัดความถี่ซึ่งละเอียดถึงขั้นละ 10 Hz จาก 40 Hz ถึง 160 Hz แยกการตั้งค่าของ Profile สำหรับ Config 1 และ 2 ได้
  4. Listener Position ตั้งค่าระยะทางจากลำโพงในแต่ละแชนแนลถึงจุดนั่งฟัง
  5. Level Calibration ตั้งค่าความดังของลำโพงในแต่ละแชนแนลแยกกันในแต่ละ Profile ของ Config 1 และ Config 2
  6. INPUT SET UP ใช้ตั้งค่าเกี่ยวกับอินพุท เช่น ตั้งชื่ออินพุท, Assign อินพุท วิดีโอ/ออดิโอ, ตั้งค่า Dolby Volume เป็นต้น
  7. Volume/REC output ตั้งค่าเกี่ยวกับ Volume เช่น Mute level, Max level, Main & Zone 2 Poweron level เป็นต้น
  8. Network/ Remote Control ตั้งค่าเกี่ยวกับ Network เช่น ชื่ออุปกรณ์, ชนิดของการเชื่อมต่อ, IP Configuration, สถานะต่างๆ เป็นต้น
  9. Display ตั้งค่าความสว่างของจอแสดงผล
  10. General Configuration ตั้งค่าทั่วไป เช่น ตั้งเวลาปิดเครื่องเองเมื่อไม่ใช้งาน, โหมดประหยัดพลังงาน, ตั้งค่า CEC, Standby HDMI Bypass เป็นต้น
  11. Save/Load Setting บันทึกและเรียกกลับค่า SET UP ต่างๆ รวมถึงค่าเริ่มต้นจากโรงงาน (Factory Defaults) ด้วย
  12. System Infarmation แสดงสถานะของเครื่องเช่น Version ของ DSP, HDMI Main Micro, MAC Address เป็นต้น

ส่วนขณะที่เครื่องทำงานมีสัญญาณอินพุทเชื่อมต่ออยู่เมื่อกดปุ่ม i ที่รีโมทเครื่องจะแสดงสถานะต่างๆ วนๆ กันไป เช่น HDMI Pass thought หรือ Upscale, Sampling/ Bitrate ของอินพุทที่ใช้, MCU version, DSP version เป็นต้น

LL

           ระบบปรับแต่งเสียงอัตโนมัติของ MRX310 คือระบบ ARC หรือ Anthern Room Correction ซึ่งจะทำการวิเคราะห์เพื่อเข้าไป และชดเชย สภาพอะคูสติกในห้องฟังโดยวัดจากสัญญาณทดสอบจากลำโพงในแต่ละแชนแนล โดยทำการวิเคราะห์ความถี่ตั้งแต่ย่านต่ำๆ จนถึง 5 kHz ซึ่งเป็นการเพียงพอแล้วเพราะปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงความถี่ต่ำเป็นหลัก โดย ARC จะตรวจจับการตอบสนองความถี่ต่ำที่ roll off ลงของลำโพงในแต่ละแชนแนล และตั้งค่า high-pass filter ให้เหมาะสม การทำ Calibration จะใช้แผ่น CD software ที่ให้มาในกล้องติดตั้งใน Laptop หรือ PC ของคุณ (OS เป็น Windows Vista ขึ้นไป) ต่อสาย LAN ที่บ้านคุณเข้ากับ MRX310 นำสาย USB จาก ไมโครโฟนเข้ากับ Laptop ตัวไมโครโฟน หันหน้าขึ้นบนความสูงประมาณระดับหูของผู้นั่งฟัง และ RUN ARC โดยดับเบิ้ลคลิกที่ i Con หน้าจอ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที (ทำได้สูงสุด 5 ตำแหน่ง) จากนั้นตั้งชื่อไฟล์ ARC ที่เสร็จแล้ว เครื่องจะทำการ Upload correction data ไปเข้าที่ MRX310 ผ่านทาง network ให้เองโดยอัตโนมัติซึ่งถ้าเผลอไปรีเซ็ทระบบที่ MRX310 ก็สามารถจะ Upload ข้อมูลแก้ไขสถานะห้องจาก Laptop เข้าไปใหม่ได้ โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งปรับแต่งใหม่

รีโมทคอนโทรลออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายไม่ยุ่งยากนัก ปุ่มควบคุมบางปุ่มที่ใช้บ่อยๆ จะแยกออกมาให้ใช้งานได้โดยตรง เช่น ปุ่ม lip-sync, bass, treble, balance รวมถึงมีไฟส่องหลังซึ่งเมื่อกดปุ่มรูปหลอดไฟจะติดค้างอยู่ประมาณ 5 วินาที ส่วนปุ่มควบคุม Zone 2 จะแยกอยู่เป็นกลุ่มทางด้านล่าง

ลอง Burn อยู่วันละ 3-4 ชั่วโมงประมาณหนึ่งสัปดาห์ ต้นทางเป็น BDP-103 และ BDP-105 เป็นส่วนใหญ่แผ่นทดสอบทั้ง Blu-ray ภาพยนตร์หลายๆ แนวรวมถึงแผ่นบันทึกการแสดงคุณภาพสูงอีกหลายแผ่นเพื่อประเมินคุณภาพทั้งการชมภาพยนตร์และฟังเพลง

การที่ MRX 310 มี configuration โปรไฟล์มาให้สองชุด ทำให้ค่อนข้างสะดวกมากกับการนำไปใช้ในระบบ 5.1 แชนแนล และระบบฟังเพลงสเตอริโอสองแชนแนล config 1 ผู้เขียนตั้งเป็นระบบฟังเพลงสองแชนแนลโดยตั้งลำโพงหลักคู่หน้า ซ้าย-ขวา เป็น Large หรือ Full range ไม่ใช้ subwoofer, surround ส่วน Config 2 ตั้งเอาไว้สำหรับดูหนัง และชมการแสดงสดที่บันทึกมาในระบบ 5.1 แชนแนล โดยใส่ Highpass filter ให้กับลำโพงในแชนแนลต่างๆ และใช้ subwoofer เป็นต้น ทำให้ไม่ต้องคอยพะวงว่าเวลาเลือกใช้ฟังเพลงสองแชนแนลว่าเครื่องจะใส่ HPF และ on subwoofer เอาไว้หรือไม่เพราะเราเลือกตั้งค่า Profile แยกกันเอาไว้ก่อนแล้วเวลาจะใช้งานก็เพียงแค่กดเลือก config 1 หรือ config 2 ที่ INPUT MENU เท่านั้น

การใช้งาน MRX310 ถือว่าสะดวก คล่องตัว ตรงไปตรงมามาก ฟังก์ชั่นต่างๆ มีมาให้เฉพาะที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์ชั้นดี การทำงานของระบบต่างๆ ราบรื่นดีมาก OSD menu ทำงานได้ดี ตัวอักษรดูชัดเจน ยกเว้น OSD ที่แสดงระดับของโวลลุ่มเวลาเพิ่มหรือลด Volume จะปรากฎ OSD ขั้นด้านล่างจอภาพสัก 5 วินาทีแต่ตำแหน่งของมันมักจะไปทับกับตัวอักษร subtitle พอดิบพอดี ถ้าสามารถปรับตำแหน่งของ OSD ขึ้นลงได้สักเล็กน้อยก็จะสะดวกขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้เครื่องเล่นบลูเรย์ที่ขยับ subtitle ไม่ได้แต่กับ BDP-103 มันมี subtitle shift ที่เลื่อนตัวอักษรบรรยายขึ้นลงได้เล็กน้อยอยู่แล้วเลยไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้เขียน ตัวอักษรที่จอแสดงผลหน้าเครื่อง MRX310 มีขนาดใหญ่ สีฟ้าดูสวยงามมาก และสามารถจะหรี่ลงได้หลายระดับรวมถึงปิดไม่ใช้งานได้ การตอบสนองของโวลลุ่มคอนโทรลจากรีโมทถือว่าราบรื่นดีมากไม่กระโดดให้น่าตกใจถ้ากดแช่เอาไว้นานเกินไปบ้าง การ mute เสียงสัญญาณเสียงดิจิตอล stream จาก HDMI ทำงานได้เรียบร้อยดีมากทุกๆ ครั้ง ไม่พบเสียงรบกวน คลิ๊ก ป๊อป ดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศในการใช้งานเลย

MRX310 ถอดรหัสสัญญาณดิจิตอลเซอราวด์ฟอร์แมทต่างๆ ได้ดีเยี่ยม มันให้มิติทิศทางการแยกแชนแนลที่เด็ดขาดคมชัดมาก รวมถึงการโยนเสียงไปมาในระหว่างแชนแนลต่างๆ ที่ดีมากกับแผ่นบลูเรย์ที่บันทึกมาดีๆ มันให้สภาพโอบล้อมด้านหลังราวกับตกอยู่ในเหตุการณ์จริง แผ่น PROMETHEUS นี่นั่งฟังดึกๆ คนเดียวหลอนเอาได้ง่ายๆ เลย โดยรวมมันเหมาะกับภาพยนตร์แทบจะทุกแนว ถึงแม้ว่ากับภาพยนตร์ Action, Sci-Fi เสียงอาจจะไม่ออกแนวดุดันพลุ่งพล่านเหมือนกับ A/V receiver ค่ายญี่ปุ่นบางยี่ห้อแต่ผู้เขียนกลับพบว่ามันสามารถรักษาสมดุลของแนวเสียงโดยรวมให้เป็นกลางได้อย่างน่าทึ่งไม่รู้สึกว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องไปในการชมภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ แม้แต่น้อย รวมถึงเมื่อนำไปฟังแผ่นคอนเสิร์ต/ แสดงสด ที่บอกตรงๆ ว่าให้คุณภาพเสียงที่ไพเราะถูกสไตล์ผู้ทดสอบเป็นอย่างมาก มันให้เสียงทุ้มที่แน่นลงได้ลึก รายละเอียดเสียงแหลมดี เสียงกลางฟังกลมกลืนต่อเนื่องมีมวลเวลาฟังเสียงนักร้องที่บันทึกมาดีๆ จะรู้สึกได้เลยว่ามีความหนาในเนื้อเสียงไม่บางจนขาดน้ำหนัก/พลัง มีความเป็นดนตรีสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเวลาฟังแผ่นแสดงสดต่างๆ ที่มีเสียงร้องยืนพื้นเกือบตลอด

ภาคขยายภายใน MRX310 ถือว่าให้พละกำลังได้เอาเรื่องทีเดียวขนาดลำโพงคู่หน้าที่ใช้ (4Ω, 85 dB/w/m) ถือว่ากินวัตต์เอาเรื่องปกติต้องใช้ภาคขยายข้างนอกแยกขับต่างหากเวลาใช้งาน แต่ภาคขยายระบบ Load Monitoring ของ Anthem ยังถือว่าสามารถทำงานกับลำโพงคู่หน้านี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ในระดับความดังค่อนข้างสูงแรงปะทะจะอ่อนตัวลงบ้าง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติกับภาคขยายกำลังขนาดนี้ (กับลำโพงที่กินวัตต์, อิมพีแดนช์ต่ำขนาดนี้ความจริงน่าจะจับกับ MRX710 ถึงจะดูสมน้ำสมเนื้อ) ถือว่าภาคขยายกำลังภายใน MRX310 นี้ทำงานได้ดีมากให้ดุลเสียงที่เป็นกลางมาก เสียงแหลมเปิดโปร่งฟังสบาย ให้ความพึงพอใจเป็นอย่างมากตลอดการทดสอบ มันมีช่อง pre-out ที่ทำงานได้ดีเยี่ยมให้แรงดันเอาท์พุทได้ค่อนข้างสูง (3.5 Vrms) สามารถนำไปใช้ขับภาคขยาย (poweramp) ภายนอกได้เป็นอย่างดีถ้าต้องการจะแยกชิ้นเล่นเพิ่มในอนาคตโดยคอนเน็คเตอร์ RCA ด้านหลังทั้งหมดคุณภาพสูง เคลือบทองซึ่งปกติมักจะพบได้ใน A/V receive รุ่นท็อปๆ เท่านั้น เท่าที่เคยทดสอบผ่านๆ มา รวมถึงขั้วลำโพง MRX310 ก็ใช้ชนิดคุณภาพสูง ใส่สายลำโพงขนาดใหญ่ได้ และแรงบิดขันค่อนข้างแน่นหนามาก

350_1_large

            โดยรวมต้องถือว่า MRX310 เป็น A/V surround receiver ที่น่าใช้งานเป็นอย่างมากมันสามารถรองรับระบบภาพรุ่นใหม่ๆ ทั้ง 3D และ 4K ได้ครบถ้วน ระบบการทำงานที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่ก็ครบครัน ออกแบบโดยเน้นที่คุณภาพเสียงเป็นหลักสำคัญโดยเฉพาะภาคขยายกำลังที่ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถใช้กับระบบโฮมเธียเตอร์ระดับกลางๆ ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะนำไปชมภาพยนตร์หรือฟังเพลงมันสามารถตอบสนองความต้องการได้ครบครัน เป็น A/V receiver ที่แนะนำให้ไปลองดูเป็นตัวเลือกต้นๆ ได้เลยครับ

ขอขอบคุณ บริษัท อินเวนทีฟ เอวี จำกัดโทร. 0-2238-4078-9 ที่เอื้อเฟื้อเครื่องในการทดสอบ