Test: LG 65LA9700 Ultra HD 3D Smart TV

Test: LG 65LA9700 Ultra HD 3D Smart TV

นิตพินัย

medium01

คุณสมบัติ

  • ขนาด จอ 65 นิ้ว 16:9 ความละเอียด Ultra HD 3840×2100 พิกเซล, จอ IPS
  • ระบบไฟส่องหลัง (backlight system) ชนิด NANO Full LED มี Local dimming
  • ชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะ Tru-Ultra HD engine/Dual Core Processor
  • Pefreshrate Trumotion 240Hz ค่า MCI สูงถึง 1200
  • วงจร Resolution Upscaler/Ultra HD USB plagback (HEVC-USB 3.0)
  • ระบบ Passive 3D ให้ภาพ 3 มิติที่นิ่งลดการกะพริบพร้อมแว่นตามากับเครื่อง 4 ชุด
  • รีโมทคอนโทรลอัจฉริยะ Magic Remote Control พร้อมรีโมทคอนโทรลปกติ
  • ระบบเสียง 4.1 แชนแนล ลำโพงระบบออโต้สไลด์เลื่อมลงมาเมื่อเปิดเครื่อง
  • DTS decoder, กำลังขับ 50 วัตต์, ระบบ clear Voice II, sound optimizer
  • ระบบ 3D Dual play (ใช้เล่นเกมส์แบ่งจอภาพได้)
  • วงจร 2D to 3D convertor, 3D depth Control, 3D Viewpoint Control, 3D Image Correction
  • Buitl in WiFi มีระบบ Wi-Fi direct, NFC (Near Field Communications), รองรับ Miracast (screen mirroring), MHL อินพุท
  • DLNA/window 8 Certified/smartphone remote support/Smartshoreplus
  • ระบบ Smart TV ใช้งานง่ายด้วย Home Dash board 3.0 ใหม่
  • Premium Content มีรายการต่างๆ ที่ stream มาจาก internet ให้ดูมากมาย ทั้งภาพยนตร์, รายการเด็ก, สารคดี, โปรแกรม 3D ฯลฯ
  • มี App Stort/LG Cloud/Full Web Browser/Skype TM Peady-Buitin (amera)
  • USB 3.0 อินพุท, Digital optical ออดิโอเอาท์พุท
  • HDMI อินพุท 3 ชุด รองรับ MHL, ARC อย่างละหนึ่งชุดทุกช่องรับ resolution ถึง 2160p@ 24 Hz, 30 Hz ได้
  • ปรับแต่งภาพได้ละเอียดพร้อมโหมดผู้เชี่ยวชาญ (Expert Control) อีกสองโหมด ปรับแต่งอุณหภูมิสี (White balance) ได้ทั้ง 2 จุด และ 10 จุดปรับแต่งสีสันตามใจชอบ
  • เลือก Aspect Ratio ได้หลายโหมด เช่น 16:9 Original, 4:3. Cinema Zoom และ Justscan (1:1 pixel mapping หรือ 0% overscan)
  • โหมดภาพ 6 โหมด (Vivid, Standard, Movie, Game, isf 1. isf 2)
  • ประหยัดพลังงานด้วยระบบ Smart Energy Saving

LG 65LA9700 มีขนาด 48.3” x 28.11” x 1.58” (WxHxD) ไม่รวมขาตั้ง และ 48.43”x30.75”x10.79” (WxHxD) รวมขาตั้ง น้ำหนัก 40.6 กิโลกรัม (ไม่รวมขาตั้ง) และ 44.2 กิโลกรัม (รวมขาตั้ง) ใช้แรงดันไฟ 100-240 VAC 50-60 Hz กันกำลังไฟ 370 วัตต์

 

ผลการทดสอบ/ทดลองใช้งาน

65LA9700 เป็น Ultra HDTV ซีรี่ส์สูงสุดที่เพิ่งเปิดตัวในบ้านเราได้ไม่นานมีข้อเด่นหลักๆ เหนือกว่ารุ่นรอง (LA9650) คือในรุ่น LA9700 นี้จะใช้ระบบไฟส่องหลัง (back Lighting Unit) เป็นระบบ NANO Full LED พร้อมระบบ Local dimming คือใช้หลอดไฟ LED ความสว่างสูงหลอดเล็กๆ จำนวนมากวางอยู่ด้านหลังแผงจอ LCD เต็มพื้นที่ (รุ่นรองใช้ระบบ Edge LED คือวางหลอดไฟ LED เอาไว้ตามขอบแล้วใช้แผ่นสะท้อนแสงกระจายแสงไปส่วนต่างๆ ของจอภาพ ซึ่งการทำงานจะสู้ระบบ Full LED ไม่ได้) เมื่อทำงานร่วมกันระบบ Local dimming มันจะตรวจวิเคราะห์ภาพที่หน้าจอในขณะนั้นว่าพื้นที่ใดสว่างน้อยจะทำการหรี่หรือดับกลุ่มหลอดไฟ LED ส่องหลังในส่วนนั้น ในขณะที่บริเวณฉากที่มีความสว่างก็จะเปิดกลุ่มหลอดไฟ LED ส่องหลังเอาไว้สูงกว่าทำให้ Contrast Ratio ของภาพสูงขึ้นเพิ่มระดับความดำ (black level) ของภาพให้ดีขึ้น

medium_04

ความละเอียดของจอภาพในรุ่น 65LA9700 นี้ อยู่ในระดับ Ultra HD คือมีความละเอียด 3840×2160 pixel เมื่อใช้กับแหล่งโปรแกรมต้นทางที่มีความละเอียดของภาพต่ำกว่า เช่น จากแผ่น Blu-ray ที่มีความละเอียด Full HD 1920×1080 พิกเซล จะต้องอาศัยการ Upscaling หรือเพิ่มจุดภาพให้สูงขึ้นไปเป็นความละเอียดของจอภาพที่ 3840 x2160 พิกเซล ซึ่งภายในตัว 65LA9700 จะมีวงจร resolution upscaler คุณภาพสูง ทำงานถึง 4 ขั้นตอนติดตั้งมาให้เพื่อใช้กับแหล่งโปรแกรมที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วๆ ไป เพราะปัจจุบันแหล่งโปแกรมความละเอียดสูงระดับ Ultra HD ยังไม่แพร่หลาย แต่ถึงอย่างไร LG 65LA9700 ที่นำมาทดสอบนี้สามารถที่จะรองรับอินพุท Ultra HD resolution ที่ 3840x2160p@24 Hz/ 30 Hz จากภายนอก เพื่ออนาคตได้ทันทีหรือแม้แต่จะใช้กับอุปกรณ์ upscaler เป็น Ultra HD resolctioun ในปัจจุบัน เช่นเครื่องเล่นบลูเรย์รุ่นใหม่ๆ บางรุ่น หรือ AVR ที่มีวงจร 4K upscaler ในตัว ก็สามารถนำมาต่อใช้งานร่วมกันได้แต่คุณภาพของการ Upscale จากอุปกรณ์ภายนอกขึ้นเป็น Ultra HD resolution หรือการใช้วงจร resolution upscaler ภายในเครื่องทีวีอย่างไหนจะให้คุณภาพโดยรวมที่ดีกว่ากันอาจจะต้องว่ากันเป็นเรื่องเป็นราวอีกทีหนึ่ง

medium_05

LG65LA9700 รองรับระบบภาพ 3D แบบ passive ที่จอภาพเป็น IPS FPR (Film Pattarn Retarder) รองรับระบบ 3D ได้หลายรูปแบบ รวมทั้งมีวงจรเปลี่ยนภาพ 2D เป็น 3D คุณภาพสูงติดตั้งอยู่มีแว่นตา 3D แบบ passive polarizied แถมมาให้ 4 ชุด แว่นตามีน้ำหนักเบาใส่สบายเพราะไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในภาพความสว่างสูง ราคาไม่แพงซื้อหาเพิ่มได้ราคาไม่กี่ร้อยบาท

นอกจากนี้มันยังสามารถเล่นไฟล์ความละเอียดสูง Ultra HD ผ่านช่อง USB 3.0 จากอุปกรณ์ storage ภายนอกได้ เนื่องจากภายในมีวงจร H.264, H.265 (HEVC) codec ติดตั้งอยู่ ส่วนถ้าใครซื้อจอ Ultra HD จาก LG ในช่วงนี้จะมีภาพยนตร์สารคดี/ clip ความละเอียดสูง 10 กว่ารายการ แถมมาใน External HDD แถมมาให้ด้วย รายการมีทั้ง 2D และ 3D

วงจรประมวลผลภาพใหม่ Tru-Ultra HD engine พร้อมวงจร Resolution Upscaler ช่วยปรับปรุงคุณภาพทั้งในด้านรายละเอียดความคมชัด ระดับการตัดกันของแสงและเงา ปรับปรุงด้านคุณภาพของเม็ดสี ในแง่ความอิ่มตัว และความกว้างของเฉดสี พร้อมวงจรลดสัญญาณรบกวนภาพคุณภาพสูง มีระบบเพิ่มเฟรมภาพ Trumotion 240 Hz (Refresh rate) ให้ค่าความคมชัดของภาพเคลื่อนไหว (MCI) สูงถึง 1200 วงจร Super Resolution ที่ช่วยขยายย่านการตอบสนองความถี่สูงของภาพออกไป และประมวลผลเพิ่มความคมชัดขึ้นมา โดยดูจากธรรมชาติของแหล่งโปรแกรมด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบของภาพในแต่ละเฟรมแต่ละส่วนของจอภาพ และทำการ enhance เฉพาะส่วนที่จำเป็น (อาจเรียกได้ว่าเป็น adaptive enhancement) ทำให้ภาพที่ได้มีรายาละเอียดคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่มีความเพี้ยน Ringing เกิดเป็นขอบบางขึ้นตามแนววัตถุในภาพเช่นวงจร Sharpness filter ทั่วๆ ไป ถ้าเพิ่มมากเกินระดับหนึ่งจนดูรบกวนสายตา

medium_06

ระบบเสียงออกแบบพิเศษเป็นระบบ 4.1 ch มีซับวูฟเฟอร์ ที่ดูเท่ห์มากคือลำโพงทรง soundbar ที่เป็นแผงยาวใต้จอภาพที่จะสไลด์เลื่อนลงมาเวลาเปิดเครื่อง และสไลด์เก็บเข้าที่เวลาไม่ใช้งาน มีจำนวนตัวขับรวมถึง 7 ตัว (รวมซับวูฟเฟอร์) ภาคขยายมีกำลังขับรวมสูงถึง 50 วัตต์ มีวงจรถอดรหัสเสียง DTS ระบบ clear Voices II มีโหมดเสียงให้มาถึง 6 โหมด (standard, Music, Cinema, Sport, Game และ Uscr)

เมนูของ Smart TV เป็น Home Dash Board 3.0 ที่ออกแบบมาเน้นใช้งานง่าย เป็นการรวบรวมสารพัดหน้าที่ในการควบคุมเครื่อง Content, Apps, Social Media, ระบบ Networking, Setting ฯลฯ โดยแบ่งหน้าจอออกเป็นกลุ่มๆ อย่างชัดเจน เมื่อกดปุ่ม Smart Home ที่รีโมท จะปรากฏเมนูขึ้นมาโดยด้านซ้ายมือจะเป็นภาพรายการหลักของอินพุทที่ดูอยู่ตรงกลางเป็น premium content และ Social Media ด้านขวามือเป็นกลุ่มของ Smart Share ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ PC/Tablet/Smartphone/USB ก็สามารถส่งงานผ่านเมนูนี้ได้ทันที ส่วนด้านล่างจะเป็นเมนูการ Setup เครื่อง, input list, My Apps, การบันทึกรายการลงหน่วยความจำเป็นต้น ส่วนระบบควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ หรือ SIMPLINK (HDMI-CEC) จะอยู่ที่อินพุทเมนูตรงแถบ bar ด้านล่าง ซึ่งสามารถที่จะแยกปิด-เปิดเพื่อควบคุมอุปกรณ์ HDMI อินพุทแต่ละชุดแยกกันได้เลย

เมื่อเข้าเมนู Setting จะประกอบด้วย เมนูย่อยเกี่ยวกับการปรับแต่งภาพ/เสียง/Networle มากมายแบ่งเป็น Auto Tuning, การปรับแต่งภาพ, การปรับแต่งเสียง, การตั้งเวลา, การตั้งค่า Network, การตั้งค่าอื่นๆ และการช่วยเหลือ (support) เช่นการทดสอบภาพ/เสียง เบื้องต้น การ Uprade firmware ของเครื่องเป็นต้น

เมนูเกี่ยวกับ การปรับปรุงแต่งภาพจะซอยย่อยออกเป็นหัวข้อให้ปรับแต่งได้อย่างละเอียด โดยแยกในส่วนที่ปรับแต่งภาพพิเศษนอกเหนือไปจากผู้ใช้ปกติปรับแต่งเอาไว้ในเมนูผู้เชี่ยวชาญ (Expert Setting) และ Picture Option ส่วนการปรับแต่งภาพ 3D จะอยู่ในส่วนของ Set 3D video ของเมนูภาพเช่นกันโดยต้องใช้โหมด 3D ก่อนถึงจะเข้าไปปรับค่าได้ ค่าที่ปรับแต่งได้คือ 3D Depth Control (0 ถึง 20), 3D View point Control (-10 ถึง +10), 3D mode, 3D Image Correction, 3D Color Correction, 3D Sound Zooming และ 3D Pattern Recognition

ในการทดสอบต้นทางเป็น OPPO BDP-103 และ BDP-105 (upgrade ภาคจ่ายไฟจาก perfect powev) สาย HDMI DH Lab 1.4, ADSL TOT@ 10 Mbps W/wireless router, วัดอุณหภูมิสี/ ความสว่างด้วย MINOLTA Color analyzer, ไฟล์ทดสอบภาพ Ultra HD (H.264) จาก LG แผ่นทดสอบ Blu-ray QTEC, HQV, S&M, AVSHD ปรับแต่งภาพที่ 65LA9700 เอาไว้ตามนี้ (เป็นค่าที่ตั้งสำหรับระบบที่ทำการทดสอบ และจะแปรผันจากทีวีแต่ละเครื่อง, สายนำสัญญาณ, เครื่องเล่นต้นทาง, ระบบไฟ, สภาพแวดล้อม และสีภายในห้อง) ใช้โหมดภาพ isf Expert 1, Contrast 80, Brightness 52, Color 52, tint 0 (ใช้ Blue Color filter ในเครื่อง), back light 26 (ห้องค่อนข้างมืด), 40-60 (ห้องมีแสงทั่วๆ ไป), Hor Sharpness 10, Vert sharpness 10, Expert Control Dynamic Contrast off, Super resolution Low, Color gamut BT709, Edge Enhancement off (on กับ cable TV ได้), Gamma 2.2, Color temperature Medium มีปรับแต่งค่า G และ B เพิ่มเติมเล็กน้อย, Picture Option Noise Reduction off (Auto กับ Cable TV, Free TV), MPEG NR off (on กับ cable TV), Block level Low, LED Local dimming Medium, Trumotion User ตั้ง De-Judder 2, De-blur 10, Aspect Ratio Justscan, Energy Saving Minimum

มาตรฐานของ Ultra HDTV ที่ถูกวางเอาไว้โดย ITU R.2020 เมื่อสอง-สามปีก่อนมีข้อดีเหนือกว่าระบบที่เราใช้กันเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน (HDTV std ITU R.BT709) หลายประการด้วยกันนอกเหนือไปจากเรื่องความละเอียดของภาพที่สูงขึ้น (ปกติด้าน Marketing มักจะเน้นเรื่อง resolution กันเป็นหลัก) มันยังใช้ความละเอียดของการแสดงระดับความสว่าง (bit dcpth) ที่สูงขึ้นจากปกติ 8 bit ที่แทนความละเอียดของความสว่างได้เพียง 256 ระดับ (28) หรือน้อยกว่าไปเป็น 10 bit (1024 ระดับ) เป็นอย่างน้อย และสูงสุดถึง 12 bit และใช้วิธีส่งสัญญาณวิดีโอดิจิตอลคอมโปเนนท์ที่ 4:2:2 หรือ 4:4:4 แทนฟอร์แมท 4:2:0 ที่ใช้กันในปัจจุบันกับ Blu-ray, HDTV cable TV ฯลฯ รวมถึง Color gamut หรือความสามารถในการแสดงเฉดสีที่กว้างกว่าเดิมมาก (ทางเทคนิคมาตรฐาน Rec 2020 ของ Ultra HDTV มี Color gamut ที่กว้างมากกว้างกว่าระบบ P3 color gamut ที่ใช้ในโรงภาพยนตร์ดิจิตอลอีกด้วย) ดังนั้นถ้าในอนาคตข้างหน้า เรามีแหล่งโปรแกรม Ultra HD แท้ๆ ที่บันทึกมาเป็น 2160p โดยไม่ต้อง upscale ใช้การ encode ด้วยความละเอียด 10 bit ใช้ color space ด้วย sub sampling ฟอร์แมท 4:4:4 หรือ 4:2:2 เราคงจะได้เห็นคุณภาพของภาพที่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในระบบโฮมเธียเตอร์ของเราอย่างแน่นอน

หลังจาก set up ปรับแต่ง และburn in อยู่ราวๆ 100 ชั่วโมง ลองดูภาพกับแผ่น Blu-ray ที่ บันทึกมาดีๆ เรื่องที่คุ้นเคยโดยใช้ BDP-103 เป็นตัว upscale ให้ (ตั้ง resolution ที่ BDP-103 เป็น 4K x 2K) Color Space RGB video level เพลทที่โหมดนี้สัญญาณทดสอบ chroma burst ความถี่สูงสุดดูชัดเจนที่สุดทั้งแนวตั้งและแนวนอน LG 65LA9700 ให้ภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจอ Full HD 1080p โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าลองได้ดูไปสักพักหนึ่งมันสามารถให้ความรู้สึกร่วมในเหตุการณ์ได้ดีกว่า ภาพมีความเป็นตัวเป็นตนสูงมาก มิติชัดลึกยอดเยี่ยมทั้งที่เป็นแผ่น 2D จน สามารถขยับเลื่อนเก้าอี้เข้าใกล้จอภาพได้กว่าเดิมร่วม 20% เมื่อเทียบกับจอ Full HD  ขนาดใกล้เคียงกัน ทำให้ได้มุมมอง (Field of Vision) เพิ่มขึ้น เพิ่มอรรถรสในการชมให้สูงขึ้นกว่าจอ Full HD อย่างชัดเจน ภาพจาก  65LA9700 ดูใสเปิดมากราวกับมองผ่านกระจกใส ภาพมีพลังสูงแสงและเงาสะท้อนจากวัตถุที่อยู่ในภาพถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริง มันให้ Contrast Ratio ที่สูงมาก รวมถึงความดำของภาพระดับยอดเยี่ยม ต้องยอมรับว่าระบบ NANO Full LED ที่ใช้เป็นไฟส่องหลังในซีรี่ส์ 65LA9700 ที่ทำงานได้สุดยอดมากเมื่อเทียบกับซีรี่ส์ LA9650 ที่เป็น Edge LED จะเห็นชัดเจนว่ามันสามารถดึงแสงและเงาให้ตัดกันได้อย่างเข็มข้นภาพดูมีพลังมากเนื่องจาก black ที่ดูดำสนิทต่อกับแสงในฉากที่มี Contraat Ratio สูงๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ระบบไฟส่องหลังแบบ Full LED นี้จะทำงานได้ดีแค่ไหนจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักๆ คือ หนึ่งจำนวนกลุ่มของหลอดไฟ LED ที่ใช้วางด้านหลังแผงจอว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร (ยิ่งมากยิ่งดีเพราะจะทำ Local dimming ได้ละเอียดยิ่งขึ้นในรุ่นนี้ใช้จำนวน 144 ชุด) กับความฉลาดของโปรแกรมอัลกอริธึ่มประมวลผล และความเร็วของ hardware ประมวลผลภาพ ที่สามารถจะวิเคราะห์ความสลับซับซ้อนของธรรมชาติของโปรแกรมในขณะนั้นได้ดีมากน้อยเพียงไรในการที่จะสั่งกลุ่มของหลอดไฟ LED backlight เหล่านี้ให้ปรับเปลี่ยนระดับความสว่างให้เหมาะสมกับภาพที่ปรากฏที่หน้าจอภาพในขณะนั้น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของจอ Full LED ในยุคต้นๆ เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา และมีโอกาสได้ทดสอบจอ Full LED อยู่เป็นระยะ พบว่าการทำงานของระบบ NANO Full LED ของ LA9700 นี้ ทำงานได้ดีมาก (ในกรทดสอบใช้โหมด Medium หรือ Low ไม่ควรใช้ High) การปรับระดับความสว่างทำได้รวดเร็ว ค่อนข้างแม่นยำมาก เกิด halo effects น้อยมาก ภาพดูเข้มข้น solid กว่าตอนที่ตั้งค่า Local dimming เป็น off คือไม่ใช้ระบบ local dimming เป็นอย่างมากซึ่งผู้เขียนแนะนำให้เปิดใช้งานระบบ local dimming เอาไว้เสมอแต่เลือกตั้งโหมดที่ Low หรือ Medium ก็เพียงพอ (ถ้าห้องค่อนข้างมืดมากควรใช้โหมด Low ส่วนห้องมีแสงทั่วๆ ไปใช้โหมด Medium)

เมื่อตั้ง resolction ที่ BDP-103 เป็น 4K x 2K หรือต้นทางที่สามารถ upscale เป็น 4K (Ultra HD) ได้เมื่อเล่นโปรแกรมที่สร้างจากฟิล์มหรือกล้องวิดีโอถ่ายทำภาพยนตร์ที่ originate ในระบบ 24p เมื่อกดปุ่ม information ที่ 65LA9700 จะแสดง ‘2160p/ 24 Hz’ ซึ่งเป็น resolution ที่ตรงกับ native ของจอภาพตามที่อินพุทป้อนเข้าไป (3840x2160p) ส่วนถ้าแหล่งโปรแกรมที่ไม่ได้เป็น 24p เช่นรายการบันทึกการแสดงสดส่วนใหญ่ที่ใช้กล้องวิดีโอ ถ่ายทำเป็น 1080i/ 60 Hz หรือ 1080i/ 50 Hz หลังจากการ upscale ที่ต้นทางแล้วสัญญาณที่ส่งไปเข้าที่จอ Ultra HD จะแสดง resolution สูงสุดเป็น 1080p framerate 50 Hz หรือ 60 Hz ซึ่งเป็นปกติกับจอ Ultra HD ทุกรุ่นทุกยี่ห้อในปัจจุบันที่ใช้ขั้ว HDMI 1.4 อยู่นะครับไม่ใช่เฉพาะตัวที่นำมาทดสอบ เหตุผลเพราะ HDMI 1.4 ปัจจุบันรวมถึง chipset ที่รับส่งสัญญาณ HDMI จะรองรับ framerate สูงสุดที่ 30 Hz ที่ resolution 3840x2160p เท่านั้น ส่วนถ้าต้องการ frame rater ที่สูงกว่านี้จะต้องลด resolution ลงมาเป็น 1080p เพื่อให้อัตราการส่งข้อมูลในสายไม่เกินข้อกำหนด (ประมาณ 10 Gbps) ดังนั้นกับแผ่นแสดงสดส่วนใหญ่จะถูกแสดงผลที่จอภาพด้วย resolution 1080p/ 50 Hz หรือ 60 Hz ยกเว้นแผ่นแสดงสดบางแผ่นที่ใช้กล้องวิดีโอที่ถ่ายทำภาพยนตร์ถ่ายทำเป็น 24p เช่น CHRIS BOTTI IN BOSTION, BARBRA STREISAND LIVE IN CONCERT 2006, LES Miserables INCONCERT 25th ANNIVERSARY เป็นต้น ที่บันทึกมาเป็น 1080p/ 24 Hz แผ่นพวกนี้ความเพี้ยนด้านภาพเคลื่อนไหวจะน้อยมากเพราะไม่เกิด motion artifacts ช่วงที่วงจร de-interlacer ทำการรวม field ภาพทั้งสองเข้าด้วยกันให้เป็นเฟรมภาพ progressive ซึ่งผู้เขียนหวังว่าคงจะได้เห็นแผ่นแสดงสดรุ่นใหม่ๆ ถ่ายทำ และบันทึกลงแผ่น Blu-ray ด้วยฟอร์แมท 1080p/ 24 Hz มากขึ้น แผ่นพวกนี้ เมื่อเล่นกับจอ Ultra HD จะให้ภาพเป็นระบบ 2160p/ 24 Hz ได้ทันที ส่วนถ้าใครไม่มีเครื่องเล่นต้นทางภายนอกที่สามารถ upscale ไปเป็น Ultra HD resolution (หรือมีแต่ไม่แน่ใจว่าทำงานได้ดีพอ) ก็ไม่ต้องซีเรียสให้ตั้งเอาท์พุทไว้ที่ 1080p ปกติ ปล่อยให้วงจร resolution upscaler ภายใน 65LA9700 เป็นตัว จัดการให้ ซึ่งผลจากการทดสอบทั้งกับโปรแกรมหลายประเภทรวมทั้งสัญญาณทดสอบ พบว่ามันทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งคุณภาพของภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว เมื่อเทียบกับการ upscale ภายนอกแล้ว BDP-103/ BDP-105 ให้รายละเอียดของภาพเคลื่อนไหว และ chroma burst ความถี่สูงที่ดีกว่าอยู่เพียงเล็กน้อย ผู้เขียนแนะนำให้สามารถใช้วงจร upscale ภายใน 65LA9700 ด้วยความสบายใจเนื่องจากมันทำงานได้ดีมากไม่ว่าสัญญาณต้นทางจะเป็น SD หรือ HD รวมถึงมันมีระบบตรวจจับ 3/2 และ 2/2 pulldown filmmode ที่แม่นยำ (จะใช้โหมดนี้ต้อง ‘on’ Real Cinema ก่อน) มี edge diagonal precessing ลดรอยหยัก (jaggies) ของโปรแกรมวิดีโอโหมดให้ดูราบเรียบดูสบายตามาก

LG65LA9700 ให้คุณภาพของสีสันที่ดูถูกต้องเป็นธรรมชาติมาก มันให้ความอิ่มตัวของสี (saturation) ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ทั้ง 3 แม่สีตั้งแต่ความสว่างของภาพระดับต่ำๆ จนถึงระดับสูง ในการทดสอบใช้ color gamut BT709 ที่ถือเป็นมาตรฐานที่โปรแกรม HD ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ ส่วนในโหมด wide จะให้เฉดสีที่กว้างกว่าอยู่เล็กน้อย (เครื่องให้เฉดสีกว้างที่สุดที่โหมดนี้) แต่การใช้โหมด wide  Color gamut อาจจะให้โทนสีดูสดกว้างกว่าต้นฉบับไปบ้างเล็กน้อยแล้วแต่ชอบ เพราะโปรแกรมต้นทางปัจจุบันยังคงอิงกับมาตรฐาน BT709 (HDTV) และ BT601 (SDTV) กันอยู่เป็นหลักดังที่กล่าวไป ถ้าต้องการเฉดสีกว้างมากตาม Rec.2020 จะต้องจัดสร้างโปรแกรมต้นทางใหม่ที่อิงกับมาตรฐาน Ultra HD (Rec 2020) รวมทั้งระบบเชื่อมโยงสัญญาณจะถึงจอภาพจะต้องรองรับระบบเฉดสีกว้างใหม่นี้ทั้งหมดเพราะถ้าเราเลือกใช้ Color gamut ปลายทาง (เช่นที่จอทีวี) ไม่ตรงกับต้นทาง โอกาสจะเกิดสีสันผิดเพี้ยนจะมีมากเพราะวงจรคืนรูปสี (de-matrix) ที่จอภาพทำงานไม่ตรงกับวงจร matrix ต้นทาง ดังนั้นควรจะเลือกใช้ Color gamut ที่จอภาพให้ตรงกับต้นทางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นเลือก BT709 กับโปแกรม HDTV หรือใช้ SMPTE หรือ EBU กับต้นทางที่เป็น SDTV เช่นแผ่น DVD, Cable TV ทั่วๆ ไป (480i, 576i) ส่วน wide color gamut คงต้องรอให้เรามีต้นทางที่เป็นฟอร์แมท Ultra HDTV จริงๆ กันก่อน แล้วค่อยเลือกใช้งานกัน

ด้านคุณภาพเคลื่อนไหวโดยรวมถือว่า 65LA9700 ทำงานได้ดีมากเช่นเดียวกัน วัตถุเคลื่อนไหวในภาพดูต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมภาพยนตร์ (2160p/ 24 Hz) หรือการแสดงสด (1080i/p@50/60 Hz) การเคลื่อนไหวในระนาบต่างๆ ดูดี ไม่มีการกระตุกของภาพ ระบบ Trumotion ทำงานได้ดีกับรายการทั่วๆ ไป เช่น ภาพยนตร์ ผู้เขียนตั้ง De-judder เอาไว้ 2, de-blur ที่ 10 ส่วนถ้าเป็นโปรแกรมพวกกีฬาอาจจะเพิ่ม De-judder ขึ้นมาเป็น 6-7 ก็ได้แต่บางครั้งอาจจะเกิด motion artifacts กับบางฉากเคลื่อนไหวเร็วๆ ที่มี Contract ratio สูงๆ บ้างเล็กน้อยแต่โดยรวมก็ถือว่ามันทำงานได้ดีมาก ผู้เขียนยังอ่านค่าความละเอียดของภาพเคลื่อนไหว (moving resolution) ออกมาได้สูงถึงเกิน 1000 เส้น นับว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยอ่านจากจอภาพที่เคยทดสอบมา (ใกล้เคียงกับ  65LA9650)

ลองเล่นกับโปรแกรมและคลิปภาพความละเอียดสูง H.264 ที่ 3840x2160p จาก external HDD ผ่านทางช่อง USB 3.0 ที่ด้านข้างซ้ายมือของตัวเครื่อง 65LA9700 แสดงศักยภาพจากไฟล์ Ultra HD เหล่านี้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในแง่ของรายละเอียดความคมชัดของภาพ และความใส clear ของภาพ เฉดสีที่ดูกว้างโดยเฉพาะในย่านสีเขียว ยิ่งแหล่งโปรแกรมถูกจัดสร้างขึ้นมาดีเท่าไรจอภาพ Ultra HD จะยิ่งสามารถแสดงคุณภาพได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อลองเทียบกับการ upscale จากแผ่น Blu-ray ที่บันทึกมาดีๆ ประมาณว่าน่าจะได้ถึง 85-90% เมื่อเทียบกับโปรแกรม Ultra HD ที่นำมาทดสอบ

ด้าน Premium Contain มีรายการให้เลือกดูได้มากมาย มีทั้งที่สามารถรับชมได้ฟรี และสมัครสมาชิก เช่นรายการ On-demand รายการที่มีให้บริการอาทิ Zab Movie, Mthai, Doonung, You Tube, Thai TV3, Nation ch, Voice TV, Vcharkarn (ช่องสาระวิชาการต่างๆ), Food trovel, Thai Sport, shoppening, TGN (Thai Gaming Network) ฯลฯ มีช่องรายการ 3D ให้เลือกชมในส่วนของ 3D world เช่น รายการบันเทิง, รายการกีฬา, สารคดี/วิชาการ, รายการเด็ก, Lifistye ฯลฯ พร้อม Social TV อย่าง Facebook, Twitter, Skype (พร้อมกล้องติดตั้งมาให้) ได้บนจอภาพพร้อมรายการปกติ สามารถใช้เป็น web browser ท่องเว็บต่างๆ เหมือนใช้คอมพิวเตอร์ และเครื่องรับโทรทัศน์จอใหญ่ในเครื่องเดียวกัน รองรับการแชร์ไฟล์ ภาพ/เสียง ของอุปกรณ์มัลติมีเดียผ่านเครือข่ายในบ้านทั้งระบบมีสายและไร้สาย มี WiFi direct เชื่อมต่ออุปกรณ์ Smartphone/Tablet/Laptop โดยไม่ต้องผ่านจุดเชื่อมต่อ (Access point) เช่น Router ในบ้านของคุณ

นอกจากนี้มันยังรองรับระบบ Miracast ที่ส่งภาพจากหน้าจอ Smartphone/ Tablet ไปยังจอภาพได้โดยใช้งานร่วมกับ Smartphone/ Tablet ที่สนับสนุน Miracast (Intel WiDi) เวลาจะใช้งานให้เข้าเมนู Network→Miracast/ Intel’s WiDi เมื่อ click เข้าไป เครื่องจะแสดงรายชื่ออุปกรณ์ที่รองรับ Miracast ในบริเวณใกล้เคียงให้เลือกไปยังอุปกรณ์นั้นเป็นอันเสร็จขั้นตอน Miracast เป็นอีกหนึ่ง Applications ที่อยู่บน WiFi direct เป็นระบบ Video streaming แบบ Realtime ที่ไม่ต้องผ่าน access point บางครั้งถูกเรียกว่า Seveen Mirroring

Magic Remote โดยรวมทำงานได้ดีมาก จะมีหลายโหมดให้เลือกแต่ปกติจะใช้โหมด pointer เป็นหลักซึ่งจะแสดงลูกศรคล้ายๆ จอคอมพิวเตอร์วิ่งไปมาบนหน้าจอ ตามจังหวะทิศทางของตำแหน่งรีโมทเมื่อลูกศรชี้ไปยังส่วนที่ต้องการให้กด Enter ที่เป็นล้อหมุน (wheel) เล็กๆ คล้าย mouse คอมพิวเตอร์ มันใช้สัญญาณ wireless ความถี่สูงประมาณ 2.4 GHz ในการเชื่อมต่อกับจอภาพจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรมาขวางหน้ารีโมทหรือต้องคอยเล็งรีโมทไปที่หน้าจอภาพอย่างระบบ infrared ทั่วๆ ไป ก่อนจะใช้งาน Magic Remote จะต้อง register หรือ pairing กับทีวีก่อนโดยการเปิดทีวีแล้ว

medium_03

ต้องถือว่า 65LA9700 เป็น Ultra HDTV ระดับ premium จาก LG มันให้ภาพที่มีคุณภาพสูงมากไม่ว่าจะรับอินพุทระดับ 1080i, 1080p หรือ 2160p มี Ultra HD codec ในตัวรองรับกับแหล่งโปรแกรมความละเอียดสูงในอนาคตได้ทันที มันมีระบบ Nano Full LED/Local dimming ที่มีประสิทธิภาพสูงให้ความดำของภาพที่ดีเยี่ยม ภาพใสสะอาดเต็มไปด้วยรายละเอียด ระบบ Smart TV ทำงานได้ยอดเยี่ยมรองรับมัลติมีเดียที่หลากหลาย มี Conten tonline มากมาย ระบบเสียงที่โดดเด่นออกแบบซ่อนลำโพงด้วยระบบออโต้สไลด์ ถ้าคิดเล็งจอภาพตัวใหม่อยู่ลองพิจารณาขยับข้ามไปเป็น Ultra HDTV เลยเพราะอนาคตเส้นทางแห่งความบันเทิงทุกสายกำลังมาบรรจบกับระบบ Ultra HDTV ใหม่นี้แน่นอน