Test : Epson EH-TW550

Test :  Epson EH-TW550

3D Home Projector        

พิพัฒน์ คคะนาท

 29175_eh-tw5500

อยู่ดีๆ ครึ่งปีหลังนี่ มีเครื่องฉายภาพ หรือ Projector เข้ามาให้ลองเล่นถึงสามเครื่อง และนี้ น่าจะเป็นเครื่องสุดท้ายของปีนี้ เป็นเครื่องจากค่ายที่ได้รับความนิยมอยู่ในแถวหน้าๆ ของแวดวง IT ที่มิเพียงแต่ในบ้านเราเท่านั้นที่นิยมกันแบบ Nationwide แต่กับระดับอินเตอร์ แล้วเครื่องของค่ายนี้เขาก็ได้รับความนิยมนับเป็นเบอร์ต้นๆ ของทั่วโลกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องชื่อ ชั้น นี่ เอ่ยคำว่า Epson ขึ้นมาแล้ว เป็นไว้ใจได้อย่างแน่นอน

และที่ควรพูดถึงซึ่งชวนให้น่าทึ่งมากไปกว่านั้นก็คือ ปัจจุบันเครื่องฉายภาพของ Epson ได้ก้าวล่วงวงการ Information Technology เข้ามาสู่พรมแดนของความบันเทิงในรูปแบบของภาพและเสียงอย่าง Home Theatre มากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากการที่ห้องบันเทิงเพื่อการนี้ระดับ Entry Level ที่ต้องการใช้เครื่องฉายภาพเป็นหลักแทนจอทีวีแบบปกตินั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะเล็งมาหาเครื่องจากค่ายนี้นี่ละ

โดยเฉพาะกับเครื่องระดับสามหมื่นบวกลบนิดหน่อยนั้น มีเครื่องฉายของ Epson เข้าไปเอี่ยวอยู่ในห้องเพื่อทำหน้าที่รังสรรค์ความสุนทรีย์ทางด้านภาพเป็นจำนวนไม่น้อยเลย

และที่หยิบมาลองเล่นพร้อมแนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นสำคัญในครั้งนี้ คือ Epson EH-TW550 Home Projector ที่รองรับการเล่นภาพแบบ 3D ในตัวครับ

epson_eh-tw550_3

EH-TW550

กับโครงสร้างและภาพลักษ์

Model EH-TW550 เป็นเครื่องที่เพิ่งออกตลาดในบ้านเราเมื่อครึ่งปีหลังนี่เอง มาด้วยขนาดกะทัดรัดที่ให้พกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก คล้ายๆ กับเป็นเครื่อง Portable แต่เจตนาในการนำเสนอต่อตลาดนั้น เล็งไปที่เพื่อความบันเทิงในบ้านมากกว่า

เนื่องเพราะเอกสารต่างๆ รวมทั้งใบบอก หรือ Brochure ทั้งที่ใช้ในบ้านเราและระดับสากล ต่างระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น Home Projector แบบ 3D ที่ออกแบบมาเพื่อเน้นความบันเทิงภายในบ้านเป็นหลัก ทั้งในแง่การชมภาพยนตร์ และการเล่นเกมส์

ซึ่งการที่บอกล่าวกันในลักษณะนี้ จะต้องมีดีพอตัวในการทำงานเพื่อการนั้นได้ เพราะต้องมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องฉายภาพแบบพกพาทั่วๆ ไป ที่มักจะใช้ในการนำเสนองานแบบพรีเซ็นเทชั่นนอกสถานที่เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่มีคุณสมบัติลงในรายละเอียดที่พิถีพิถันต่อการสร้างภาพมากนัก โดยเฉพาะในแง่ของการรังสรรค์สีสันและแสงเงา รวมทั้งการให้มิติภาพ ความคมชัด ตลอดจนรายละเอียดภาพ ที่เครื่องฉายภาพแบบพกพาส่วนใหญ่จะไม่สามารถให้ออกมาได้ดีเท่ากับเครื่องที่ทำออกมาเน้นการใช้งานทางด้านภาพ (และเสียง) เพื่อความบันเทิงในแบบโฮมเธียเตอร์ แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีลักษณะแบบพกพาเหมือนกันก็ตาม

ภาพลักษณ์โดยรวมของ Model EH-TW550 ออกจะเรียบง่ายตามสไตล์เครื่องพอร์ทเอเบิลของ Epson โครงสร้างตัวถังขึ้นรูปด้วยพลาสติคเกรดสูง สีดำด้าน ทุกๆ ด้านของตัวถังเครื่องลบเหลี่ยมมุมในลักษณะโค้งมนทั้งหมด แผงหน้าปัดด้านหน้าทางด้านขวามือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาเครื่อง) เป็นบริเวณติดตั้งชุดเลนส์ ฝาปิดหน้าเลนส์เป็นแบบบานเลื่อน ซึ่งบานเลื่อนนี้ขณะที่เปิดเครื่องฉายภาพอยู่นั้น หากสไลด์ปิดจะเป็นการตัดการทำงานทั้งภาพและเสียงให้อยู่ในสถานะ AV Mute ใต้แผงหน้าปัดเยื้องไปเกือบสุดมุมขวาเป็นตำแหน่งเซ็นเซอร์รับสัญญาณคำสั่งจากรีโมท คอนโทรล โดยที่ตำแหน่งเซ็นเซอร์รับรีโมท คอนโทรล นี้จะมีที่ด้านหลังอีกจุด สำหรับใช้งานรับคำสั่งในกรณีที่เครื่องถูกติดตั้งเข้ากับฝ้าเพดาน

ที่กึ่งกลางตอนล่างของแผงหน้าปัดมีปุ่มกด (ขึ้นบน) เลื่อนขาตั้งด้านหน้าลง แกนขาหน้าสามารถปรับระดับสูง ต่ำ ได้ ที่แผงหน้าปัดด้านซ้ายสุดซึ่งเห็นเป็นช่องแบบซี่ห่างๆ นั้น คือช่องระบายอากาศที่เป่าลมร้อนจากการทำงานของหลอดฉายออกมา โดยที่ด้านข้างของตัวเครื่องด้านที่อยู่ติดกับชุดเลนส์และหลอดฉาย ซึ่งเห็นคล้ายซี่ตะแกรงถี่ๆ นั้น เป็นบริเวณรับช่องอากาศจากภายนอกเข้าไปช่วยระบายความร้อน ซึ่งซี่ตะแกรงนี้สามารถกดเปิดเพื่อดึงเอาแผงฟิลเตอร์กรองฝุ่นที่มากับอากาศภายนอกนำออกมาทำความสะอาดได้ และถัดจากซี่ตะแกรงนี้ไปทางด้านหลัง จะเห็นช่องรูพรุนลักษณะเกือบจัตุรัสนั้น คือบริเวณที่ติดตั้งลำโพงครับ ส่วนด้านข้างฝั่งตรงข้ามเรียบสนิท ไม่ได้ติดตั้งอะไรไว้

ที่ฝาหลัง (ด้านบน) ของเครื่องช่วงด้านหน้าบริเวณชุดเลนส์นั้น เป็นวงแหวนสำหรับปรับโฟคัส (Focus Ring) และวงแหวนปรับขนาดภาพ (Zoom Ring) ถัดจากวงแหวนทั้งสองไปเป็นแถบเลื่อนสำหรับปรับแก้ไขภาพสี่แหลี่ยมคางหมู (Keystone Adjuster) ที่ให้ปรับได้เฉพาะแนวนอน เป็นการปรับแบบ Manual และลึกไปทางด้านหลังของเครื่องนั้นเป็นบริเวณปุ่มปรับต่างๆ หรือ Control Panel อันประกอบไปด้วยปุ่ม Power เปิด/ปิดเครื่อง, ปุ่ม Menu, ปุ่มเลือกสัญญาณ หรือ Source Search, ปุ่มปรับแบบวงแหวนสี่ทิศทาง โดยซ้าย/ขวาเป็นการควบคุมความดังเสียง และบน/ล่างสำหรับใช้ปรับภาพสี่เหลี่ยมคางหมูในแนวตั้ง ซึ่งเป็นแบบ Automatic โดยปุ่มวงแหวนสี่ทิศทางนี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้งานสัมพันธ์กับการเข้าถึงเมนูต่างๆ เป็นหลัก ด้วยกึ่งกลางของวงแหวนคือปุ่ม Enter

การปรับแก้ภาพสี่เหลี่ยมคางหมู หรือ Keystone Correction นั้น ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน สามารถปรับได้ในระดับ +/30 องศา

นอกจากนี้ยังมีปุ่มช่วยเหลือ (Help) เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นสามารถกดเพื่อเรียกเมนูการช่วยเหลือได้ และปุ่ม Esc เพื่อหยุดฟังค์ชั่นที่กำลังใช้งานแล้วจะย้อนกลับไปยังเมนูก่อนหน้านั้น ซึ่งเอื้อความสะดวกในขั้นตอนปรับแต่งต่างๆ และที่ด้านข้างหรือที่ขอบบนด้านขวาจะมีไฟแดงสถานะการทำงานต่างๆ 3 ดวง (มีลักษณะเป็นแถบหรือขีดเล็กๆ) ดวงแรกคือ Power Indicator เมื่อกดใช้งานจะส่องสว่างแบบกะพริบด้วยสีเขียว แสดงว่าอยู่ในสถานะการวอร์มเครื่อง ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที ก็จะหยุดกะพริบ แสดงว่าเครื่องพร้อมทำงาน หากเครื่องอยู่ในสภาวะ Stand By ไฟส่องสว่างก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อหยุดการทำงานของเครื่อง ไฟสีเหลืองก็จะกะพริบแสดงถึงสถานะการ Cool-Down ก่อนจะดับลง

ส่วนอีกสองดวงนั้น แสดงสถานะการทำงานของหลอดฉาย หรือ Lamp Indicator กับแสดงสถานะอุณหภูมิของหลอดฉาย หรือ Temperature Indicator ที่บอกไปถึงอายุการทำงานของหลอดว่าถึงเวลาเปลี่ยนหลอดได้แล้วอีกด้วย

สำหรับที่แผงหลังของเครื่องฉายภาพนั้น มีช่องหรือ Port สำหรับเสียบต่อแบบต่างๆ ให้ ซึ่งประกอบไปด้วย ช่องสัญญาณเสียง L/R, ช่องสัญญาณภาพแบบ Composite, ช่องรับสัญญาณภาพแบบ S-Video, HDMI, USB Type-A, USB Type-B และช่องเสียบต่อกับคอมพิวเตอร์ (VGA Input) สายไฟ AC เป็นแบบมาตรฐาน IEC ถอดเปลี่ยนได้

Model EH-TW550 มาพร้อมรีโมท คอนโทรล ขนาดกำลังพอดี และมีความหนาพอประมาณ ซึ่งช่วยให้ถือกระชับถนัดมือดี และเป็นรีโมท คอนโทรล ที่ช่วยให้เข้าถึงเมนูตลอดจนคำสั่งฟังค์ชันต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

EB-TW550_550x310

EH-TW550

กับคุณสมบัติทั่วไป

            แม้จะมีขนาดที่แลดูเล็ก กะทัดรัด แต่ Epson EH-TW550 ก็พกพาคุณสมบัติเด่นๆ มาอย่างพอตัว ซึ่งเป็นการบ่งบอกให้รู้อยู่ในที ว่าเป็นเครื่องที่ผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี

Model EH-TW550 ใช้เทคโนโลยีในการรังสรรค์ภาพแบบ 3LCD RGB Liquid Crystal Shutter โดยแผง LCD มีขนาด 0.59 นิ้ว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีดังกล่าวโดดเด่นในการให้ความสว่างของภาพออกมาได้อย่างน่าตื่นตา โดยมี Native Resolution ระดับ WXGA เครื่องสามารถให้ความละเอียดภาพระดับ HD Ready 720p, 1280 x 720, 16:9 ด้วยระดับค่า Brightness ที่สูงถึง 3,000 ANSI Lumens ภาพที่ให้ออกมาจึงมีความสว่างอย่างมีชีวิตชีวา สามารถให้ออกมาได้อย่างสมจริง และเปี่ยมไปด้วยความเป็นธรรมชาติ

อีกทั้งยังมีค่าคอนทราสต์ หรือ Contrast Ratio ที่มากถึง 5,000:1 จึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถรังสรรค์สีสันและแสงเงาออกมาได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะการให้ความแตกต่างของเฉดสีในโทนเดียวกัน อาทิ ภาพใบไม้ในราวป่า ที่แม้ภาพรวมจะเห็นเป็นสีเขียวเหมือนกัน แต่จะมีความเขียวที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้ได้ความเพลิดเพลินในการชมภาพยนตร์ ตลอดจนความสนุกสนานในการเล่มเกมส์ เปี่ยมไปด้วยอรรถรสยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การชมรายการกีฬาบนจอใหญ่ ที่จะให้ความบันเทิงเสมือนนั่งเชียร์อยู่ริมของสนามอย่างไรก็อย่างนั้น

Model EH-TW550 มีอัตราส่วนการฉายภาพที่ 1.30 – 1.56:1 สามารถฉายภาพได้ขนาด 60 – 300 นิ้ว ด้วยอัตราส่วนภาพ 16:10 ระยะฉายใกล้สุด 66 นิ้ว สร้างภาพทแยงได้ขนาด 60 นิ้ว หรือที่ระยะใกล้สุด 335 นิ้ว สามารถสร้างภาพทแยงได้ขนาด 300 นิ้ว กับอัตราส่วนภาพ 4:3 ระยะฉายใกล้สุด 75 นิ้ว สร้างภาพทแยงได้ขนาด 60 นิ้ว หรือที่ระยะใกล้สุด 379 นิ้ว สามารถสร้างภาพทแยงได้ขนาด 300 นิ้ว และสำหรับอัตราส่วนภาพ 16:9 นั้น ระยะฉายใกล้สุด 68 นิ้ว สร้างภาพทแยงได้ขนาด 60 นิ้ว หรือที่ระยะใกล้สุด 344 นิ้ว สามารถสร้างภาพทแยงได้ขนาด 300 นิ้ว

การติดตั้งให้เครื่องทำงานฉายภาพนั้น สามารถทำได้ทั้งติดตั้งฉายทางด้านหน้า, ด้านหลัง และติดตั้งเข้ากับฝ้าเพดาน การโฟคัสและซูมภาพ (Optical Zoom) ทำได้แบบ Manual โดยมีระยะการโฟคัส 16.9 -20.28 มิลลิเมตร และอัตราการซูมภาพ 1:1.2 ใช้หลอดฉายภาพแบบ UHE (E-TROL) 200W โดยมีอายุการใช้งานนาน 4,000 ชั่วโมง ที่โหมด Normal และสูงถึง 5,000 ชั่วโมง ที่โหมด Eco

สำหรับการเลือกโหมดสีสันของภาพ หรือ Colour Mode นั้น เครื่องที่ให้เลือก 6 แบบด้วยกันคือ Dynamic (ระบุว่าเหมาะสำหรับใช้งานในช่วงกลางวัน โดยที่มิพักต้องลดแสงสว่างในห้องลงแต่อย่างใด), Living (ระบุว่าเหมาะกับเวลาสบายๆ เช่น อยู่ในห้องนั่งเล่น หรือช่วงรับประทานอาหาร), Cinema (ระบุว่าจัดเต็มเพื่อความบันเทิงแบบโฮมเธียเตอร์ ซึ่งก็คงต้องทำห้องให้มืดด้วยนั่นละ จึงจะได้คุณภาพเต็มพิกัด) ส่วนอีกสามโหมดที่เหลือ คือ Game, 3D Dynamic และ 3D Cinema ก็เป็นการให้สีสันของภาพที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานกับ Source นั้นๆ โดยที่ 3D Dynamic นั้น สีสันจะมีชีวิตชีวา (หรือจัดจ้าน) กว่าโหมด 3D Cinema เล็กน้อย

นั้นว่ากันตามที่ระบุไว้ในใบบอก หรือใบแจ้งคุณสมบัติเครื่องนะครับ ส่วนเมื่อใช้งานจริงในแต่ละโหมดแล้ว ผลออกมาเป็นอย่างไร, เดี๋ยวมาเล่าสู่กันฟังครับ

สำหรับการใช้งาน 3D ร่วมกับแว่นนั้น เป็นแบบ Active 3D Glasses เป็นแว่นรุ่นใหม่ทำงานแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth คือ RF Full HD 3D Glasses โดยทำงานครอบคลุมพื้นที่ในระยะ 10 เมตร ซึ่งออกแบบมาใหม่ มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนที่เป็นแบบ InfraRed 3D Glasses ทำให้เด็กๆ ก็สามารถสวมใส่ดูภาพยนตร์ หรือเล่นเกมส์ ได้อย่างสบายๆ รวมทั้งให้มุมมองที่กว้างกว่าเดิมด้วย เป็นแว่นแบบ Re-Chargeable การประจุไฟสามารถชาร์จด้วยสาย USB-A > Micro-USB ที่ให้มาผ่านทางพอร์ท USB-A ของโน้ตบุค หรือ PC ได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมง แต่แว่น 3D นี้ไม่ได้มาพร้อมกับเครื่องนะครับ เป็น Option แยกขายต่างหาก (Model EPLGS03)

ส่วนระบบภาพ 3D นั้น มีให้เลือกเล่นแบบ Side by Side, Top & Bottom และ Frame Packing โดยสามารถคอนเวอร์ทภาพจาก 2D ให้เป็น 3D ได้

เครื่องให้การทำงานรองรับสัญญาณภาพ (Video Signal) ระดับ 480i, 576i, 480p, 576p, 720p, 1080i, 1080p

ในกรณีนำไปใช้งานแบบ Portable สามารถเซ็ทการทำงานได้อย่างรวดเร็วแบบ Plug & Play ด้วยเครื่องผนวกลำโพงแบบแอ็คทีฟกำลังขับ 2W (Monaural) ในตัว และพร้อมรองรับการทำงานแบบ Slide Show กับไฟล์ภาพสกุล JPEG ที่เก็บไว้ใน USB Device โดยนำมาเสียบต่อกับเครื่องแล้วใช้งานฉายภาพขึ้นจอได้ทันที

Model EH-TW550 ให้การทำงานที่รวดเร็ว โดยใช้เวลาเปิดเครื่องเพียง 7 วินาที และพร้อมทำงาน (ใช้เวลาวอร์มเครื่อง) ใน 30 วินาที

 

EH-TW550

ลองเล่น และคุณภาพ

ก็เช่นกันกับเครื่องฉายภาพก่อนหน้าที่ ที่ผมได้ลองใช้งานอยู่บนโต๊ะทำงานก่อนที่จะนำไปลองเล่นในห้องดูหนังฟังเพลง เนื่องเพราะคู่มือการใช้งานมาในรูป CD-ROM นั่นเอง จึงระหว่างที่เปิดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่อง ตลอดจนทำความรู้จักการทำงานของเครื่อง แทนที่จะเปิดอ่านบนหน้าจอโน้ตบุคก็เลยเปิดอ่านบนผนังห้องผ่านเครื่องโปรเจ็คเตอร์ซะเลย แบบเดียวกับที่เคยเล่าสู่กันฟังไปแล้วนั่นแหละครับ

(CD-ROM แผ่นนี้บรรจุคู่มือการใช้งาน 29 ภาษา แต่น่าเสียดายที่ไม่มีภาษาไทยอยู่ด้วย)

ซึ่งจากการลองใช้งานในลักษณะดังกล่าว พบว่าเครื่องนี้ให้การทำงานสู้แสงสว่างได้ดีมาก เนื่องเพราะในห้องทำงานนั้นนอกจากจะมีไฟฟลูออเรสเซนต์ให้แสงสว่างแล้ว ยังมีแสงสว่างจากภายนอกลอดหน้าต่างกระจกเข้ามาสมทบด้วย แต่ก็หาได้รบกวนการอ่านทำความเข้าใจกับ Projector Manual แต่อย่างใด ตัวอักษรบนจอสามารถอ่านได้ชัดเจนดี และเมื่อปรับโฟคัสได้ที่ ตัวหนังสือก็มีความคมชัดแบบเดียวกับที่ให้อ่านตามหน้าหนังสือได้อย่างใกล้เคียง เสมือนขยายให้หน้าหนังสือมันใหญ่ขึ้นนั่นแหละครับ

และจากการที่ได้ทำความรู้จักกันในลักษณะนี้ จึงช่วยให้เมื่อถึงเวลานำเข้าห้องดูหนังฟังเพลงแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาทำความรู้จักอะไรกันอีก เพียงแค่นำเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์มาต่อเข้า เปิดให้เครื่องทำงาน จากนั้นก็ฉายขึ้นจอภาพขนาด 80 นิ้ว ในห้องได้ทันที โดยที่ตั้งวางเครื่องห่างจากจอประมาณสองเมตรเศษๆ กับสัดส่วนภาพแบบ Widescreen 16:9

(เป็นเพราะต้องการลองเล่นทางด้าน ‘ภาพ’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่ได้ต่อเครื่องเข้าระบบ AV System แต่อย่างใด)

ซึ่งที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เรียบร้อยได้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที เพราะด้วยขนาดที่เล็ก กะทัดรัด ทำให้ไม่ยุ่งยากในขั้นตอนการหาที่ทางตั้งวางแต่อย่างใด แค่วางบนโต๊ะเตี้ยแบบ Coffee Table ปรับมุมเงยที่ขาตั้งด้านหน้าให้เหมาะสม และสัมพันธ์กับระดับความสูงของขาตั้งด้านหลังทั้งซ้าย ขวา เมื่อฉายภาพขึ้นจอ การแก้ไขภาพสี่เหลี่ยมคางหมูก็ไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถทำได้ทั้งอัตโนมือ (แนวนอน) และอัตโนมัติ (แนวตั้ง) ประเดี๋ยวเดียวก็ได้ภาพที่ลงตัวกับจอภาพเรียบร้อย ปรับระยะซูมภาพ โฟคัส ก็ง่ายได้เพราะไม่มีอาการคลาดเลนส์แต่อย่างใด

ลองเล่นครั้งแรกกับการเปิดชมภาพยนตร์ 2D ทั่วๆ ไป โดยเข้าไปใช้งานการเลือกสีสันของภาพในส่วนของ Cinema Mode ที่บอกว่าจะพาคุณดื่มด่ำไปกับความสุขจากการได้ชมภาพยนตร์อย่างลึกล้ำ ดูไปได้สักพักใหญ่ๆ ก็ลองเปลี่ยนไปที่ Dynamic Mode ที่บอกว่าให้สีสันของภาพออกมาอย่างเจิดจ้า จัดจ้าน อย่างมีคุณภาพ ภายใต้แสงสว่างทั่วๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องลดแสงสว่างภายในห้องลงแต่อย่างใดดูบ้าง ว่าภาพในโหมดนี้ที่ให้ออกมาในห้องที่มืด (พอประมาณนั้น) จะออกมาแนวไหน จากนั้นเมื่อสีสันของภาพที่เห็นจับตา และติดใจ (คือรับรู้รับทราบว่าเป็นอย่างไรนะครับ) อยู่ในทีแล้ว ก็เปลี่ยนไปลองชมกับ Living และ Game Mode ตามลำดับ

ทั้งหมดในย่อหน้าก่อน พอจะสรุปแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังได้ดังนี้ครับ

ผมพบว่าภาพจากการชมภาพยนตร์ในโหมด Living ดูจะเข้าตามากที่สุด คือให้สีสันออกมาได้เป็นธรรมชาติมากกว่าโหมดอื่นๆ โดยเฉพาะกับฉากที่มีความมืดดำนั้น มีความเป็นธรรมชาติสูงมากและให้ออกมาได้ดำมืดจริงๆ ไม่มีอมสีอื่นหรือมีสื่นปลอมปนออกมาด้วย แต่รายละเอียดในส่วนที่มืดดำนั้นยังคงมีน้อย (เมื่อเทียบกับเครื่องที่มีราคาสูงกว่า นี้, พูดถึงในความหมายของการวิพากษ์วิจารณ์นะครับ) ในขณะที่ Cinema กลับให้รู้สึกว่าเครื่องจะให้สีสันออกมาในโทนที่อุ่นอยู่สักหน่อย โดยจะอมส้มอยู่เล็กน้อย ให้รู้สึกห่างความเป็นธรรมชาติอยู่สักหน่อย ในขณะที่รู้สึกว่ากับโหมด Dynamic นั้น ดูจะไม่เข้าตาผมมากที่สุด เพราะออกจะให้สีสันออกมา ‘อิ่ม’ เกินพอดี โดยจะให้ออกมาอมเขียวกว่าปกติครับ

อย่างไรก็ตาม นั้นคือสีสันของภาพที่ได้จากการลองเล่นกับค่า Default ของเครื่องที่มาจากโรงงานนะครับ เพราะเมื่อก้าวข้ามตรงจุดนั้น มาเป็นการเล่นแบบเข้าไปปรับแต่งสีสันตามความต้องการในเมนูที่ให้ตั้งค่าตามความชอบได้แล้ว สามารถปรับแต่งสีสันของภาพให้ ‘เข้าตา’ และ ‘ถูกใจ’ แบบให้ ‘สมดุลสี’ ออกมาอย่างที่ต้องการได้ไม่ยากเลยครับ

ในเรื่องสีสันและแสงเงาของภาพที่เครื่องให้ออกมานั้น เชื่อว่าทุกคนสามารถปรับ (Brightness, Contrast, Colour Saturation, Colour Temperature, Tint) ให้เข้าตาและถูกใจได้ไม่ยาก จึงถือว่าเครื่องนี้สอบผ่านทางด้านนี้ได้อย่างสบายๆ และมาขอตั้งข้อสังเกตกับภาพเคลื่อนไหวที่มีความรวดเร็วสักเล็กน้อย โดยเฉพาะกับภาพจากการชมกีฬาที่มีความเร็วสูง ที่หากจับจ้องแบบจับตามองเอาเรื่องกันจริงๆ แล้ว จะพบว่าภาพมีความลื่นไหลที่ให้ความต่อเนื่องแบบไม่เนียนตาอยู่หน่อยๆ แต่ถามว่ามีปัญหาไหมกับการดูแบบชมภาพยนตร์เพื่อความสนุก และเพื่อความผ่อนคลาย เชื่อว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะอย่างที่บอก หากไม่จับจ้องกันแบบจับผิดจริงๆ แล้ว จะไม่รู้สึกหรือเห็นเป็นประเด็นที่ต้องนำมาพูดถึงแต่อย่างใด

ในขณะที่หากมองภาพรวมอีกด้าน คือ ในเรื่องของ Noise แล้ว ออกจะเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากกว่า เพราะเครื่องสามารถกักเก็บนอยส์เอาไว้ได้ดีมากทีเดียว

ในส่วนของการเล่นภาพแบบ 3D นั้น ทางด้านสีสันของภาพทั้งในส่วนของ 3D Cinema Mode และ 3D Dynamic Mode นั้น ออกจะไม่เข้าตาผมสักเท่าไรนัก ยังคงใช้ค่าที่ปรับตั้งเองเป็นหลัก เพราะให้ความพอใจได้มากกว่า ขณะที่มิติภาพแบบสามมิติ เครื่องสามารถให้ออกมาในระดับที่ใช้ได้ มีความลึก ตื้น ที่กล่าวโดยรวมแล้ว ต้องบอกว่าให้การทำงานร่วมกับแว่นรุ่นใหม่ได้ดี ให้ภาพออกมาดีใช้การได้

แม้จะแลดูว่าเป็นแว่นที่มีขนาดใหญ่ แต่น้ำหนักค่อนข้างเบา และสวมกระชับเข้ากับใบหน้าได้อย่างมั่นคง ดูจะกระชับดีกว่าแว่นที่ผมสวมเดินถนนด้วยซ้ำไป เพราะต้องจับขยับให้เข้าที่เข้าทางอยู่เนืองๆ

 

สรุป

จะว่าไปแล้วเครื่องฉายภาพ Epson EH-TW550 ก็หาใช่ว่าจะเป็นโปรเจ็คเตอร์ที่มีใดโดดเด่นเป็นพิเศษ เพียงแต่กับขนาดราคาประมาณสามหมื่น ให้การทำงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจกับภาพแบบ 2D ระดับนี้ ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว

เพราะกับภาพขนาด 80 นิ้ว ที่ใช้ลองเล่นนั้น มันสามารถให้ความคมชัดออกมาได้น่าพอใจ รายละเอียดภาพมีให้แบบรับรู้ได้ มิติภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ให้ลักษณะของวัตถุภาพที่มีทรวดทรง ไม่มีเส้นขอบภาพแบบแบนราบเหมือนภาพพิมพ์แต่อย่างใด ภาพที่ให้ออกมาโดยรวมถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ในขณะที่ภาพแบบ 3D กับแว่นรุ่นใหม่ให้การทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี สวมใส่สบาย ให้มุมมองภาพได้กว้างแบบเต็มตาและเต็มจอ โดยที่ไม่รู้สึกถูกจำกัดมุมมองแต่อย่างใด

เป็นเครื่องที่สามารถนำไปใช้เป็นระบบภาพเพื่อความบันเทิงในครอบครัวได้สบายๆ ไม่มีใดให้ต้องจุกจิก จู้จี้ การเซ็ทอัพทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก ให้การทำงานที่ราบรื่น การทำงานของพัดลมระบายอากาศก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือมีเสียงดังพอประมาณ แต่ไม่ได้ดังขนาดให้ความรู้สึกว่ามารบกวนความสนุกแต่อย่างใด ยิ่งหากใช้เล่นเกมส์อาจจะไม่รู้สึกรู้สากับเสียงการทำงานของพัดลมที่ว่านี้ก็ได้ เว้นเสียแต่ใช้ชมภาพยนตร์ที่แม้มีสมาธิกับภาพบนจอ อาจรับรู้ถึงเสียงนี้ได้บ้าง แต่ก็อย่างที่บอก, คือมันได้รบกวนให้รู้สึกน่ารำคาญแต่อย่างใด

หากคุณกำลังมองหาเครื่องฉายภาพสำหรับใช้งานเพื่อความบันเทิงในครอบครัวสักเครื่อง โดยตั้งงบเอาไว้ประมาณนี้ นี้เป็นโปรเจ็คเตอร์เครื่องหนึ่งที่ควรพิจารณาครับ

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Epson EH-TW ราคา 31,900.-บาท

ขอขอบคุณบริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด โทร.02.685.9888 ผู้แทนจำหน่ายที่ได้อนุเคราะห์ให้ยืมเครื่องมาทดสอบ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++