Test: Audiolab : M-DAC

Test: Audiolab : M-DAC

การุณชาติ  พุกกะเวส

 LAB M-DAC Black

ถ้าคุณเน้นดูหนังแต่อยากฟังเพลงให้ดีด้วยในซิสเต็มเดียวกัน แหล่งโปรแกรมต้นทางที่ใช้อาจจะเล่นได้สารพัดแผ่น ถูกใจคุณระดับหนึ่งแต่อาจติดตรงที่มีวงจรถอดรหัสไม่สู้ดีนัก หรือแอมป์ที่ใช้หากมีกำลังดีน่าพอใจอยู่แล้วแต่ใช้วงจรถอดรหัสพื้นๆ ทำให้เสียงโดยรวมออกมาไม่สู้ดีตามไปด้วย

หากจะต้องเปลี่ยนแหล่งโปรแกรมหรือแอมป์ตัวใหม่ ก็ต้องเรียนรู้กันใหม่ และไม่แน่ใจเรื่องคุณภาพเสียงจะเป็นเช่นไร ถ้าเปลี่ยนแล้วเข้าคู่กันก็โชคดีไป แต่หากเปลี่ยนแล้วไม่ดีกว่าเดิมละ..เสียเงินฟรีๆ ดังนั้น หากรู้สึกว่าการถอดรหัสเสียงยังทำได้ไม่ดีพอ การเพิ่ม “DAC หรือตัวถอดรหัสแยกภายนอก” เพื่อทำหน้าที่ถอดรหัสเสียงโดยตรง ดูจะเป็นการปรับปรุงที่ถูกจุดน่าจะเห็นผลได้ชัดเจนกว่า

ตัว DAC ในปัจจุบันมีหลายแบบ ทั้งทรานซิสเตอร์ หรือหลอด บางตัวมีภาคปรีให้ด้วย หรือมีแอมป์หูฟัง ขั้วต่อบางรุ่นมีเพียง RCA บางรุ่นให้ XLR มาพร้อมสรรพแล้วแต่ความต้องการ และหัวใจสำคัญคือ ชิปที่ใช้ถอดรหัส

ผมมี DAC ยี่ห้อหนึ่ง ทำหน้าที่ค่อนข้างครบ คือ ถอดรหัสภายนอก ใช้ชิป ESS Sabre32 9018 ที่กำลังร้อนแรง มีภาคปรีแอมป์ มีรูเสียบหูฟัง มีขาออกแบบ XLR นอกจากนี้ ไม่ใช่สักแต่ว่ามีซะด้วย ในแต่ละส่วนใช้อุปกรณ์คัดเกรด จนคว้ารางวัลจากสื่อต่างๆ มามากมาย และเหมาะกับการใช้ฟังเพลงเสริมเข้ากับซิสเต็มดูหนังได้ดีขึ้น โดยเฉพาะท่านที่มีบูลเรย์ เอวี รีซีฟเวอร์ เพาเวอร์แอมป์ /อินทีเกรทแอมป์อยู่แล้ว

กับชื่อ Audiolab หนึ่งในเครื่องเสียงแบรนด์เก่าแก่สัญชาติอังกฤษ มีผลิตภัณฑ์หลายไลน์อัพ แน่นอนว่า กลุ่ม DAC มีหลายตัว บางตัวไปรวมกับปรีแอมป์แท้ๆ ก็มี เช่น CDQ ถ้านับเฉพาะ DAC ล้วนๆ จะมี 2 รุ่นคือ M-DAC รุ่นดีที่สุด และ Q-DAC รุ่นรองลงมา ซึ่งจะว่าไป DAC ไม่ใช่ของใหม่สำหรับ Audiolab เพราะ M-DAC เอง ถูกกำหนดให้เป็นตัวตายตัวแทนของรุ่น 8000DAC ซึ่งได้รับรางวัลมากมายเมื่อเริ่มออกสู่ตลาดเมื่อปี ค.ศ.1992 โน่น!!

สำหรับครั้งนี้ ได้รับ Audiolab : M-DAC ตัวเก่งรุ่นที่ดีที่สุดมาทดสอบ ลองมาดูกันครับว่า การใช้ DAC ภายนอกมาช่วยจะทำให้การฟังเพลงในซิสเต็มดูหนังแปรเปลี่ยนไปเพียงใดครับ?

 

แนวคิดการออกแบบ Audiolab : M-DAC

          Audiolab : M-DAC ใช้การออกแบบเป็นกล่องไซด์เล็กเพื่อประหยัดพื้นที่ แต่เป็นอลูมิเนียมที่มีความแข็งแกร่ง สามารถทนต่อแรงสะเทือนได้ดี ใช้ชิป DAC คุณภาพสูงในการถอดรหัสเสียง ESS Sabre32 9018 ที่ให้ความละเอียดเหนือชั้นกว่าภาคถอดรหัสทั่วไป อุดมด้วยขั้วต่อครบครันทั้งขาเข้า และขาออกทั้ง RCA และ XLR ผนวกเข้ากับมีปรีแอมป์ไว้ด้วยเพื่อให้ต่อเข้าเพาเวอร์แอมป์ได้ทันที (เลือกตัดไม่ใช้งานได้) แยกหม้อแปลงสำหรับจ่ายไฟไว้ภายนอกเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนในตัวเครื่อง สั่งการฟังก์ชั่นต่างๆ ด้วยรีโมทคอนโทรล เรียกว่าแนวคิดต่างๆ นั้น ถูกกระทำอย่างมีหลักเหตุและผล ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ล้วนๆ

 1000

คุณสมบัติพิเศษ Audiolab : M-DAC

– ช่องรับสัญญาณเข้า coaxial / optical / USB (อย่างละ 2 / 2 / 1 ช่อง) ล๊อคสัญญาณ

อัตโนมัติ

– มีช่องจ่ายสัญญาณออก coaxial / optical อย่างละ 1 ช่อง

– ชิป DAC ESS Sabre32 9018 chip

– วงจรประมวลผลรวม D3E Engine

– Class A output stages

– มี Digital Filters 7 แบบให้เลือกปรับ

– รับสัญญาณ Digital input ค่า 24-bit/ 192 kHz Coaxial , 24-bit/ 96 kHz Toslink,

24-bit/ 96 kHz USB

– เลือกตัดการทำงานภาคปรีได้

– หน้าจอ OLED ขนาดใหญ่ 2.7” พร้อมมิเตอร์บอกความแรงสัญญาณ

– ภาคจ่ายไฟแยกภายนอก ลดการรบกวน

– ใช้หม้อแปลงแบบ EI พร้อมอัพเกรดได้ในอนาคต

– ชิ้นส่วนต่างๆ ใช้ของคุณภาพสูง เช่น ตัวเก็บประจุ Organic ultra low ESR, high

tolerance polypropylene film / foil, ultra stable very low VCR 0.1% MELF SMD

resistors, 4 layer PCB, 26 internal regulated supply rails with 10 ultra low noise,

low impedance discrete regulators

– ใช้ขั้วต่อ XLR ของ Neutrik

– ขั้วต่อ RCA

– มีช่องเสียบหูฟัง ขนาด 6.3 มม. พร้อมแอมป์หูฟังในตัว

– มีรีโมทคอนโทรล

 

แอบดูภายใน Audiolab : M-DAC

          ผมใช้รูปจากเว๊บไซด์ต่างๆ นะครับ พบว่า เมื่อแกะเครื่องแล้วจะเห็นว่า Audiolab : M-DAC มีแผงวงจรขนาดเต็มพื้นที่วางแนวนอน มีอุปกรณ์ค่อนข้างอัดแน่น ตัวชิป DAC ESS Sabre32 9018 จะอยู่ติดกับแผงหน้าด้านซ้าย ถัดมาทางขวาเป็นภาคขยายสัญญาณซ้าย และขวายาวไปจนถึงขั้วต่อเลย ไม่ต้องใช้สายสัญญาณสั้นๆ มาเชื่อมอีก โดยมีแผงวงจรภาคจ่ายไฟพร้อมคาปาซิเตอร์ติดในแนวตั้ง ซึ่งเมนบอร์ดก็จะใกล้เคียงกับ Audiolab : CDQ มาก แต่ไม่มีตัวคาปาซิเตอร์กลุ่มหน้าสุด 11 ตัว และฟิวส์ 3 ตัว

 AH_MDAC4

ลักษณะทั่วไป Audiolab : M-DAC

เปิดกล่อง ออกมาจะเห็นว่า Audiolab : M-DAC แพ๊คใส่โฟมมาพร้อมรีโมทคอนโทรล, ถ่าน, หม้อแปลงไฟ

อย่างที่ทราบตัวเครื่องดีไซน์เป็นกล่องขนาดให้เล็กกะทัดรัด ทำจากอลูมิเนียม รูปทรงสี่เหลี่ยมอาจและดูไม่หวือหวา แต่ก็เข้ากับซีรีส์ 8200 ทั้งหมดได้ดี เครื่องที่ได้รับเป็น “หน้าสีดำ” (ในเว๊บไซด์มีหน้าเงินให้เลือก)

แผงหน้ามุมซ้ายเป็นจอแสดงผล OLED ขนาดใหญ่เกือบครึ่งนึงของแผงหน้าปัด (ซึ่งจะบอกระดับความดัง ช่องดิจิตอลที่ใช้ สัญญาณดิจิตอลที่ได้รับ พร้อมแถบมิเตอร์ระดับเสียง) ด้านล่างสกรีนชื่อรุ่น M-DAC ถัดไปตรงกลางเป็นปุ่มโวลุ่มไม่มีไฟใดๆ ทางขวาเป็นปุ่มกดทรงกลม 4 ปุ่ม เรียงแถวละ 2 ปุ่ม ทำหน้าที่ Menu / Filter / Sel ขึ้น และลง ถัดไปเป็นช่องเสียบหูฟังพร้อมแอมป์หูฟังในตัว ขวาสุดเป็นเมนสวิตช์ทรงตั้งที่คุ้นเคยกันดี ด้านล่างสกรีนยี่ห้อ Audiolab

ด้านข้างซ้าย และขวาไม่มีอะไร นอกจากนอตยึดด้านละ 4 ตัว

ด้านบนฝาหลัง เจาะรูกลมๆ ขนาดเล็กที่เหนือโวลุ่ม และมุมซ้ายหลังเพื่อระบายความร้อนที่ดี

ด้านหลัง จัดวางเลย์เอ้าท์ได้สวยงามเข้าใจง่ายๆ ซ้ายสุดเป็นช่องรับสายไฟที่จะผ่านออกหม้อแปลง EI ภายนอกอีกที ติดกันเป็นขั้ว RCA / XLR ชุบทองของช่องขวา, ขั้ว RCA / XLR ชุบทองของช่องซ้าย โดยมีเว้นระยะห่างที่ดี ไม่มีทางที่สายจะแตะกันได้ ตามด้วยช่อง12V เข้า และออกสำหรับพ่วงการเปิดปิด, ช่อง USB (Type B) สำหรับการเล่นไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์, และกลุ่มช่องจ่าย และรับสัญญาณดิจิตอล เรียงแนวตั้ง 3 แถวๆ บนเป็น Coaxial (ชุบทอง) ส่วนแถวล่างเป็น Optical โดยช่องด้านซ้ายเป็นจ่ายออก และแถวกลางกับด้านขวาสุดเป็นช่องรับสัญญาณเข้า

ด้านบนแผงหลังจึงเป็นการสกรีนชื่อยี่ห้อ / รุ่น / ซีรีส์นัมเบอร์ต่างๆ

พลิกดูด้านล่างจะเห็นว่าเจาะรูกลมๆ ขนาดเล็กที่ตำแหน่งเดียวกับฝาหลังเครื่องเพื่อระบายความร้อนที่ดี และมีหมุดยางขนาดเล็ก ยกลอยตัวเครื่อง นอกนั้นพื้นท้องเครื่องค่อนข้างเรียบ

รีโมทคอนโทรลสีดำทรงยาวขนาดเล็ก ควบคุมได้ทุกฟังก์ชั่น

สามารถดูข้อมูล Audiolab : M-DAC เพิ่มเติมจากเว็บไซต์คือ www.audiolab.co.uk ซึ่งจะมีไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดข้อมูล / โบรชัวร์มาให้อ่านกันได้

 

สเปค Audiolab : M-DAC

– Resolution                                                     32 bits

– Maximum Sampling Frequency                      84.672 MHz

– Output voltage                                               RCA: 2.25V RMS,XLR: 4.5V RMS

– Frequency response                                     20 Hz – 20 kHz (± 0.2dB)

– อัตราความเพี้ยน (20Hz-20kHz)                        RCA: <0.002%; XLR: <0.0008%

– Dynamic range                                              RCA: >115dB;XLR: >122dB

– Crosstalk                                                       RCA: <-120dB;  XLR: <-130dB

– ขนาดตัวถัง (กว้างxสูงxลึก)                               250 x 59 x 252 มิลลิเมตร

– หนัก                                                               4.95 กิโลกรัม

 

อุปกรณ์ที่ใช้ทดลอง Audiolab : M-DAC

ผมจัดซิสเต็มฟังเพลงขึ้นใหม่แต่ผสานไว้กับซิสเต็มดูหนังในห้องเดิม เพื่อสะดวกในการเปรียบเทียบ และแสดงให้ว่าการอัพเกรด DAC ขึ้นมาจะช่วยให้ซิสเต็มดูหนังสามารถฟังเพลงได้ดีขึ้นหรือไม่?

เครื่อง DVD : Pioneer : DV-400 ฟิวส์ 3.15A ของ Bussmann ใช้สายไฟเอซีขนาดใหญ่แต่เกรดธรรมดา (หัว Hubbell / ท้ายเลข 8) เหนือลิ้นชักใส่แผ่นจูนด้วยทิปโท JJ : Screw Cone 1 ตัว วางบนแท่นรอง  Audio Arts : Trisolator

Audiolab : M-DAC รองด้านใต้ด้วยทิปโท JJ : Screw Cone หน้า 2 หลัง 1 ตัว วางบนชั้นวาง Audio Arts : Classic II ทับหลังเครื่องด้วยก้อนอิทธิเจ 1 ก้อน ช๊อตกราวด์ด้วยปลั๊ก RCA : WBT-1018 สายไฟ+หม้อแปลงที่แถมมา

ปรีแอมป์ เอ/วี รีซีฟเวอร์ Pioneer : VSX-LX70 เปลี่ยนฟิวส์เป็น Furutech : TF-15A ขาดช้า ผลิตที่เยอรมัน โมดิฟายตัดสายไฟเอซีภายในให้สั้น ย้ำด้วยตะกั่วเงิน แยกสายไฟ / สายสัญญาณ / สายลำโพงให้ห่างกัน คลี่สายแพร์ให้โค้งไม่หักหรือพับ วางบนชั้น XAV #111 ทับหลังเครื่องด้วยอิฐมหัศจรรย์ VPI : HW dB-5 และ XAV : EMX-9 (มุมขวา) ใช้สายไฟเอซี Kimber Kable : PK10 (หัว / ท้าย Wattgate : 330i / 350i) รองสายไฟด้วยแท่งคริสตัล 1 อัน

สายสัญญาณ Kimber Kable : Hero (XLR-Swisscraft) พร้อมอแดปเตอร์แปลงจาก RCA เป็น XLR / Kimber Kable : Hero (RCA-WBT 0144) ยกลอยด้วย Floaters

เพาเวอร์แอมป์ Accuphase : A-35 วางบนชั้น Finite Element : Spider สายไฟเอซี Hovland : Main Line (หัว Hubbel : 8215 CT / ท้าย Furutech) รองสายไฟด้วย Shunyata : DarkField 1 อัน

ลำโพง Sonus Faber : Concerto Home สลับกับ System Audio : Aura 1 วางบนขาตั้ง Totem Stand : T4s สูง 24 นิ้ว และ System Audio : Aura 50

สายลำโพง Kimber Kable : 8TC ทั้งซิสเต็ม คู่หน้าคั่นด้วยบานาน่าปลั๊ก Monster Cable : Power Connect 2 รองสายลำโพงด้วยที่ยกลอยของ Cable Elevator ข้างละ 2 ตัว

สายไฟเอซีของเครื่องเล่น DVD, DAC, เอ / วี รีซีฟเวอร์, เพาเวอร์แอมป์เสียบต่อเข้าปลั๊กกรองไฟ PAC : Super Idos วางบนแผ่น Hi-Fi Block (เดอะหั่ง) รองสายไฟด้วย Shunyata : DarkField 2 อัน และ Shunyata : Dark Field mini 1 อัน ใช้สายไฟเอซีของ Shunyata : Viper (Z-tron) เสียบเข้าที่ตัวกรองกระแส DC ของ Perfect Power : Super DC Filter (ปรับปรุงภายในใหม่ และใช้ฟิวส์ Marsh 10A ชุบทอง) ภาคขาออกใช้สายไฟเอซี Supra : LoRad  (หัว / ท้าย Wattgate กลมดำ) เสียบเข้าที่กำแพงใช้เต้ารับ Wattgate : 381 (ตัวที่สอง-ช่องมีดาว) ใช้ฝาครอบเต้ารับ FIM : 308-1 สายไวริ่งระหว่าง Wattgate : 381 ทั้ง 2 ตัวเป็น Supra : LoRad

ห้องฟังขนาด 4 x 5 x 2.2 เมตร ควบคุมสภาพอะคูสติกห้องบ้าง บริเวณผนังข้างด้านหน้าปะด้วยผ้าดำหุ้มฟองน้ำ ที่กลางห้อง และผนังหลังมีแผ่นซับเสียงสูตร RPG (DIY) ปะไว้ มีจิ๊กซอว์ PRS จำนวน 1 คู่ที่ด้านหลังจุดนั่งฟัง มีแผ่น XAV : G-Sap เบอร์ 1 จำนวน 1 คู่ ติดตั้งไว้ที่ผนังด้านหน้า, เบอร์ 2 จำนวน 1 คู่ ติดตั้งไว้ที่ผนังด้านหลัง มี XAV : Trap พร้อมฐาน 1 คู่ XAV : Base Trap ตั้งมุมห้องด้านหน้า ใช้ Room Tune : Michael Green Audio 4 แท่งที่มุมทั้ง 4 ด้าน / Echo Tune 4 อัน

 Audiolab_M-DAC_F+B

การติดตั้งและการเซ็ทอัพ Audiolab : M-DAC

Audiolab : M-DAC มีรูระบายอากาศที่ฝาหลัง แต่ก็ไม่ได้ร้อนอะไร ขอเพียงอย่าเอาอะไรไปทับรูระบายอากาศนี้ ส่วนขนาดที่เล็กบางทีอาจไปวางไว้ข้างๆ เครื่องได้ ไม่ต้องเสียชั้นวางเพิ่ม แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรใช้ชั้นแยกออกมาจะดีที่สุด ส่วนการต่อสายต่างๆ แม้จะมีขนาดเครื่องที่เล็กแต่ออกแบบอย่างดี เมื่อต่อสายดิจิตอลเข้าไป และต่อสายอนาลอกออกมา คุณไม่ต้องกังวลในเรื่องการใช้สายขนาดใหญ่ รวมทั้งสายจะพาดพันกันใดๆ ขั้วต่อก็แข็งแรงมาก มั่นใจสุดๆ ส่วนสายไฟที่ให้มาค่อนข้างยาว พยายามคลี่ออกอย่าม้วนเป็นขด

ส่วนเรื่องการเซ็ทอัพก็ไม่มีอะไรมาก เบื้องต้นเลือกช่องรับสัญญาณขาเข้าให้ถูกว่าใช้ช่องไหน ตัวเครื่องนี้ถูกเซ็ทมาให้เป็นปรีแอมป์อยู่แล้ว ก็หรี่โวลุ่มก่อน (ถ้าเสียบหูฟังจะตัดชุดที่จ่ายออกไปสายสัญญาณ) จากนั้นก็เป็นการเลือก Digital Filter ซึ่งมี 7 แบบ ซึ่งจากนั้นก็พร้อมฟังเสียงกันแล้ว

 

ผลการฟัง Audiolab : M-DAC

Audiolab : M-DAC เป็นเครื่องตัวโชว์ ใช้งานมาบ้าง แต่ไม่มากนัก เล่นไปสักพักก็เข้าที่แล้ว และออกตัวก่อนนะครับว่าเดิมฟังเพลงจากเครื่องบูลเรย์+สาย HDMI ซึ่งน่าจะเหมือนกับคนดูหนังทั่วไป

วิธีการฟังเทียบคุณภาพของ DAC มีประมาณ 5-6 แบบ แต่ครั้งนี้การเทียบผม “จงใจ” ให้เสียเปรียบชัดเจน คือ ต้นทางใช้เพียงดีวีดี+สายไฟเปลี่ยนเป็นแบบให้ดีขึ้นหน่อย ชั้นวางก็ไม่นิ่งสนิทเท่า ลองดูว่าต้นทางไม่เต็มร้อย แต่เมื่อได้ตัว DAC ดีๆ อย่าง Audiolab : M-DAC เข้ามาส่วนปลายทาง สายสัญญาณ / แอมป์ / ลำโพง / ห้อง คือ เดิมๆ ที่ฟังประจำ จะเป็นเช่นไร ส่งผลให้การฟังเพลงดีขึ้นได้หรือไม่?

เมื่อจงใจทำตามวิธีการด้านบนที่รู้ว่ามีความเสียเปรียบแต่กลับพบว่าสุ้มเสียงทั้งหมดดีขึ้นไปอีก น่าประทับใจมาก เพียงเท่านี้คิดง่ายๆ ว่าหากใช้สายไฟ, ชั้นวาง และตัวแปรต่างๆ ที่เหมือนกันที่สุดในการเทียบ ยิ่งจะทำให้การฟังเพลงโดยผ่าน Audiolab : M-DAC “เหนือชั้น” ไปอีก

จุดสำคัญก่อนฟัง Audiolab : M-DAC ที่สามารถปรับ Digital Filter ซึ่งมี 7 แบบคือ (Optimal Transient / Optimal Transient XD / Optimal Transient DD / Sharp Rolloff / Slow Rolloff / Minimum Phase / Optimal Spectrum)

DAC ตัวอื่นบางตัวเสียงออกตรง ไม่ต้องผ่านฟิลเตอร์พวกนี้ ก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ Audiolab : M-DAC ต้องผ่าน ในตอนแรกผมยังไม่ได้อ่านคู่มือ เมื่อทราบว่ามีค่าอะไรบ้างนั้น ทำให้ผมตัด Sharp Rolloff / Slow Rolloff / Minimum Phase ออกไปก่อนได้เลย คงเหลือค่า Optimal Transient / Optimal Transient XD / Optimal Transient DD / Optimal Spectrum ให้เลือกปรับ

ผมเลือกฟิลเตอร์ Optimal Spectrum เนื่องจากเสียงน่าฟังกว่า Minimum Phase ตรงที่ให้ปลายแหลมชัดดี รับรู้หัวโน้ตได้ง่ายขึ้น แต่ไม่จัดหรือสว่างมากเกินไป เสียงฉาบกังวานได้พริ้วเป็นระลอก เสียงกลางสะอาด ชัดเจน รับรู้อักขระต่างๆ ได้ง่าย เสียงร้องชัดถ้อยชัดคำขึ้น ขณะที่ยังมีความออดอ้อนดี ลื่นไหลดี ตำแหน่งนักร้องถูกดึงถอยหลังลงไป เสียงเบสติดตามได้ แยกแยะโน๊ตเบสได้สะอาดขึ้น จากเดิมจะฟังติดกันไปหน่อย น้ำหนักเสียงเบสอิ่มแน่นขึ้น แต่ฟังไปแล้วพบว่ามีข้อเสียคือ ใช้แล้วบางแผ่นเสียงร้องจะไม่อยู่ตรงกลาง…

ต้องเปลี่ยนฟิลเตอร์ค่าอื่นๆ พบว่า Optimal Transient XD จะเหมาะกับแผ่นที่มีคุณภาพดีมากที่สุด ซึ่งผมชอบค่าฟิลเตอร์นี้มากที่สุด ถ้าเป็น Optimal Transient DD จะเหมาะกับแผ่นคุณภาพธรรมดามากกว่า เสียงจะอบอุ่น นุ่มนวล หวานขึ้น ตรงนี้เข้าใจว่าแผ่นทั่วไปมักจะบันทึกมาเจิดจ้าเกิน พอได้ฟิลเตอร์ไปขัดเกลาเสียงที่คมๆ ออกไปบ้าง ทำให้มีความไพเราะขึ้น จากแผ่นเติ้งลี่จวิน (Polydor 817143-2)

จากนั้นสอบถามยังผู้แทนฯ ได้รับคำแนะนำว่าเลือก Optimal Transient XD เช่นกัน

ซึ่งตรงนี้ ผมว่าขึ้นกับซิสเต็มคุณด้วย บางซิสเต็มที่อออกแนวสดเกินไป แข็งๆ ขาดความพริ้ว อาจต้องเลือกเป็น Optimal Transient DD เพื่อให้เสียงนุ่มนวลมากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นเรื่องความชัดเจนของเสียง (เพราะของเดิมก็ชัดอยู่แล้ว) หรืออีกนัยหนึ่ง วันนี้เหงาๆ อยากฟังเสียงแบบโรแมนติค ไม่ต้องการรายละเอียดชัดๆ ก็อาจเลือกฟังฟิลเตอร์ Optimal Transient DD

ตามด้วยค่า D3E Decorrelator ที่เหมือนตัวช่วยแก้ข้อมูลดิจิตอล ก็ไม่ได้เปิดใช้งานครับ ทุกอย่างของการเซ็ทอัพมีคุณค่าในตัว..เลือกใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์จะทำให้ได้มาซึ่งประโยชน์สูงสุดครับ

จากนั้นในการทดสอบ ผมเลือกฟิลเตอร์แบบ Optimal Transient XD ตลอดการทดสอบ เริ่มฟังแผ่น Lonesome Night : The Wallis Blue Orchestra CHC8096 ผลิตที่ฝรั่งเศส เสียงเป่าขลุ่ยค่อยๆ ไล่จากขวาวนมาตรงกลาง แล้วเลยไปด้านซ้าย ฟังแล้วเกิดความรู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ ทันที

ชิป DAC ESS Sabre32 9018 ถ่ายทอดรายละเอียดช่วงอินโทรที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน น่าจะเป็นเสียงขยับกระดาษ และคนคุยกัน แสดงถึงความสามารถอย่างเอกอุ Jazz at The Pawnshop (Prophone PRCD 7778)

VTL Sampler 2 เสียงเบสแน่น ตึงตัว มีพลังขึ้น บรรยากาศชิ้นดนตรีโอ่อ่าขึ้น แม่นยำ นิ่ง เสียงร้องเหมือนหลอด แหลมฉ่ำพลิ้วหวาน

Mokave Vol.1 (Audioquest-cd1006) แทรค 7 เสียงสังเคราะห์เต็มไปด้วยรายละเอียด ชัด สด สะอาด กังวานดี เนื้อเสียงหนักแน่นดี น่าประทับใจ
เพลงไทย ดาวร้อยเดือน 2 G0540051 เสียงคุณศรัณยา นุ่มนวล น่าฟัง หวาน ชวนเคลิ้ม เสียงคลอรัสแยกฉีกมาบริเวณลำโพงคู่หน้า ซ้ายขวาได้ดี น้ำเสียงแผ่วเบาไพเราะดี
Love of Coco Jazz (SSI Mc3008) เสียงของคุณนรีกระจ่างร้องเนียน หวาน ฟังแล้วอิ่มเอม เสียงเครื่องดนตรีสะอาดขึ้น

Audiolab : M-DAC สามารถฟังความต่างของสายดิจิตอลได้ดี ผมใช้ทั้งของไทยของเทศ 2-3 เส้น รวมทั้งใช้สายอนาลอกมาลองอีก 3-4 เส้นเพื่อเปรียบเทียบด้วยจนได้ข้อสรุปสายที่ดีที่สุดมาฟัง นอกจากนี้ยังไวต่อการไฟน์จูนต่างๆ เช่น ทับหลังเครื่องด้วยก้อนอิทธิเจ เสียงจะหวานขึ้นอีก รวมทั้งการเสียบหัวปลั๊กช๊อตกราวด์ช่องที่ไม่ได้ใช้ก็ได้ความสงัดขึ้น ถึงขนาดสามารถฟ้องว่าปลั๊กอุด 4 ยี่ห้อที่มี ควรจะใช้อันไหน? แต่คุณจะใช้ของอะไร แนะนำให้อุด ได้ผลทางเสียงที่ดีกว่า ปล่อยไว้เฉยๆ ผมชอบจริงๆ เลยไวๆ แบบนี้ ยิ่งถ้าคุณชอบเซ็ทอัพแบบละเอียดคุณจะยิ่งชอบ Audiolab : M-DAC ครับ

ถ้าอินทีเกรทแอมป์ / เพาเวอร์แอมป์ที่ใช้มีช่องต่อ XLR ผมแนะนำให้ต่อใช้งานนะครับ เสียงโดยรวมดีขึ้นอีก ดีจนผมต้องใช้เวลาเป็นวันๆ ในการฟังแผ่นซีดีเพลงตามลิสต์ข้างล่างจากนี้  เช่นฟัง Repercussion Unit : In Need Again (CMP Record CD31) แทรค 5 เสียงเครื่องเคาะสะอาด แยกซ้ายขวาชัดเจน  เบสแน่น เสียงกลองอยู่ลึกเลยกำแพงไป

Top 12 in gold (Golden String GSCD034) เสียงระนาดเหล็กพริ้วกังวาน มีความใสดีมาก แทรค 7 เสียงกลองหนักแน่น ตอนรัวก็ชัดเจนไม่มั่วหรือเบลอ เลยกำแพงห้องไป มีรายละเอียดเครื่องเคาะต่างๆ ดี เสียงเปิดโปร่ง คมชัด แต่ไม่จัดจ้าน รับรู้โน้ตแรกได้ดี โฟกัสชัดเจน มิติตื้นลึกดีมาก

Harry Belafonte Live In Concert At The Carnegie Hall (BMG / RCA 74321 15713 2 (2)) ได้ยินเสียงหมุนตัวไปมา เสียงเดินบนเวทีไปซ้ายไปขวา แสดงบรรยากาศที่โอ่อ่า ดีที่สุดที่ฟังแผ่นนี้กันเลย เสียวผิวปากสด ไดนามิคดี

The Wonderful Sound of Three Blind Mice (Golden String GSCD004) เพลงbridge over trouble Water เสียงร้องหวาน ลื่นไหล วงกว้างเลยลำโพงซ้ายขวาดี ย้ำเน้นรายละเอียดชัดเจน

ลองชักปลั๊กไฟเอซีของบูลเรย์, เอ / วี รีซีฟเวอร์, โปรเจคเตอร์, แอคทีฟซัพวูฟเฟอร์ออกไปจากปลั๊กกรองไฟ พบว่า เสียงจะสงัดขึ้น หางเสียงมีการพริ้วให้ตัวดีขึ้นอีกนิด การสวิงเสียงแลดูอิสระขึ้น ใครที่คิดว่าสิ่งนี้ไม่มีผล…ผิดคาดละครับ เพราะแม้ไม่เปิดใช้งานแต่ก็มีไฟวิ่งไปจ่ออยู่ด้านหลังแล้ว ที่สำคัญ การชักปลั๊กที่ไม่ใช้งานออกนี้ “พรี” ครับ คุณไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย แถมประหยัดอีกด้วย เพราะไม่ถูกจ่ายออกไปรอเรื่อยๆ หยุดที่ปลั๊กเท่านั้น

ผมฟังเพลงในห้องนี้จนชิน บอกได้เลยว่า บางด้านก็มีผลต่างมาก บางด้านก็มีผลต่างน้อย แต่โดยรวมเกือบทุกอย่าง “ดีขึ้น” ชัดเจน การจะกลับไปฟังแบบเก่า โดยไม่ใช้งาน Audiolab : M-DAC เป็นเรื่องที่รับไม่ได้แน่…

แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเปรียบเทียบความแตกต่าง ผมลองถอด Audiolab : M-DAC ออกแล้วฟัง เป็นจริงดังที่คาดไว้แล้วครับ แผ่นไหนถ้าดนตรีไม่กี่ชิ้น แผ่นบันทึกธรรมดาจะไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าแผ่นที่บันทึกชิ้นดนตรีเยอะ สวิงเสียงกว้างๆ แล้วบันทึกมาดี จะรับรู้เลยว่า มิติตื้นลึกนั้น “ตื้น” เข้ามาพอสมควร เวทีเสียงแคบกว่า การสวิงจะถูกจำกัดไดนามิค ฟังแล้วราบเรียบเกินไป!! คล้ายทะเลยามไม่มีคลื่น ซึ่งดูผิดปกติจากความเป็นจริง

นอกจากนี้ ยังขึ้นกับเอ / วี รีซีฟเวอร์ที่ใช้ด้วย ถ้าเป็นรุ่นแพงๆ มักจะใช้ D/A ที่ดี จึงถอดรหัสได้ค่อนข้างแม่นยำ รวมทั้งการเลือกโหมด Pure Direct ก็จะช่วยให้สัญญาณบริสุทธิ์มากที่สุด ไม่ต้องจ่ายไปในส่วนที่ไม่จำเป็น เสียงก็ยังไม่ถูกทิ้งมากนัก แต่ถ้าใช้เอ / วี รีซีฟเวอร์รุ่นพื้นๆ ตัวชิป D/A มักไม่สู้ดี ทำให้การถอดรหัสไม่สมบูรณ์แบบเท่า และยิ่งถ้าไม่มีโหมด Pure Direct ให้เปิดใช้ ก็หมายความว่า สัญญาณจะเดินทางไปทุกที่โดยไม่จำเป็น สูญเสียโดยใช่เหตุ เสียงย่อมดรอปลงอีกมาก

เปลี่ยนบรรยากาศมาลองฟังหูฟัง โดยใช้แค่ระดับ 1-4 พันบาท ต้องบอกว่าเสียงจากซิสเต็มเป็นแสนบาทบางชุดยังให้รายละเอียดได้ไม่มากเท่าเลย เบสนั้นกังวาน กระเพื่อม ได้ยินมวลอากาศเคลื่อนตัว!! อิ่มใหญ่ เสียงกลางลอย ชัด รายละเอียดแผ่วเบาดีขึ้นอีก แหลมฉ่ำหวาน ฟังจาก 2 แผ่น Usher Vol.6, Harry Belafonte Live In Concert At The Carnegie Hall (BMG / RCA 74321 15713 2 (2)) แล้วนึกตามนะครับ ว่าถ้าลงทุนกับหูฟังระดับ 2 หมื่นบาทละ เสียงจะยิ่งอัศจรรย์เพียงใด ลำโพงปกติอาจต้องคู่ละเป็นล้าน…จึงจะให้เสียงได้เท่าเทียมกัน

ตัว Audiolab : M-DAC เองถือว่าพื้นฐานเครื่องดีมากๆ อยู่แล้ว ในหน้าเว๊บยังกล่าวว่าสามารถอัพเกรดภาคจ่ายไปได้ในอนาคตซึ่งไม่แน่ใจว่าหมายถึงเวอร์ชั่นพิเศษ หรือรุ่น MK II จากโรงงาน แต่มีทริคเล็กๆ ที่เพิ่มคุณภาพได้อย่างน่าสนใจคือ ในอังกฤษมีการทำภาคจ่ายไฟพิเศษขึ้นเอง ซึ่งเป็นสูตรของแต่ละสำนัก หลักๆ น่าจะเพิ่มขนาดหม้อแปลง พร้อมใส่คาปาซิเตอร์กรองสัญญาณเข้าไป ถ้าท่านใดสนใจ ผมว่าทาง Perfect Power สามารถทำภาคจ่ายไฟพิเศษแบบนี้ได้ นอกจากนี้บางสำนักได้ทำการโมดิฟายภายใน เปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้นกว่าของเดิม (ที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว) แล้วขายสำเร็จรูปเลยก็มี

คราวนี้มาถึงช่วงสุดท้ายกับการใช้ภาค USB DAC ในตัว ซึ่งตอนแรกผมว่าจะไม่ลองฟังการฟังไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์ออดิโอทั้งความละเอียดธรรมดา และความละเอียดสูงผ่านสาย USB ใดๆ เลย เพราะไม่แน่ใจว่านักดูหนังเข้าเส้นอย่างเราๆ จะ “จริงจัง” กับการฟังเพลงมากน้อยเพียงใด แต่สุดท้ายผมดึงเบรกมือสุดแรงเพื่อกลับลำกะทันหัน มาลองเล่นดู เพราะบางท่านฟังเพลงด้วย เผื่ออยากลองหาประสบการณ์กับไฟล์เพลงพวกนี้บ้าง นอกจากนี้ การฟังไฟล์เพลงจะแพร่หลายมากขึ้น เอ / วี รีซีฟเวอร์รุ่นใหม่ๆ ปี 2014 ที่ออกจำหน่ายจะมีภาค USB DAC มาในตัวให้เล่นเลย จะได้มีข้อมูลแลกเปลี่ยนกันครับ ไม่ลองเล่นเดี๋ยวตกยุคละครับ…

โดยการลองฟังไฟล์เพลง ผมใช้โน๊ตบุ๊ค HP G42, CPU Core i3@2.53 GHz, RAM 2 GB ใช้โปรแกรม JRiver Media Center 19 (ฟรี) สาย USB ธรรมดา ย้ำว่าเพื่อลองเล่นชิมลางนะครับ

เริ่มต้นด้วยไฟล์ MP3 หน้าจอของ Audiolab : M-DAC ขึ้นว่า 24 Bits/96 KHz เพลงไทยโดยรวมหลายเพลงให้ความน่าฟังใช้ได้ ไม่ถึงกับแห้ง หยาบกร้าน

ตามด้วยไฟล์ WMA เพลงคิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) เสียงร้องชัดเจน สะอาด เปิดโปร่ง เสียงเบสอยู่ลึกเข้าไปได้ดี แยกแยะชิ้นดนตรีได้ดี

เริ่มฟังไฟล์ Flac และ WAV หลายอัลบั้มสังกัด Bowers & Wilkins หรือที่คุ้นเคยกันคือ B&W, Naim ฯลฯ ที่บันทึกด้วยระดับบิทเรท 9xx-1,4xx Kbps ข้อดีคือ เป็นดิจิตอลแท้ๆ อ่านข้อมูลล่วงหน้าก่อนจ่ายสัญญาณ น่าจะได้รายละเอียดชัดเจนมาก แต่จะมากจนคมชัด “เกินไป” หรือไม่? เอาละครับ ฟังกันเลยครับ

เมื่อเสียงถ่ายทอดออกมา โดยรวมเต็มไปด้วยสะอาด ปลอดโปร่งสุดๆ กังวานใช้ได้ น๊อยส์ต่ำมาก ชิ้นดนตรีคมชัด หัวโน้ตตัวแรกนี่ได้ยินโดยง่าย และมีรายละเอียดแผ่วเบาค่อนข้างดี ได้ยินเสียงต่างๆ โดยง่าย..ถือว่า น่าสนใจทีเดียวครับ

อยากฟังเพลงอื่นต่อ คุณไม่ต้องกดลิ้นชักเปิดออกมา หยิบแผ่นเก่าออกเก็บใส่ที่เดิม หยิบแผ่นใหม่มาใส่อย่างบรรจงอีกต่อไป แค่ใช้เม้าท์เลื่อนไปเพลงที่ชอบแล้วกด Play ก็เรียบร้อย โปรแกรมจะทำการ Buffler ให้สักพักจากนั้นก็เริ่มเล่น สะดวกไม่น้อย…

Jennifer Warnes : Famous Blue Raincoat เพลง Bird on a Wire (Flac บิทเรท 8xx Kbps) ทันทีที่โน้ตตัวแรกเปล่งออกมา มันช่างสะอาด และชัดเจน จิตเตอร์หรือความเพี้ยนต่างๆ ต่ำมาก ไดนามิคดี การย้ำเน้นของหัวโน้ตตัวแรกชัดมาก การตีกลองเสียงหนังกลองตึงตัวดี

Harry Belafonte At The Carnegie Hall ไฟล์จากแผ่นทอง ต้องเร่งโวลุ่มเยอะเดิม -15 dB ต้องเพิ่มเป็น -12 dB แต่มีรายละเอียดชัดเจนมาก ดูเหมือนเสียงด้านซ้าย และขวาจะกว้างกว่า, ลึกกว่าแผ่นซีดี ยิ่งเร่งไปถึง -8 dB จะสด สะอาด ชัดเจนเสมือนฟังกันสดๆ จริงๆ โดยที่เสียงยังไม่พร่ามัว! (ซิสเต็มต้องถึงด้วยนะครับ) เพราะการสวิงเสียงแรงมากๆ ถ้าไม่มั่นใจอย่าฟังถึงระดับนี้เลยครับ

อีกเพลงที่อมตะ The Rose จากอัลบั้ม Amanda น้ำเสียงหวาน ลื่นไหลดี เวทีเสียงกว้างขวาง ลำโพงล่องหนโดยง่าย การสวิงเสียงทำได้ดี (Flac บิทเรท 6xx Kbps) หรือจะเป็นเพลง Hotel California ของ The Eagle (Flac บิทเรท 9xx Kbps) น้ำเสียงจริงจัง เด็ดขาด รายละเอียดต่างพรั่งพรูน่าประทับใจดีแท้ กังวานพอเหมาะไม่สั้นห้วนหรือยาวจนฟุ้ง เอาเป็นว่าดีที่สุดที่ฟังเพลงนี้มาในห้องผมเลย

เสียงร้องของ Chie Ayado อัลบั้ม Good Life เพลง Tears in Heaven (Flac บิทเรท 2,7xx Kbps) เสียงร้องอิ่มใหญ่ ทรงพลังดุดัน เต็มไปด้วยความสะอาด ความถี่ต่ำกระชับ ฉับไว เวทีเสียงกว้างขวาง

กับดนตรีคลาสสิควงใหญ่ ไฟล์ Flac บิทเรทเพียง 6xx Kbps ที่ต่ำไปหน่อย แต่กลับถ่ายทอดเสียงประสานอยู่ด้านซ้าย และขวาบริเวณหลังลำโพง ไดนามิครุนแรง เสียงหวดกลองสะใจ อิ่มแน่น มีมวลเข้มข้น ปลายแหลมเปิดกระจ่าง Carmina Burana

บิทเรทมีผลมากหรือไม่? คราวนี้ฟังไฟล์เพลงที่ใช้ต้นฉบับแบบ 24 Bits/192 KHz ไฟล์ Flac ที่ใช้บิทเรทสูงมากระดับ 5,1xx Kbps เพลง Violin Concertos No.4 ของ Mozart สุ้มเสียงเคลียร์มาก ไดนามิคดี สวิงเสียงได้กว้าง เบสเร็วกระชับ กลางสะอาด ชัดเจนดีมาก ปลายแหลมพลิ้วหวานพอเหมาะ ไม่จัดจ้านบาดหู

ย้ำความแน่ใจอีกเพลง Spanich Halem ของ Rebecca Pegion ที่คุ้นเคยกันดี ใช้ต้นฉบับ 24 Bits/192 KHz ไฟล์ Flac บิทเรทสูงมากระดับ 5,5xx Kbps เสียงชัดเจน หลุดลอยเป็นตัวตนมากๆ น๊อยส์ต่ำ เสียงสะอาดมาก

จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อฟังไฟล์เพลงความละเอียดสูงพวกนี้ สิ่งสำคัญคือ ต้นฉบับที่ได้มา หากมีบิทเรทการบันทึกไม่สูงนัก ระดับ 9xx Kbps สุ้มเสียงก็จะออกมาดีระดับหนึ่ง บางไฟล์เสียงก็ไม่ได้ดีมาก แต่บางแผ่นก็น่าทึ่ง แต่ถ้าใช้ไฟล์ที่มีบิทเรทสูงๆ ระดับ 5,xxx Kbps คราวนี้ชัดเจนว่าจะให้คุณภาพที่ดีมากจนน่าพอใจเกิดรอยยิ้มมุมปากแน่นอน

ต้นฉบับที่จะใช้ฟังก็มีหลากหลาย ทั้ง RIP เองหรือไปโหลดที่เขาปล่อยมา ซึ่งโปรแกรมการ RIP มีหลากหลาย ตั้งค่าถูกต้องไหม บันทึกสปีดช้า สปีดเร็ว คอมพ์แบบใด ระบบไฟบ้านเป็นอย่างไร? มีปัจจัยแวดล้อมสารพัดอย่างกว่าจะได้ต้นฉบับดีๆ ให้ชื่นใจนะครับ

นอกจากนี้ เวลาเล่นกลับ ยังมีตัวแปรที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เช่น โน๊ตบุ๊คที่ใช้ สเปคต่ำไปไหม, โปรแกรมที่ใช้เล่นเป็นเวอร์ชั่นไหน (เวอร์ชั่นเสียเงินจะมีพารามิเตอร์ให้ปรับละเอียดมากขึ้น) สาย USB แบบไหน ราคาเท่าไหร่ (บางเส้นไม่กี่พัน บางเส้นเกือบ 3 หมื่นบาท) รวมถึงตัว DAC ที่ใช้งาน? ถ้าคุณทำแบบขอไปทีก็จะได้แบบนั้นตามไปด้วยละครับ อยากให้ดีๆ ต้องพิถีพิถันกันหน่อยละครับ

อย่างครั้งนี้ถึงแม้ว่า Audiolab : M-DAC จะรองรับได้ไฟล์ 24 Bits/192 KHz ได้แต่จะปล่อยสัญญาณเพียงแค่ 24 Bits/96 KHz เท่านั้น (ส่วนการทำงานจริงเป็น 32 Bits อยู่แล้ว) แต่ก็ยังฟังความแตกต่างได้ชัดเจน ซึ่งหากว่าได้ฟังตัว DAC ที่ปล่อยค่า 24 Bits/192 KHz ได้อาจจะทำให้ความต่างมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

 AH_MDAC5

บทสรุป Audiolab : M-DAC

Audiolab : M-DAC จัดเป็นตัว DAC ภายนอกที่น่าสนใจมากตัวหนึ่ง รูปทรงสวยงาม กะทัดรัด ประหยัดพื้นที่ ด้วยเทคโนโลยีความก้าวหน้าเรื่องชิป ทำให้เราได้คุณภาพเสียงน่าทึ่ง ยิ่งใหญ่เกินกว่าขนาดเครื่อง คว้ารางวัลมากมายจากสื่อชั้นนำเกือบทุกสำนัก เช่น What Hi-Fi? Awards 2011 – Product of The Year, What Hi-Fi? Awards 2012 – Best DAC £500-£900 : Audiolab M-DAC หรือล่าสุด What Hi-Fi? Awards 2013 – Best DAC £500-£700 : Audiolab M-DAC ก็ยังติดอันดับอยู่ และมีอีก 3 รางวัล, ชนะเลิศ Group Test DAC 300-1,500 ปอนด์ แบบ Blind Listening จากคู่แข่งจำนวน 6 ตัว Hi Fi Choice และชนะเลิศรางวัลอื่นๆ อีก 5 รางวัล, ได้รางวัล EISA Awards 2012-2013 สาขา D/A Convertor ยอดเยี่ยมแห่งปี, ได้ 5 ดาวจาก Hi Fi World (UK) เรียกว่ามากมายจริงๆ

ถ้าความต้องการด้านฟังเพลงของคุณคือ ต้องให้มีคุณภาพดีขึ้น เป็นปรีแอมป์ได้ มีช่อง XLR เพื่อต่อออกไปเพาเวอร์แอมป์…แนะนำจากใจจริงครับ

Look; รูปลักษณ์กะทัดรัดแต่คุณภาพยิ่งใหญ่- Like; เป็นปรีแอมป์ได้, มีช่องต่อ XLR ให้ด้วย, เสียบหูฟังได้

–  Love; ถ่ายทอดความเป็นดนตรีอย่างยอดเยี่ยม

 

ขอขอบคุณ บริษัท ไฮไฟทาวเวอร์ จำกัด โทรศัพท์ 0-2881-7273-7 ผู้แทนจำหน่ายที่ได้อนุเคราะห์ให้ยืมเครื่องมาทดสอบ